มรดกมารสวรรค์ - บทที่32 โจมตีจิต
ทั้งสามได้เข้ามาด้านใน ก็พบกับคนมากมายกำลังเลือกและวางวิชาเซียนที่ตนเองฝึกสำเร็จแล้ว หมื่นคำภีร์แยกออกเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกคำภีร์เซียนทั่วไป ส่วนที่สองคำภีร์ฝึกปราณ ส่วนที่สามคำภีร์ฝึกจิต ส่วนที่สี่คำภีร์เซียนระดับสูง ส่วนที่สี่นั้นเป็นส่วนที่ตั้งค่ายกลระดับสูงเอาไว้ ใครที่สัมผัสจะถูกสายฟ้าช็อต
แต่หากผู้ใดหยิบหรือเปิดอ่านคำภีร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลาหมื่นคำภีร์จะปิดลงทันที และค่ายกลสังหารจะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นใครก็จะถูกค่ายกลสังหารโจมตี นอกจากจะมีป้ายเจ้าสำนัก จึงจะสามารถสั่งยกเลิกค่ายกลได้ ซึ่งส่วนที่สี่ต้องเข้าด้วยทางลับ ไม่อาจมองเห็นได้ง่ายเหมือนส่วนอื่นๆ ที่ตั้งเรียงอยู่บนชั้นคำภีร์
ตรงกลางนั้นจะมีโต๊ะที่นั่งของผู้อาวุโสของสำนักศึกษาชี้ฟ้าอยู่ เป็นผู้อาวุโสผมขาวยาว หนวดเครายาว ใบหน้าราวกับชายอายุเจ็ดสิบปี ดวงตาราวกับจะหลับ สวมใส่อาภรณ์ฟ้าขาวของสำนักศึกษาชี้ฟ้า
เมื่อผู้อาวุโสหลับลง ก็ถูกศิษย์ในสำนักปาขนมสีเทารูปร่างกลมใส่หัวเต็มๆ ทำให้ผู้อาวุโสตกใจจนตกเก้าอี้
ผู้อาวุโสที่มึนงงก็จับหัวของตนและขยี้ตา ภาพเช่นนี้ทำให้ศิษย์ในศาลาหมื่นคำภีร์ต่างขบขันผู้อาวุโสผู้นี้ หลินเทียนไม่พอใจอย่างมาก เขานั้นกำหมัดของตนแน่น ไป๋อวิ๋นจับมือของหลินเทียนและส่ายหัว หลินเทียนเข้าใจความหมายของไป๋อวิ๋น จึงแบมือออกและเดินไปช่วยผู้อาวุโสลุกขึ้น
“ผู้อาวุโส ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ…”
หลินเทียนปัดฝุ่นออกและพยุงตัวของผู้อาวุโสขึ้น ลั่วเหอเห็นก็ชื่นชมไม่น้อย เขานั้นคิดในใจ
“นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคนเดียวกับคนประหลาดเมื่อครู่ ดูจริงจังต่อความไม่ยุติธรรมเสียจริง… แต่น่าแปลก ความรู้สึกน่ากลัวจากตัวผู้อาวุโสคืออะไรกัน?”
ลั่วเหอเพ่งมองไปที่พลังรอบตัวของผู้อาวุโสผู้นี้ ช่างน่าแปลกที่สัมผัสได้เพียงระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลาง ซึ่งดูไม่น่าเชื่อ ลั่วเหอเพ่งมองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้รุนแรงขึ้น ลั่วเหอไม่กระพริบตา ปราณสีฟ้าเริ่มเข้มข้น กลายเป็นสีน้ำเงิน กลิ่นอายพลังเริ่มพัฒนาขึ้นจากระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลาง เป็นขั้นปลาย และขั้นสูงสุด
“ตาแก่คนนี้ไม่ธรรมดา ซ่อนตบะงั้นหรือ!”
ก่อนที่ตบะจะเพิ่มมากกว่านี้ ผู้อาวุโสผู้นั้นหันมาหาลั่วเหอชั่วครู่ด้วยสายตาเรียบเฉย แต่แฝงด้วยความน่าเกรงขาม ทำให้ลั่วเหอกระพริบตา
เมื่อกระพริบตาและลืมตาขึ้น รอบด้านเปลี่ยนไป กลายเป็นว่ารอบด้านมืดสนิท ร่างปราณสีน้ำเงินเป็นร่างของผู้อาวุโสผู้นั้นจ้องมองลั่วเหอ ขนาดร่างกายนั้นใหญ่อย่างมาก สูงเทียบเท่าภูเขาหนึ่งลูก ร่างปราณขนาดใหญ่ได้ยื่นนิ้วชี้ข้างซ้ายจิ้มไปที่ลั่วเหอ เสียงของผู้อาวุโสที่กว้างและน่ากลัวดังขึ้น
“ตื่น”
ลั่วเหอตื่นขึ้นมาที่อกของหลินเทียน หลินเทียนพยายามเขย่าร่างกายของลั่วเหอ ไป๋อวิ๋นพยายามใช้พลังปราณควบคุมพัดลมเย็นมาที่ลั่วเหอ ดวงตาของลั่วเหอพร่ามัวอย่างมาก ลั่วเหอพยายามชูแขนขึ้น แต่ก็เห็นแขนตนเองที่พร่าเลือน ราวกับมีอยู่และหายไปไม่ชัดเจน
“ตื่นสิ ลั่วเหอ เจ้าเป็นอะไร”
ไป๋อวิ๋นดูร้อนใจอย่างมาก จึงหยุดใช้พลังปราณพัดลม นางนั้นหันไปหาหลินเทียน
“เดี๋ยวข้าไปตามท่านอาจารย์มา”
ลั่วเหอพยายามพูดบางอย่าง แต่หลินเทียนไม่ได้ยิน หลินเทียนจึงแนบหูไปใกล้ปากของลั่วเหอ จึงได้ยินสิ่งที่ลั่วเหอกล่าว
“ข้าปวดหัวมาก…”
ลั่วเหอเขานั้นหลับตาลง โดยภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก็คือผู้อาวุโสคนนั้นที่ยืนจ้องเขาอยู่ โดยที่มีเลือดไหลออกจากปากของผู้อาวุโสผู้นั้น ลั่วเหอได้ยินเสียงฝีเท้าของคนสามคน และเสียงเรียกชื่อเขาไม่หยุด ซึ่งเป็นเสียงของหลินเทียน
………..
โรงศพจักรพรรดิมารสวรรค์
โรงศพขนาดใหญ่ที่สลักมังกรตาเดียวไว้ ตั้งอยู่ด้านหน้าของลั่วเหอ แต่ครั้งนี้นั้นแตกต่างออกไป จักรพรรดิมารสวรรค์นั่งบำเพ็ญลอยอยู่ตรงกลางโรงศพ โดยมีม่านพลังปราณสีม่วงล้อมร่างกายเป็นโล่รูปร่างกลมไว้
แม้แต่ในห้วงโรงศพ ลั่วเหอก็ยังปวดหัวอย่างมาก ร่างวิญญาณสีม่วงออกมาจากร่างของจักรพรรดิมารสวรรค์
ร่างวิญญาณสีม่วงนั้นชนร่างของลั่วเหอ เพียงไม่นานความรู้สึกปวดหัวก็สลายหายไป ลั่วเหอนั้นมองไปที่จักรพรรดิมารสวรรค์ที่กำลังบำเพ็ญ ลั่วเหอได้คำนับจักรพรรดิมารสวรรค์ แต่ช่างน่าแปลก ไม่มีการตอบรับใดๆ เพียงลอยวนอยู่รอบลั่วเหอเท่านั้น
“ท่านอาจารย์ เกิดอะไรขึ้นกับท่าน?…”
เสียงของจักรพรรดิมารสวรรค์ดังขึ้นมาทำให้ลั่วเหอนั้นรู้สึกโล่งใจ เพียงชั่วครู่เท่านั้น สิ่งที่จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวทำให้ลั่วเหอรู้สึกเสียใจ
“ศิษย์ข้า แม้กายข้าไม่อาจถูกทำลาย วิญญาณไม่อาจเข้าสู่วัฏสงสาร… แต่เมื่อเผ่ามารสวรรค์ฝืนลิขิตฟ้า เปลี่ยนชะตาผู้อื่น เผ่ามารสวรรค์จะต้องจำศีล มิฉะนั้นเผ่ามารสวรรค์จะถูกหลอมรวมไปกับจักรวาล เฝ้ามองทุกเผ่าพันธุ์ วิญญาณมิอาจกลับคืนสู่กายเนื้อ”
ลั่วเหอรู้สึกไม่ดีนัก แต่ก็เข้าใจ เพราะจักรพรรดิมารสวรรค์ช่วยเหลือเขามามากมาย การฝืนลิขิตฟ้าใช้พลังวิญญาณมหาศาล ลั่วเหอถอนหายใจและกล่าวถามจักรพรรดิมารสวรรค์ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ท่านอาจารย์ ท่านจะตื่นเมื่อไหร่?”
จักรพรรดิมารสวรรค์หัวเราะดังลั่น ทำให้ทั้งมิติพิเศษของโรงศพจักรพรรดิมารสวรรค์สั่นคลอนอย่างต่อเนื่อง
“อีกห้าร้อยปี แต่หากเกิดอันตรายต่อเจ้า จนทำให้ข้าต้องช่วยเหลือ ก็จะเพิ่มระยะเวลาเป็นหมื่นปี!”
ลั่วเหอตกใจอย่างมาก ถ้าหากจักรพรรดิมารสวรรค์ได้รับผลกระทบจนต้องตื่นจากการจำศีล ระยะเวลาจำศีลจะนานขึ้นอีกหมื่นปี ลั่วเหอกำหมัดและคุกเข่าคำนับจักรพรรดิมารสวรรค์
“ท่านอาจารย์ ข้าจะระแวดระวัง จะไม่ทำให้ท่านเดือดร้อน และภารกิจที่ท่านมอบหมาย ข้าจะทำให้สำเร็จ”
จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ใหญ่โต และมีคลื่นปราณที่ทรงพลังซัดร่างลั่วเหอกระเด็นออกไปไกล
“ดี!”
………..
ห้องพักของศิษย์สำนักศึกษาชี้ฟ้านั้นจะเป็นถ้ำที่ถูกขุดจนเป็นห้องอยู่อาศัย โดยจะมีเตียงและของสำคัญในชีวิตประจำวันอื่นๆ ที่สำนักจัดเตรียมไว้ให้
ชายใบหน้างดงามที่นอนอยู่คือลั่วเหอ สีหน้าของเขาจริงจังอย่างมาก ราวกับเกิดเรื่องไม่สบายใจในห้วงฝัน
ตรามารสวรรค์ปรากฏบนหน้าผากของลั่วเหอ มันส่องแสงสีแดงที่ร้อนระอุ ทำให้รอบทิศของลั่วเหอเกิดไอความร้อนไปทั่วห้อง ซึ่งมันราวกับจะแผดเผาร่างกายของลั่วเหอ
ปราณสีน้ำเงินออกมาจากร่างของลั่วเหอ คลื่นพลังปราณระเบิดออก กระจายไปทั่วทิศ
ลั่วเหอลืมตาขึ้น ปราณแท้ของเขาได้เปลี่ยนสีไป สีปราณของลั่วเหอไม่ใช่สีขาวอีกต่อไป แต่เป็นปราณสีม่วง และเขานั้นยังรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาหลายเดือน หลังจากบรรลุระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นเริ่มต้น
“ตาแก่คนนั้นเป็นใครกัน พลังจิตมหาศาล แถมยังช่วยให้เราพัฒนาตบะของเราอีก….”
เสียงเคาะประตูดังลั่น
ลั่วเหอนั้นตกใจไม่น้อย เขานั้นเดินอย่างไร้เสียงและเปิดประตูช้าๆ ก็พบกับผู้อาวุโสในศาลาหมื่นคำภีร์ แต่เขานั้นสวมใส่ผ้าคลุมดำที่ดูเก่า ยืนอยู่กับอาจารย์เหยียน โดยด้านหลังของพวกเขามีนกอินทรีขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นสัตว์อสูรที่มีกลิ่นอายพลังมากกว่าสัตว์อสูรระดับสูงหลายเท่า
อาจารย์เหยียนสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อไม่เห็นลั่วเหอทำความเคารพผู้อาวุโสตรงหน้า โดยอาจารย์เหยียนได้กล่าวพร้อมปล่อยแรงกดดันมหาศาล
“ลั่วเหอ เจ้ายังไม่คำนับผู้อาวุโสจงเหมินอีก!”
ลั่วเหอนั้นรีบคำนับผู้อาวุโสจงเหมินทันที แต่ผู้อาวุโสจงเหมินจับมือและส่ายหัว ก่อนจะหันไปหาอาจารย์เหยียน จากนั้นกล่าวบางเรื่อง ทำให้อาจารย์เหยียนเดินออกไปไกลจากจุดนั้น
ลั่วเหอและผู้อาวุโสจงเหมินได้เข้ามาด้านใน และปลดปล่อยม่านปราณฟ้าเก็บเสียง
“เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดพลังจิตจึงสูงล้ำถึงเพียงนี้!”
แรงกดดันมหาศาลข่มขู่ลั่วเหอทางพลังจิต แต่เพียงลั่วเหอกระพริบตา ตราประทับมารสวรรค์ปรากฏขึ้นที่หน้าผากของลั่วเหอ ต้านพลังจิตของผู้อาวุโสจงเหมิน
ทั้งคู่จ้องหน้ากัน ลั่วเหอนั้นในใจเกิดความกังวลอย่างมาก เพราะคิดว่าผู้อาวุโสจงเหมินรู้อะไรบางอย่างเข้าแล้ว