มรดกมารสวรรค์ - บทที่36 เรือบินยักษ์
ป่าขนาดใหญ่เป็นพื้นที่ส่วนน้อยของสำนักศึกษาชี้ฟ้า เพราะรอบด้านล้วนเป็นหุบเขาสูง สถานที่แห่งนี้อยู่ติดกับที่พักของเหล่าศิษย์ใหม่ และบริเวณกลางป่าจะมีเรือบินขนาดยักษ์ที่รอรับศิษย์ในสำนักศึกษาชี้ฟ้าไปสถานที่ต่างๆ รอบสำนัก เส้นทางนั้นรอบด้านเป็นป่าทึบ ซึ่งมีสัตว์อสูรระดับต่ำจนถึงกลางอาศัยอยู่
ศิษย์มากมายต่างเดินตามเส้นทาง เพราะพวกเขานั้นรู้ว่าด้านในมีสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นสัตว์อสูรรับใช้ของอาจารย์บางคนในสำนัก
ลั่วเหอเดินตามแผนที่ของอาจารย์เหยียน จนสามารถมาถึงเส้นทางหลักได้ ซึ่งเหล่าศิษย์ใหม่และผู้มีตบะระดับเปลี่ยนลมหายใจมากมายต่างเดินกันในเส้นทางนี้ ลั่วเหอได้เก็บแผนที่เข้าถุงมิติ และเดินตามศิษย์เหล่านี้ไป รอบด้านนั้นมีหินที่สลักอักษรเวทย์ตลอดเส้นทาง
ลั่วเหอเดินไปใกล้ๆ กับหินที่สลักอักษรเวทย์เอาไว้ ลั่วเหอนั้นได้ยื่นมือซ้ายจะสัมผัสมัน แต่มีเสียงเรียกหนึ่งดังลั่นมาจากด้านหลังของลั่วเหอ เสียงนั้นช่างคุ้นเคย
“ลั่วเหอ!”
หลินเทียนในชุดและผ้าคลุมขาวของสำนักเซียน ทำให้หลินเทียนดูดีขึ้นไม่น้อย เขานั้นทำทรงผมที่เปิดหน้าผาก และปล่อยผมดำยาว กลางหน้าผากป้ายจุดแดงไว้ ข้างเอวนั้นมีป้ายหยกสีขาวรูปกระบี่เอาไว้ เขานั้นวิ่งมาหาลั่วเหอ เมื่อลั่วเหอเห็นก็คำนับหลินเทียน
“ท่านมีอะไรงั้นรึ?”
หลินเทียนใช้มือขวากดมือทั้งสองที่กำลังคำนับของลั่วเหอลง และกล่าวออกมาด้วยเสียงที่ทรงพลัง
“เรียกท่านอะไรกัน เรานับเป็นสหายกันแล้ว เรียกข้าว่าหลินเทียนเถอะ ฮ่าๆ”
ลั่วเหอพยักหน้าเข้าใจ และกล่าวออกมาด้วยเสียงที่เบาอย่างมาก
“หลินเทียน…”
หลินเทียนยิ้มและหัวเราะออกมา จากนั้นก็เดินนำลั่วเหอไปยังจุดสุดท้ายที่มีคนมากมายต่างมารวมตัวกัน ลั่วเหอและหลินเทียนเป็นหนึ่งในนั้น ชายชราหลังค่อมผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์ของสำนักศึกษาชี้ฟ้า ตะโกนเรียกเหล่าศิษย์ใหม่ให้มารวมตัวกัน
จากนั้นได้มีเรือยักษ์ลอยลงมาจากฟ้า เป็นเรือไม้ที่ดูเก่า ที่สามารถลอยและเคลื่อนที่บนท้องฟ้าได้ ด้านบนเรือนั้นทุกมุมของเรือล้วนมีศิษย์สำนักศึกษาชี้ฟ้าที่อยู่ใต้คำสั่งชายชราผู้นี้ ต่างใช้พลังปราณยกเรือและบังคับเรือให้ลอยและเคลื่อนที่ไปด้านหน้า หรือเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา
“รีบขึ้นมากันได้แล้ว!”
ศิษย์ตบะระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นสูงสุดต่างกระโดดขึ้นเรือ แต่ศิษย์ที่ตบะเล็กน้อยแบบลั่วเหอและหลินเทียนต่างเดินขึ้นสะพานไม้ยาวที่ต่อกับเรือบินยักษ์ ลั่วเหอได้สะกิดตัวของหลินเทียน และมองไปที่ชายชราคนนั้นที่ยืนสั่งคนของตนอยู่
“หลินเทียน เขาคือใครงั้นรึ? ข้าสัมผัสตบะของชายชราผู้นี้ไม่ได้เลย”
หลินเทียนหันมาหาลั่วเหอและกล่าวออกมา
“ข้าเองก็ไม่รู้เรื่องของเขามากนัก รู้เพียงว่าเขาชื่อตงชวี ส่วนตบะของเขา ข้าเองก็ไม่รู้”
ศิษย์พี่คนหนึ่ง ตบะระดับกลั่นลมปราณขั้นเริ่มต้น ที่อยู่ใกล้ๆ กับลั่วเหอและหลินเทียน เขานั้นที่กำลังเดินไปทำธุระของเขาก็หยุดเดิน จากนั้นหันมาหาทั้งคู่ จากนั้นมองทั้งคู่และนำนิ้วชี้แนบปากของตนเอง และส่ายหัวอย่างช้าๆ
“ชู้ว!”
“เงียบซะ! เรื่องนี้พวกเจ้าอย่าได้พูดออกมาเชียว”
ลั่วเหอและหลินเทียนคำนับศิษย์พี่คนนี้พร้อมกัน จากนั้นลั่วเหอได้กล่าวถามด้วยความสงสัย
“ศิษย์พี่ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด”
ศิษย์พี่พยักหน้าและกล่าวออกมา
“งั้นพวกเจ้าตามข้ามา”
ลั่วเหอและหลินเทียนพยักหน้าตอบกลับ จากนั้นก็เดินตามศิษย์พี่คนนั้นไป เขานั้นได้เดินมาที่ห้องแห่งหนึ่ง ที่เป็นประตูสีแดงที่สลักชื่อของศิษย์พี่คนนั้นไว้ ศิษย์พี่ผู้นี้ได้สะบัดมือ ประตูได้เปิดออก ทำให้เห็นคนด้านใน เป็นศิษย์ใหม่ที่ลั่วเหอเจอก่อนหน้านี้
พวกเขานั้นได้คำนับทักทายกัน ศิษย์พี่คนนั้นได้เดินไปที่ที่นั่ง และเริ่มเล่าเรื่องของตงชวี
“กฎของการขึ้นเรือบินนั้นง่ายมาก ห้ามพูดถึงตงชวี ห้ามเอ่ยนามของเขาด้วย!”
หน้าตาของทุกคนล้วนเป็นหน้าตาของคนที่สงสัยอย่างมาก ลั่วเหอตอนนี้เขานั้นตั้งใจอย่างมาก หลินเทียนก็ตั้งใจฟังเช่นกัน เพราะด้วยทักษะการเล่าเรื่องของศิษย์พี่คนนี้ช่างเหมือนนักเล่าเรื่องแถวโรงเตี๊ยม
“พวกเจ้าเคยได้ยินจากอาจารย์ท่านใดเรื่องแดนไร้นิมิตหรือไม่?”
ทุกคนต่างส่ายหัว
“ทุกๆ 5 ปี สำนักของเราจะจัดการประลองสำนักขึ้น และทุกตำหนักต้องส่งตัวแทน 5 คนร่วมประลอง เพื่อหาผู้มีพรสวรรค์เข้าแดนไร้นิมิต”
ศิษย์พี่คนนี้ทุบโต๊ะไม้ด้านหน้าของตน ทรายที่อยู่ในช่องเล็กๆ ในโต๊ะไม้ได้ลอยขึ้นมา จากนั้นศิษย์พี่คนนี้ได้ตั้งดัชนีสองนิ้ว ปราณสีขาวปรากฏขึ้นที่นิ้วของศิษย์พี่คนนี้ ทรายนั้นได้ก่อร่างเป็นรูปร่างของนักพรต 2 คนสู้กันไปมาด้วยวิชากระบี่ ทั้งสองใช้วิชาที่แตกต่าง
ทรายตัวแรกใช้วิชากระบี่ยักษ์ ทรายตัวที่สองใช้วิชาหลอมกระบี่ สร้างกระบี่จิ๋วนับร้อยต่อสู้กัน ทรายตัวที่สองชนะ จากนั้นทรายทั้งหมดได้ร่วงลงไปที่ช่องซอกไม้
“เมื่อได้ผู้ชนะ 10 อันดับแรก จะได้เข้าร่วมแดนไร้นิมิต เป็นแดนลับของเซียนโบราณ มีสมบัติและทรัพยากรมากมาย แต่…สำนักเซียนนับสิบก็เข้าร่วมเช่นกัน เมื่อเข้าไปแล้วก็เหมือนสงครามของผู้บำเพ็ญเซียน!”
ลั่วเหอฟังก็คิดตาม เพราะแดนไร้นิมิตต้องมีทรัพยากรมากพอที่จะทำให้ตัวของเขาสามารถแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ว่าลั่วเหอนั้นรู้ดีว่าตนเองนั้นยังแข็งแกร่งไม่พอที่จะสามารถไปถึงจุดนั้นได้
ทรายได้ก่อร่างเป็นนักพรตนับ 10 คน ต่อสู้กันไปมาหลากหลายกระบี่ หลากหลายกระบวนท่าต่างปรากฏขึ้น สุดท้ายแล้วมีผู้ชนะเพียงคนเดียว และได้ครอบครองสมบัติที่ต่างแย่งชิงกันมา
“อาจารย์ตงชวี เมื่อครั้งอดีตตบะระดับก่อกำเนิดขั้นเริ่มต้น ด้วยรากวิญญาณระดับ 3 เท่านั้น! อาจารย์ตงชวียังเป็นคนแรกตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมาที่สามารถเอาชนะตำหนักคัมภีร์เซียนได้ ทั้งที่เขาอยู่ตำหนักค่ายกล แต่เมื่อเข้าร่วมดินแดนไร้นิมิต เขานั้นไม่ใช่คนเก่งคนเดียวยังมีอัจฉริยะที่น่ากลัวมากมาย”
ทรายได้ก่อร่างเป็นชายสองคน โดยทรายตัวแรกเข่าทรุดเมื่อเจอทรายอีกตัว ทรายตัวแรกสร้างกระบี่จิ๋วนับร้อย แต่ทรายอีกตัวเพียงชี้นิ้ว วิชาของทรายตัวแรกได้สลายหายไปหมด
“เหล่าศิษย์สำนักอื่นที่ต้องการลองวัดพลังกับอาจารย์ตงชวี ได้รุมโจมตี สุดท้ายอาจารย์ตงชวีพ่ายแพ้ ตบะลดลง ไม่อาจฟื้นคืน!”
ลั่วเหอไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่นแม้แต่น้อย เขานั้นสนใจเพียงรากวิญญาณของตงชวี ลั่วเหอได้ยกมือกล่าวถามศิษย์พี่ที่เล่าเรื่อง
“อาจารย์ตงชวีอายุเท่าไหร่ขอรับ?”
“จะ 300 ปีแล้ว อายุขัยของท่านใกล้หมดลงทุกวัน!”
ลั่วเหอตาเบิกกว้างและคิดในใจ
“300 ปี เราจะสามารถไปถึงระดับก่อกำเนิด ไม่!…ช้าไป ช้าไปมาก”
……….
(ด้านนอกห้องพัก – ส่วนกลางเรือบินยักษ์)
ใจกลางเรือนั้นมีวาดอักษรค่ายกลมากมาย ตงชวีได้มายืนตรงกลาง และได้หยิบอาวุธเซียนระดับ 2 ออกมา มันคือหินรูปร่างธรรมดาที่พบได้ตามพื้น แต่มันนั้นกลับมีออร่าแสงสีขาวฟ้าระยิบระยับ มันคือหัวใจหลักของการตั้งค่ายกลที่ใช้คนมากกว่า 5 คน เป็นอาวุธเซียนที่เซียนค่ายกลต่างมีติดตัว ซึ่งรูปร่างจะแตกต่างกัน
(ศิลาแปรกลระดับ 2)
ตงชวีได้ตั้งดัชนีสองนิ้ว และได้กระโดดลอยตัวพร้อมกับศิลาแปรกล อักษรเวทย์ปรากฏขึ้นรอบตัวตงชวี เหล่าศิษย์คนอื่นก็ทำเช่นกัน ค่ายกลได้ทำงาน เส้นกระแสปราณได้เชื่อมต่อกัน โดยหัวใจของค่ายกลก็คือตงชวีที่อยู่ตรงกลาง เรือบินยักษ์ได้เริ่มขยับขึ้น
ทำให้ทั้งเรือสั่น ลั่วเหอและคนอื่นๆ ก็เริ่มทรงตัวไม่อยู่ หลินเทียนได้ตั้งดัชนีสองนิ้ว เกิดปราณสีฟ้าล็อกขาของหลินเทียนให้ติดกับเรือบินยักษ์ ลั่วเหอเห็นดังนั้นก็ลองทำตาม แต่ลั่วเหอก็ทำไม่สำเร็จ เขานั้นกำลังจะล้ม แต่หลินเทียนได้พยุงตัวของลั่วเหอเอาไว้ ส่วนศิษย์ใหม่คนอื่นๆ มองหลินเทียนก็สามารถทำได้เลย
“ลั่วเหอ เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
“ไม่ๆ ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณเจ้ามาก”