มรดกมารสวรรค์ - บทที่37 เมืองสะพานชี้ฟ้า
ผ่านมาไม่นาน เรือบินยักษ์ได้มาจอดที่เมืองขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยศิลายักษ์ที่สลักอักษรเวทย์เอาไว้ เหล่าศิษย์มากกว่าห้าร้อยคนต่างเดินไปมาที่แห่งนี้ มีร้านมากมายตั้งแฝงลอยขายของ ไม่ว่าจะเป็นตำรานิยายและอาวุธเซียนระดับ 1 มากมาย ตงชวีได้เก็บศิลาแปรกลเข้าถุงมิติข้างเอว
ในขณะที่ทุกคนสามารถยึดขาตนเองกับเรือบินได้นานแล้ว แต่ลั่วเหอเขานั้นเพิ่งสามารถทำได้ แต่เรือบินก็ได้หยุดแล้ว หลินเทียนหัวเราะออกมาและทุบหลังของลั่วเหอเบาๆ จากนั้นได้มีคนของตงชวีมาเคาะประตู
ศิษย์พี่นักเล่าเรื่องได้สะบัดมือ ประตูได้เปิดออก คนของตงชวีคำนับทุกคนและกล่าวออกมา
“ถึงเมืองสะพานชี้ฟ้าแล้วขอรับ ท่านใดที่ต้องการไปที่อื่น โปรดรอหนึ่งชั่วยามขอรับ”
ลั่วเหอและหลินเทียนเดินออกมาจากห้องพักมาส่วนกลางของเรือบิน หมอกหนาได้สลายไป ทำให้เห็นเมืองสะพานชี้ฟ้า มันช่างเป็นไปตามชื่อ เมืองนี้นั้นมีสะพานและแม่น้ำที่งดงามราวดวงดารา จุดจบของสะพานคือศิลาวัดพลังเซียน ทั้งคู่ได้เดินลงมาจากเรือ ก็พบศิษย์ร่วมสำนักมากมาย
ลมจากด้านหลังของลั่วเหอนั้นแปลกประหลาด ทำให้ลั่วเหอมองด้วยหางตาไปด้านหลัง ก็พบกับศิษย์คนหนึ่งกำลังแบกกล่องขนาดใหญ่ เขานั้นขี่กระบี่ด้วยความเร็วอย่างมาก ลั่วเหอจับหัวหลินเทียนกดลงเพื่อหลบวิถีกระบี่บิน ลั่วเหอตะโกนออกมา
“ระวัง!”
ตงชวีที่มองเห็นเหตุการณ์ก็สะบัดมือข้างซ้ายที่สวมกำไลสีทอง ที่รอบกำไลสลักอักษรเวทย์มากกว่าพันตัว อักษรเวทย์ 4 ตัวปรากฏไปปกป้องลั่วเหอและหลินเทียน ตงชวีกล่าวเบาๆ
“พิทักษ์…”
อักษรเวทย์สีทองสร้างค่ายกลป้องกันสีทอง เป็นม่านป้องกันสีทองที่ทรงพลังอย่างมากให้กับลั่วเหอและหลินเทียน ทำให้คนที่ขี่กระบี่ชนเข้าอย่างจัง ทำให้คนผู้นั้นกลิ้งตกกระบี่ ส่วนของที่แบกมาตงชวีได้ใช้พลังปราณจับมันไว้ ลั่วเหอหันไปมองตงชวีทันที อักษรเวทย์สีทอง 4 ตัวได้บินกลับไปที่กำไลสีทองของเขา
ลั่วเหอได้คำนับตงชวี หลินเทียนที่ลุกขึ้นมาได้แล้วก็คำนับตงชวี คนผู้นั้นก็เช่นกัน ได้คำนับตงชวี
“ขอบคุณท่านอาจารย์ตงชวีขอรับ! พวกเจ้าข้าขออภัย ข้าขอตัวลา!”
ชายคนนั้นรีบขี่กระบี่ไปทันที หลินเทียนชี้ไปที่คนผู้นั้นด้วยท่าทางและสีหน้าไม่พอใจนัก ลั่วเหอได้จ้องไปที่ชายผู้นั้นที่กำลังขี่กระบี่ ลั่วเหอเขานั้นได้ใช้วิชา (ทำนองคลื่นพยัคฆ์ไม่สมบูรณ์) ปราณสีทองปรากฏด้านหลัง เป็นส่วนหัวของพยัคฆ์รางๆ คำรามออกมา คลื่นคำรามที่โจมตีเสริมด้วยพลังจิตดั้งเดิมของลั่วเหอ ทำให้อานุภาพรุนแรงขึ้น
ทำให้คนผู้นั้นวูบไปเพียงหนึ่งลมหายใจ แต่มันก็มากพอทำให้คนผู้นั้นเสียการควบคุม ของที่แบกมาตลอดทางได้ร่วงลงพื้น แม้คนผู้นั้นจะพยายามจะไปเก็บไว้ แต่ก็ไม่ทัน กล่องแตกกระจาย
“โธ่เว้ย!…วันอะไรเนี่ย ซวยจริงๆ”
ลั่วเหอยิ้มมุมปาก ส่วนตงชวีที่แอบมองอยู่ก็สนใจลั่วเหออย่างมาก เพราะเขานั้นฝึกวิชาทำนองคลื่นพยัคฆ์ แม้จะเบาบางไม่สมบูรณ์ แต่อานุภาพที่ไม่สมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่ตงชวีสนใจ ตงชวีคิดในใจ
“น่าสนใจ ตลอดเกือบ 300 ปี นอกจากศิษย์เหยียนเฉาและผู้เฒ่าพันปี ก็ไม่มีใครฝึกสำเร็จ เด็กคนนี้จะเป็นคนที่สามงั้นหรือ?”
ลั่วเหอและหลินเทียนทั้งคู่เดินผ่านร้านมากมาย จึงได้ทราบว่ามีสิ่งหนึ่งจำกัดการขาย ก็คือยาลูกกลอนต่างๆ และยันต์ถูกผูกขาดการขายไว้เป็นร้านเฉพาะของแต่ละตำหนัก ร้านยาจึงมีเพียงร้านเดียว เช่นเดียวกับร้านขายยันต์ ใครที่ฝ่าฝืนจะโดนตำหนักของตนเองลงโทษ
เสียงดังครึกครื้นมาแต่ไกล ทำให้ลั่วเหอและหลินเทียนสนใจอย่างมาก มันมาจากปลายทางของสะพานใส่งดงามที่มองเห็นทะเลดาราที่งดงาม เสียงผู้คนตะโกนพร้อมกัน
“สลักๆ!”
ชายคนหนึ่งถือดาบยักษ์ฟาดไปที่ศิลาวัดพลังเซียน ซึ่งชายคนนี้มีพลังเซียนระดับ 5 ซึ่งสูงพอสมควร มากสุดคือระดับ 10 ซึ่งร้อยปีนั้นจะมีสักคน ชายคนนี้กำลังสลักชื่อของตน แต่ถูกคลื่นพลังสีแดงที่มีประกายสายฟ้าขาวเล็กๆ หยุดเอาไว้ ชายถือดาบยักษ์สร้างม่านปราณป้องกันได้ทัน เขานั้นโมโหอย่างมาก จึงแกว่งดาบไปทิศทางของพลังที่โจมตีเขา
ชายร่างยักษ์ใบหน้าเหมือนกอริลลา ไม่สวมใส่เสื้อ แต่สวมใส่กางเกงสีดำ มีสร้อยขาวสามเส้นบนคอ ชายคนนี้คำรามออกมาก็สามารถทำลายคลื่นดาบของชายถือดาบยักษ์ได้ ลั่วเหอเพ่งมองไปที่พลังปราณรอบตัว แต่ก็พบว่ามีตบะเพียงเปลี่ยนลมหายใจขั้นปลายเท่านั้น ก็สามารถทำลายการโจมตีของคนระดับกลั่นลมปราณขั้นเริ่มต้นได้!
“ศิษย์พี่โปรดถอย ให้ข้าด้วย!”
ชายคนหนึ่งใบหน้าเย่อหยิ่ง สวมใส่อาภรณ์สีม่วง ผมดำยาว ดวงตาของเขามองชายดาบยักษ์อย่างดูถูก มือขวานั้นไขว้หลังของตนเองอยู่ ศิษย์คนหนึ่งชี้ไปที่ชายคนนั้นและตะโกนออกมา
“นั่นๆ…ตานเจา อันดับ 1 สอบเข้าของปีนี้”
ลั่วเหอมองตานเจาก็คิดในใจ
“ชายคนนี้มีระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลาง แต่…วิชาของเขาทรงพลังอย่างมาก”
ชายถือดาบยักษ์เขานั้นชี้ดาบไปที่ตานเจา คลื่นดาบรุนแรงสร้างแรงกดดัน ศิษย์คนอื่นเริ่มถอยห่างจากพวกของตานเจาและศิลาวัดพลังเซียน แววตาของตานเจาไม่เกรงกลัวต่อพลังอำนาจของดาบยักษ์แม้แต่น้อย เขานั้นมองด้วยสายตาที่เย่อหยิ่งเช่นเคย ดูท่าจะดูเย่อหยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ชายที่หน้าตาเหมือนกอริลลา เขานั้นมีนามว่าซานเปียว เขานั้นเดินมาบังตานเจาและกล่าวออกมา
“คุณชาย ข้าจัดการมันเอง!”
ตานเจาแตะไปที่ซานเปียว เขานั้นเข้าใจทันที จึงหลบไปด้านแขนซ้ายของตานเจา
“ซานเปียว ให้ข้าจัดการเจ้ามดปลวกเองเถอะ!”
ชายดาบยักษ์ได้ใช้วิชากระบี่ยักษ์ ขยายกระบี่ของตนให้ใหญ่ขึ้นอีก ทำให้เงากระบี่แทบจะปิดบังแสงอาทิตย์ ลั่วเหอมองก็ตกใจกับพลังของชายดาบยักษ์อย่างมาก ที่มีวิชาที่น่ากลัวแบบนี้อยู่
“มดปลวกงั้นรึ? ฮ่าๆ ช่างหยิ่งผยองจนน่าคลื่นไส้ ดูไว้ซะ วิชากระบี่ยักษ์แท้จริง!”
ซานเปียวตกตะลึงอย่างมาก เขานั้นกล่าวออกมา
“คุณชาย กระบี่ยักษ์สร้างด้วยปราณกระบี่ ไม่ได้ใช้วิชาค่ายกลหรือใช้ยันต์อะไรเลยขอรับ!”
ลั่วเหอเพ่งมองวิชาของชายดาบยักษ์ เป็นวิชาที่ทรงพลัง แต่เมื่อลั่วเหอมองลึกเข้าไป ก็เป็นเพียงวิชาธรรมดาเท่านั้น เป็นกลหลอกตา ลั่วเหอเมื่อทราบดังนั้นก็ส่ายหัวออกมา หลินเทียนหันไปหาลั่วเหอ
“ลั่วเหอ นี่เจ้าส่ายหัวอะไรกัน วิชาที่สุดยอดเช่นนี้ควรชื่นชมอย่างไม่กระพริบตาถึงจะถูก”
ลั่วเหอหันไปที่หลินเทียนและชี้ไปที่ตรงกลางดาบ
“หลินเทียน เจ้าดูให้ดี มันแค่วิชาลวงตาเท่านั้น อำนาจวิชาก็ยังอยู่ที่ดาบยักษ์ของเขา ปราณของเขาสร้างภาพลวงมาหลอกตาเท่านั้น ด้วยตบะของเขา เกรงว่าจะไม่มากพอที่จะทำเหมือนพวกอาจารย์ได้!”
ตานเจามองเพียงชั่วครู่ก็มองกลของชายดาบยักษ์ออก ตานเจาหัวเราะออกมาพร้อมปลดปล่อยพลังปราณ แพร่คลื่นพลังปราณไปทั่ว อาวุธเซียนระดับ 3 ปรากฏออกมา รูปร่างของมันเป็นขวานที่มีหินเกาะเต็มขวาน มีเพียงด้ามจับที่ไม่มีหินดำเกาะอยู่ ปราณสีแดงหลุดรอดออกมาจากรอยแตกหินดำ
(ขวานดาวตก – ระดับ 3)
ตานเจาชี้ขวานดาวตกไปที่ชายดาบยักษ์ รอบด้านสั่นคลอน ลั่วเหอ หลินเทียน และคนอื่นๆ ตั้งดัชนีสองนิ้วสร้างม่านปราณป้องกันตัว หลินเทียนและคนอื่นๆ ที่ระดับต่ำกว่าระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นปลาย ทุกคนต่างกระอักเลือดออกมา มีเพียงลั่วเหอที่ไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย แรงกดดันไม่สามารถทำอะไรจิตของลั่วเหอได้ แต่ใช่ว่าร่างกายไม่รับรู้ เพียงแค่มือสั่นเล็กน้อยเท่านั้น
“ซานเปียว หลบไปซะ! ไอ้แค่กลเด็กเล่นแค่นี้ ข้าจะทำลายมันเอง”