มรดกมารสวรรค์ - บทที่33 ผู้อาวุโสสำนักศึกษาชี้ฟ้า
ทั้งห้องสั่นคลอนด้วยแรงกดดันมหาศาลของผู้อาวุโสจงเหมิน ลมปราณของลั่วเหอสร้างม่านป้องกันขึ้นมาเอง แต่ก็พังทลายแตกออกด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
ลั่วเหอคิ้วขมวด ตรงกลางหน้าผากปรากฏตรามารสวรรค์ ปราณสีม่วงของลั่วเหอกระจายออกมารอบตัว และเริ่มสลายแรงกดดันทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสจงเหมินจ้องไปที่ลั่วเหอและยิ้มออกมา พร้อมเพิ่มแรงกดดันขึ้นอีกหนึ่งเท่า ทำให้ร่างของลั่วเหอล้มลงนอนกับพื้นในทันที แรงกดดันนี้ราวกับเป็นคนละอย่างกับเมื่อครู่ มันรุนแรงกว่าหลายพันเท่า
แต่ตรามารสวรรค์ได้ส่องแสงสีแดง สร้างคลื่นปราณต้านแรงกดดันทั้งหมดเอาไว้
เมื่อผู้อาวุโสจงเหมินเห็นสิ่งนี้จนพอใจ จึงกำมือสลายแรงกดดันทั้งหมด ลั่วเหอตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“นี่ท่านต้องการอะไรกันแน่?”
ผู้อาวุโสจงเหมินเดินไปชี้ที่หน้าผากของลั่วเหอและกล่าวขึ้นมา
“กลิ่นอายไม่เหมือนกัน เจ้าไม่ได้ซ่อนตบะและไม่ได้เป็นคนของพรรคมาร… แต่เหตุใดพลังจิตของเจ้าจึงสูงล้ำ สามารถรับแรงกดดันพลังจิตระดับก่อกำเนิดขั้นเริ่มต้นได้?”
ลั่วเหอทำสีหน้าจริงจังและกล่าวกลับผู้อาวุโสจงเหมิน ในใจของลั่วเหอนั้นรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก เพราะเขาไม่สามารถเปิดเผยเรื่องจักรพรรดิมารสวรรค์ได้
“เรียนผู้อาวุโส ข้าเองก็ไม่รู้ขอรับ…”
ผู้อาวุโสยิ้มแคะและส่ายหัว จากนั้นเดินมาตรงหน้าลั่วเหอ และใช้นิ้วชี้ข้างซ้ายชี้ไปที่หน้าผากของลั่วเหอ สีหน้าของเขาจริงจังขึ้น พร้อมแรงกดดันอันน่ากลัว
“เจ้าว่าไม่รู้ก็คือไม่รู้งั้นรึ? น่าขัน จงเปิดเผยความจริงกับข้าซะ!”
แรงกดดันมหาศาลทำเอาลั่วเหอมึนหัว แต่ว่าก็เกิดม่านปราณสีแดงม่วงขึ้นมาปกป้องลั่วเหอเอาไว้ มันคือพลังของตรามารสวรรค์ที่หน้าผากของลั่วเหอ
แม้ลั่วเหอยังไม่ได้ปลุกความสามารถที่แท้จริงของสายเลือดมารสวรรค์ แต่จักรพรรดิมารสวรรค์ได้เลือกให้เขาเป็นผู้สืบทอดสายเลือดมารสวรรค์เพียงคนเดียวที่มีกายเนื้อแล้ว
ผู้อาวุโสจงเหมินพยายามกดดันลั่วเหออย่างต่อเนื่อง แต่ช่างน่าแปลกที่ตอนนี้ลั่วเหอไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ลั่วเหอจ้องผู้อาวุโสจงเหมินด้วยสายตาเมินเฉย ลั่วเหอได้ชี้ไปที่ผู้อาวุโสจงเหมิน ทันใดนั้นดวงตาของผู้อาวุโสจงเหมินก็ดำสนิท และมีปราณสีม่วงเล็ดลอดออกมาจากดวงตาเป็นระยะๆ
“นี่เจ้าทำอะไรข้า!”
ดวงตาที่เป็นแหล่งรวมการปล่อยแรงกดดันใส่ลั่วเหอ ตอนนี้กลับมืดบอดไปแล้ว
แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น พลังสายเลือดมารสวรรค์ก็สลายไปอย่างรวดเร็ว ลั่วเหอล้มลงกับพื้นและกระอักเลือดออกมา
ผู้อาวุโสจงเหมินเดินเข้าไปใกล้ๆ และยิ้มมุมปาก จากนั้นเขาก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าๆ… นึกไม่ถึงว่าสำนักของสหายข้าจะมีมังกรที่แสร้งเป็นมัจฉาอยู่ด้วย… ฮ่าๆ”
ผู้อาวุโสจงเหมินหยุดแรงกดดันทั้งหมด และเดินไปจับไหล่ของลั่วเหอ พร้อมจ้องมองด้วยแววตาน่ากลัว
“ถึงเจ้าจะไม่ใช่คนของพรรคมาร แต่หากอนาคตวิชาและพลังจิตของเจ้าทำให้สำนักเดือดร้อน… ข้าจะฆ่าเจ้าซะ!”
ลั่วเหอคำนับผู้อาวุโสจงเหมิน
“ข้าจำไว้แล้วขอรับ!”
ผู้อาวุโสจงเหมินเดินออกไปจากห้องของลั่วเหอ เมื่อเดินทะลุม่านเก็บเสียงของตนเอง ม่านก็แตกออกและสลายหายไป
อาจารย์เหยียนเมื่อเห็นผู้อาวุโสจงเหมิน จึงคำนับด้วยความเคารพ อาจารย์เหยียนสังเกตเห็นเลือดที่ปากของผู้อาวุโสจงเหมิน จึงรีบวิ่งเข้าไปดู
“ท่านอาจารย์ นี่เกิดอะไรขึ้น?”
ผู้อาวุโสจงเหมินส่ายหัว และขึ้นขี่นกอินทรียักษ์ จากนั้นหันลงมาหาอาจารย์เหยียน
“พาเด็กคนนี้ไปเลือกคำภีร์เซียนเถอะ…”
ลั่วเหอนั้นกระอักเลือดออกมา แม้ว่าพลังจิตของลั่วเหอจะแข็งแกร่งอย่างมาก แต่ถึงอย่างไร ร่างกายของลั่วเหอก็ยังเป็นเพียงร่างมนุษย์ธรรมดา มิได้พิเศษเหมือนพลังจิตของเขา
เสียงตะโกนดังลั่นมาจากหน้าประตูที่พักของลั่วเหอ เป็นเสียงของอาจารย์เหยียน
“เจ้ารีบเปลี่ยนชุด ข้าจะพาเจ้าไปศาลาหมื่นคำภีร์อีกครั้ง!”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
ผ่านไปไม่นาน ลั่วเหอเปิดประตูออกจากที่พัก เขาสวมใส่อาภรณ์ขาว ผ้าคลุมฟ้าขาว ผมดำยาวมัดเรียบร้อยเป็นหางม้า ข้างเอวห้อยถุงมิติที่สลักลวดลายสำนักศึกษาชี้ฟ้า ซึ่งลั่วเหอได้ย้ายของจากถุงมิติเก่ามายังถุงมิติใหม่
ในมือซ้ายถือกระบี่เงินปลอกสีฟ้า ซึ่งเป็นอาวุธเซียนระดับหนึ่งที่พบได้ทั่วไป
อาจารย์เหยียนมองลั่วเหอด้วยแววตาชื่นชม เพราะความเหมาะสมของอาภรณ์และผ้าคลุมของสำนักศึกษาชี้ฟ้าเข้ากับลั่วเหออย่างมาก
“ท่านอาจารย์ ข้าพร้อมแล้ว”
อาจารย์เหยียนพยักหน้า และเรียกกระบี่ออกมาลอยอยู่ใต้เท้าของตน จากนั้นใช้พลังปราณควบคุมกระบี่ของลั่วเหอในมือซ้าย ชักกระบี่ออกมาลอยอยู่ใต้เท้าของลั่วเหอ
กระบี่ทั้งสองล้วนปกคลุมด้วยพลังปราณสีฟ้าของอาจารย์เหยียน
ห่างจากที่พักของลั่วเหอ ผู้อาวุโสจงเหมินได้กระอักเลือดและตกจากหลังอินทรียักษ์ ระหว่างที่เขาร่วงลงพื้น เขานึกถึงตอนที่ดวงตาของตนเองมืดบอด เขานั้นได้เห็นโรงศพยักษ์เพียงเสี้ยววินาที
แรงกดดันน่ากลัวราวกับจะบดวิญญาณของผู้อาวุโสจงเหมินเป็นเสี่ยงๆ
อินทรียักษ์พุ่งบินไปรับร่างของผู้อาวุโสจงเหมินได้ทันเวลา จากนั้นมันก็ส่งเสียงออกมาด้วยความเป็นห่วง
ผู้อาวุโสจงเหมินลูบตัวของอินทรียักษ์และคิดในใจ
“หรือว่าเจ้านั่นจะพบกับวาสนาใดเข้า… ช่างเถอะ ขอแค่ไม่ทำสำนักเดือดร้อนก็พอ!”
……….
ศาลาหมื่นคำภีร์
ผู้คนมากมายเดินไปเดินมาเพื่อหาตำราคำภีร์เซียนที่ตนเองต้องการ คนส่วนมากเลือกมาสองวันแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้
ห้าปีมานี้ ศิษย์ที่มีพื้นหลังครอบครัวเปิดโรงเตี๊ยมและที่พักสำหรับนักเดินทาง จึงขอสำนักเปิดที่พักใกล้ๆ กับศาลาหมื่นคำภีร์
ลั่วเหอเดินเข้าศาลาหมื่นคำภีร์ได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกศิษย์มายื่นใบประกาศส่วนลดที่พักให้กับลั่วเหอ แต่พออาจารย์เหยียนเดินเข้ามาอยู่ด้านหลังลั่วเหอ ศิษย์พวกนั้นก็รีบวิ่งหนีไป เพราะอาจารย์เหยียนเคร่งเรื่องกฎอย่างมาก และเป็นหนึ่งในสิบคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดที่พักใกล้ศาลาหมื่นคำภีร์
“ท่านอาจารย์ คนพวกนั้นคือ?”
“อย่าได้สนใจ รีบเลือกคำภีร์ของเจ้าเถอะ… แค่พวกหาประโยชน์จากสำนัก หากเจอก็รีบหนีซะ”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
ลั่วเหอเดินวนหลายรอบผ่านคำภีร์เซียนนับร้อย แต่ลั่วเหอกลับไม่พบคำภีร์ที่ตนเองต้องการแม้แต่น้อย
แม้จะมีคำภีร์เซียนวิชาทวน แต่ว่าตอนนี้ลั่วเหอไม่ได้ต้องการฝึกวิชาทวนหรือวิชากระบี่ สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้คือวิชาจิตระดับกลางถึงสูง
ลั่วเหอคิดในใจ
“ตบะข้าไม่สูงมาก หากฝึกวิชาที่ใช้กำลังกายและพลังปราณมากเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่… หากไม่หาประสบการณ์ใหม่ๆ ภายในห้าปี แม้แต่ขั้นเดียวก็มิอาจข้ามผ่านได้!”
รอบด้านของลั่วเหอเปลี่ยนเป็นสีเทา ดวงตาของเขามองไปที่แสงสว่างออร่าสีม่วง มันเป็นคำภีร์ปกสีขาวที่มีอักษรตวัดหมึกงดงามเขียนไว้ว่า ‘ทำนองคลื่นพยัคฆ์’
ลั่วเหอหยิบเล่มนั้นมาอ่าน เมื่อเปิดออกก็พบกับวิธีการฝึก ซึ่งจุดสำคัญของวิชาอยู่ตรงกลางศีรษะ
“เจอแล้ว… วิชาโจมตีจิต!”