มรดกมารสวรรค์ - บทที่34 ทำนองคลื่นพยัคฆ์
ลั่วเหอเขานั้นได้หยิบวิชาทำนองคลื่นพยัคฆ์ไปยังจุดจดชื่อ เป็นกฎของศาลาหมื่นคำภีร์ ใครที่ต้องการคำภีร์เซียนต่าง ๆ ในศาลาหมื่นคำภีร์ ต้องมาจดรายชื่อยืมคำภีร์เซียน เพื่อจะทำการนำคำภีร์เซียนเล่มนั้นออกไปฝึกด้านนอก อีกทั้งในคำภีร์เซียนทุกเล่มล้วนมีค่ายกลพิเศษของเจ้าสำนักอยู่ หากเล่มไหนออกจากอาณาเขตสำนัก จะระเบิดออกมาทันที
ชายผมดำยาวนอนหลับอยู่ที่โต๊ะ โดยในมือซ้ายกำตราปั๊มและพู่กันไว้แน่น น้ำลายไหลออกมาจำนวนมาก
ลั่วเหอได้เคาะโต๊ะดังขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ตื่น ทำให้ลั่วเหอเบื่อหน่าย คนด้านหลังก็เริ่มมีมากขึ้น ลั่วเหอจึงเคาะอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ใส่พลังปราณเข้าไป ทำให้คลื่นปราณสะท้านไปทั้งโต๊ะ ทำให้ชายผู้นั้นตื่นขึ้นมา
“ใคร!…กัน?”
ลั่วเหอคำนับชายตรงหน้าและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่าฟังสบายหู
“ศิษย์พี่ ข้าต้องการคำภีร์เล่มนี้”
ลั่วเหอจ้องมองไปที่ชายตรงหน้า ปราณรอบตัวของชายผู้นี้ทำให้ลั่วเหอตกใจไม่น้อย ลั่วเหอนั้นกล่าวขึ้นด้วยความตกใจในใจของเขาเอง
“กลั่นลมปราณขั้นเริ่มต้น! ตบะเช่นนี้หาได้ทั่วไปเลยงั้นหรือ?”
ลั่วเหอใช้หางตาหันไปมองด้านหลังของตน ด้านหลังของเขาก็ล้วนเป็นนักพรตระดับกลั่นลมปราณขั้นเริ่มต้นกันหมด ชายตรงหน้าลั่วเหอเมื่อมองคำภีร์เซียนเสร็จ ก็ยื่นให้กับลั่วเหอ จากนั้นเขาได้ควบคุมป้ายขาวลอยขึ้น และชูดัชนีสองนิ้วข้างซ้าย ปราณสีฟ้าปรากฏขึ้น
“เจ้ามีนามว่าอะไร?”
ลั่วเหอคำนับชายตรงหน้า
“ศิษย์พี่ ข้ามีนามว่าลั่วเหอขอรับ”
ชายตรงหน้าลั่วเหอได้สลักชื่อลั่วเหอใส่ป้ายสีขาว และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง พร้อมยื่นป้ายขาวที่สลักชื่อลั่วเหอ กับคำภีร์ทำนองคลื่นพยัคฆ์ให้กับลั่วเหอ
“ภายในสิบปี หากเจ้าไม่สามารถฝึกสำเร็จ ศาลาหมื่นคำภีร์จะเรียกเก็บคืนทันที เก็บป้ายนี้ไว้ให้ดี ห้ามหาย!”
ลั่วเหอหยิบของทั้งสองชิ้นมาไว้ที่มือ และได้เก็บเข้าถุงมิติข้างเอว จากนั้นก็คำนับชายตรงหน้าและเดินจากไป ชายคนนั้นจ้องมองลั่วเหอ เขานั้นคิดในใจ
“หายากจริง ๆ ที่จะมีคนฝึกคำภีร์จิต”
เมื่อเดินออกมาด้านนอก ลั่วเหอได้พบเจอกับอาจารย์เหยียนที่กำลังคุยกับอาจารย์ซู ทั้งคู่นั้นคุยกันด้วยรอยยิ้ม แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ลั่วเหอพบเจอ เมื่ออาจารย์ซูเห็นลั่วเหอ ก็โบกมือทักทาย ลั่วเหอจึงรีบเดินไปคำนับอาจารย์ซู
“คำนับท่านอาจารย์ซู”
อาจารย์เหยียนมองไปที่มือของลั่วเหอที่ว่างเปล่า จากนั้นกวาดสายตามองไปที่ถุงมิติของลั่วเหอ
“เจ้าเลือกคำภีร์เซียนอะไรงั้นรึ?”
ลั่วเหอได้แตะไปที่ถุงมิติของตน คำภีร์ทำนองคลื่นพยัคฆ์ได้ปรากฏออกมา อาจารย์เหยียนได้ควบคุมคำภีร์เซียนลอยขึ้นมาที่ตรงหน้าตนเองและเปิดอ่าน สีหน้าของอาจารย์เหยียนเคร่งเครียดอย่างมาก อาจารย์ซูที่เห็นหน้าตาที่เคร่งเครียดของอาจารย์เหยียน จึงหยิบไปดู
อาจารย์ซูตื่นตกใจอย่างมาก เพราะวิชาที่ลั่วเหอเลือกเป็นวิชาที่อาจารย์ซูเคยอยากฝึกมาก่อน อาจารย์เหยียนยื่นคำภีร์เซียนคืนให้ลั่วเหอ จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย
“ลั่วเหอ นี่เจ้า…เฮ้อ!”
“คำภีร์นี้มันยังไงกันแน่ขอรับ ท่านอาจารย์!”
อาจารย์ซูได้กล่าวออกมา ส่วนอาจารย์เหยียนได้แสดงวิชาทำนองคลื่นพยัคฆ์ให้ลั่วเหอเห็น
“วิชานี้ หากใครฝึกสำเร็จ จิตจะสงบนิ่งถึงที่สุด เช่นเดียวกับอาจารย์เหยียนของเจ้า ฝืนเรียนวิชานี้จนเป็นที่หนึ่งของตำหนักหลอมกระบี่ แต่หากฝึกผิดพลาดไปเพียงขั้นเดียว ตบะจะลดลงหนึ่งขั้น นี่คือเหตุผลที่อาจารย์เจ้าตบะต่ำกว่าข้า ทั้งที่เป็นศิษย์พี่ของข้า”
ดวงตาของอาจารย์เหยียนส่องแสง ปราณสีฟ้าแรงกดดันมหาศาล ด้านหลังของเขาปรากฏร่างพยัคฆ์ยักษ์ปราณฟ้าคำรามไปทั่วศาลาหมื่นคำภีร์ ทั้งแรงกดดันและคลื่นพลังรุนแรงอย่างมาก อาจารย์ซูได้ลอยขึ้นฟ้าและแยกกระบี่หยกขาวออกมา ปกป้องศาลาหมื่นคำภีร์และศิษย์ต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ระยะวิชาของอาจารย์เหยียน
ศิษย์ที่อยู่ในศาลาหมื่นคำภีร์ แม้ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ แต่ก็สามารถรับรู้ได้ เพราะตอนนี้นั้นศาลาหมื่นคำภีร์สั่นไหว โรงเตี๊ยมใกล้ ๆ ก็มีผู้รับรู้ได้ เพราะคลื่นคำรามสีทองได้กระจายไปทั่วบริเวณใกล้ศาลาหมื่นคำภีร์ ศิษย์บางคนที่เห็นแสงสีทอง ก็ชี้ไปที่แสงสีทองนั้นและสะกิดสหายของตน
“นั่น ๆ เจ้าดู มันคืออะไรกัน!”
“สุดยอด!…อาจารย์คนใดกัน แสดงสิ่งที่งดงามเช่นนี้?”
กระบี่หยกขาวได้สร้างม่านปราณกระบี่ปกป้องศิษย์ในบริเวณนั้น ศิษย์บางคนตื่นกลัวจนล้มลง บางคนตบะต่ำต้อยก็ถึงกับสลบล้มลงไปในทันที ลั่วเหอคิ้วขมวด คลื่นพลังปราณซัดผมของลั่วเหอลอยขึ้นชี้ตั้ง เมื่อพยัคฆ์คำรามรอบที่สอง ลั่วเหอที่มีพลังจิตแข็งแกร่งถึงกับถอยหลังไปหลายก้าว ลั่วเหอสร้างม่านป้องกันและคิดในใจ
“วิชานี้มหัศจรรย์นัก ไม่ใช่เพียงโจมตีจิต แต่ยังโจมตีร่างกายอีกด้วย!”
อาจารย์เหยียนสะบัดแขนเสื้อ วิชาได้สลายไป ศิษย์บางคนพยายามลุกขึ้น แต่ขากลับสั่นไม่หยุด ลั่วเหอได้สลายม่านป้องกัน ศิษย์พวกนั้นต่างคำนับอาจารย์ซูและกล่าวพร้อมกัน
“ขอบคุณท่านอาจารย์ซูที่ช่วยเหลือ!”
“คลื่นคำรามสะเทือนฟ้าดิน...แต่แล้วอย่างไร วิชานี้คนที่ฝึกได้ หากจิตใจไม่แข็งแกร่ง ก็ต้องตัดความรู้สึกของมนุษย์หมดสิ้น!”
ลั่วเหอคำนับอาจารย์ทั้งสอง และกล่าวสิ่งที่ทำให้อาจารย์ทั้งสองต้องทำหน้าเบื่อหน่ายและส่ายหัวพร้อมกัน ลั่วเหอกล่าวด้วยแววตาและน้ำเสียงที่แน่วแน่
“ท่านอาจารย์ทั้งสองไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ข้าเลือกมันแล้ว ข้าจะฝึกให้สำเร็จ!”
อาจารย์ซูหัวเราะออกมา นางนั้นหัวเราะและปิดปากของตน จากนั้นก็ใช้มือซ้ายสะกิดหลังของอาจารย์เหยียน นางนั้นยิ้มออกมา
“พวกเจ้าศิษย์อาจารย์ ช่างดื้อด้านเหมือนกันจริง ๆ”
อาจารย์เหยียนได้ใช้มือทั้งสองข้างนวดหัวของตนเอง และได้มองลั่วเหอ
“เฮ้อ! ช่างเถอะ หากเจ้ามีปัญหาจุดใดก็มาปรึกษาข้าแล้วกัน”
ลั่วเหอพยักหน้าและคำนับอาจารย์เหยียน เหล่าศิษย์ที่ผ่านการสอบเข้าสำนักศึกษาชี้ฟ้าสามคน ได้เดินมาคำนับอาจารย์เหยียนและอาจารย์ซู และก็มองไปที่ลั่วเหอด้วยความสงสัย ลั่วเหอจึงคำนับทั้งสามคน
“ข้ามีนามว่าลั่วเหอ เป็นศิษย์ใหม่เหมือนทุกท่าน”
ทั้งสามยิ้มและคำนับลั่วเหอ พร้อมบอกชื่อของตนเอง เป็นการแนะนำกันไปมา อาจารย์ซูได้เรียกกระบี่ออกมาสามเล่ม ส่วนอาจารย์เหยียนก็ควบคุมกระบี่สองเล่มไปไว้ใต้เท้าของลั่วเหอและตนเอง อาจารย์เหยียนหันไปมองอาจารย์ซูและกล่าวออกมา
“หมดธุระแล้ว ข้าขอลา”
อาจารย์ซูพยักหน้าและคำนับอาจารย์เหยียน ส่วนอาจารย์เหยียนก็คำนับกลับไป จากนั้นอาจารย์เหยียนได้หันไปมองลั่วเหอและกล่าวออกมา
“ลั่วเหอ ไปได้แล้ว”
“ขอรับ!”