มรดกมารสวรรค์ - บทที่38 ขวานดาวตกระดับ3
ตานเจาได้ใช้ขวานดาวตกระดับ 3 แกว่งฟันออกไป คลื่นฟันปราณสีม่วงทรงพลังอย่างมากโจมตีเข้าใส่ชายดาบยักษ์ แรงอำนาจของอาวุธเซียนระดับ 3 มีเพียงนักพรตตบะระดับกลั่นลมปราณขั้นเริ่มต้นจึงจะสามารถต่อกรได้ มีเพียงนักพรตระดับก่อกำเนิดขั้นเริ่มต้นขึ้นไปเท่านั้น จึงจะสามารถรับการโจมตีได้อย่างง่ายดาย
ชายดาบยักษ์ได้หยิบยันต์คุ้มภัยออกมา 8 ใบเพื่อป้องกันการโจมตี แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ยันต์คุ้มภัยแต่ละใบเริ่มสลายไปทีละใบๆ ชายดาบยักษ์คิ้วขมวด เขานั้นใช้ยันต์หลบหนีออกมา แต่ก็ถูกซานเปียวจับเอาไว้ได้
“นี่เจ้าจะหนีไปไหน! ไป!”
ซานเปียวโยนชายดาบยักษ์ไปหาตานเจา สีหน้าของเขาดูหวาดกลัวอย่างมากเมื่อได้รับรู้อานุภาพของอาวุธเซียนระดับ 3 และด้วยท่วงท่าที่ไร้ความกลัว และแววตาของตานเจาที่มองชายดาบยักษ์ด้วยความเหยียดหยาม ยิ่งทำให้ชายดาบยักษ์รู้สึกว่าตนเองอ่อนแอ ทั้งที่เขานั้นมีตบะมากกว่าซานเปียวและตานเจาด้วยซ้ำ
ตานเจาได้ตั้งดัชนีสองนิ้ว และร่ายรำมือของเขาสร้างค่ายกลบางอย่างปรากฏอยู่ด้านหน้าของเขา เป็นค่ายกลสีม่วงที่ไร้อักษรเวทย์ ลั่วเหอมองวิชาของตานเจานั้นก็กล่าวออกมา ทำให้หลินเทียนหันไปมอง
“ค่ายกลที่ไร้อักษรเวทย์ก็ไม่นับว่าเป็นค่ายกล ยันต์ที่ไร้อักษรเวทย์ก็เป็นเพียงกระดาษธรรมดาเท่านั้น…ไม่ใช่วิชาค่ายกล เพียงแต่เลียนแบบค่ายกล”
วงแหวนเวทย์ปรากฏขึ้น บอลม่วงที่มีกระแสสายฟ้าขาวมาๆ หายๆ ได้ปรากฏขึ้น ซึ่งวงแหวนเวทย์ที่ล็อกเป้าหมายได้เล็งไปที่ชายดาบยักษ์ ตานเจานั้นหลับตาลงเพื่อควบคุมวิชาที่แข็งแกร่งนี้ เขานั้นใช้ดัชนีสองนิ้วชี้ไปที่ชายดาบยักษ์ เขานั้นตัวสั่นด้วยความกลัว เมื่อมองไปด้านซ้ายของตนก็พบกับซานเปียวที่ยืนกอดอก ไม่ให้เขานั้นสามารถหนีได้
“ข้าขอโทษๆ…เอ่อ…ข้ามันมดปลวกเอง…หยุดมือด้วย ข้าขอร้อง!”
“หึ! ข้าต้องถามเจ้ารึว่ามดปลวกใช่มดปลวกหรือไม่! วิชาบอลปราณสายฟ้าขาว!”
ชายดาบยักษ์ได้ใช้ดาบมากันแสงสว่างของวิชาของตานเจา ก่อนที่จะถึงตัวของชายดาบยักษ์ ได้มีคนผู้หนึ่งผ้าคลุมขาวปิดบังใบหน้าวาร์ปมาลอยอยู่ตรงหน้าของชายดาบยักษ์ ซึ่งลั่วเหอมองไปที่คนผู้นั้นก็รู้สึกเคยพบเจอมาก่อน ลั่วเหอได้กล่าวบางอย่างออกมาเบาๆ
“ผู้คุมกฎ!”
ฝ่ามือปราณยักษ์ คลื่นพลังระดับก่อกำเนิดขั้นเริ่มต้น ผู้คุมกฎหาวออกมา และแยกกระบี่ระดับ 2 ที่มีปราณสีฟ้าล้อมรอบ กระบี่ทั้งสองเล่มจ่อคอของทั้งคู่ ทั้งคู่นั้นยกมือขึ้นเพื่อแสดงถึงการยอมแพ้ ผู้คุมกฎตะโกนออกมาดังลั่น คลื่นแรงกดดันระดับก่อกำเนิดขั้นเริ่มต้นขยายไปทั่วทิศ
“พวกเจ้าเห็นที่นี่เป็นลานประลองหรือ?”
เหล่าศิษย์ระดับกลั่นลมปราณตั้งดัชนีสองนิ้ว ควบคุมกระบี่มาลอยอยู่ด้านหน้าตนเอง เกิดม่านปราณขึ้นที่แข็งแกร่งกว่าการสร้างม่านปราณป้องกันปกติ พวกเขานั้นกำลังปกป้องคนที่ตบะต่ำกว่าตน ลั่วเหอและหลินเทียนได้คำนับขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยเหลือ
“ขอบคุณขอรับ…”
ตานเจายิ้มและคำนับผู้คุมกฎด้วยความเคารพ และสายตาที่ดูเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มและน้ำเสียงของตานเจาทำให้ชายดาบยักษ์กำหมัด
“ขออภัยท่านผู้คุมกฎ เราแค่เล่นๆ กันเท่านั้น…ใช่หรือไม่? ศิษย์พี่”
ชายดาบยักษ์กำหมัดแน่น และปลดปล่อยพลังปราณมาช่วงระยะหนึ่ง แต่ก็คลายมือที่กำแน่น และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาอย่างมาก
“ใช่ขอรับ…”
ผู้คุมกฎพยักหน้า และเหยียบย่ำฟ้าหนึ่งก้าว ก่อนจะวาร์ปหายไปจากตรงนั้น ลั่วเหอมองไปที่ทั้งคู่ ชายดาบยักษ์เก็บดาบและเดินจากไป ตานเจาลงมาด้านล่างและเดินไปที่ศิลาวัดพลังเซียนพร้อมกับซานเปียว ตานเจากำหมัดและซัดหมัดปราณสีฟ้าเต็มแรง จนศิลาวัดพลังเซียนนั้นสั่นสะเทือน แสงไฟสีทองปรากฏออกมา 5 แสงไฟ แสดงถึงระดับ 5
ตานเจาทำหน้าไม่พอใจนัก เขานั้นต่อยไปอีกหมัด ทำให้ศิลาวัดพลังสั่นสะเทือน แต่มันก็เท่าเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน
“ดันได้ระดับเดียวกับเจ้ามดปลวกนั่นซะได้…ซานเปียว ไปกันเถอะ”
ตานเจาทุบไปที่ศิลาวัดพลังเซียน สลักมือของเขาเอาไว้ ตานเจากวักมือเรียกซานเปียว ทั้งสองได้เดินตามกันไปออกจากจุดศิลาวัดพลังเซียน นักพรตชายคนหนึ่งนำมือทั้งสองผสานกันด้วยหน้าตาที่ยิ้มระรื่น เขานั้นต้องการเป็นผู้ทดสอบคนต่อไป ตานเจาหันมามองด้วยหางตา ทำให้ชายคนนั้นหมดไฟในการทดสอบ
“เอ่อ…ฮ่าๆ ใครจะทดสอบก็ทดสอบเลย ข้าทดสอบพรุ่งนี้ก็ได้ ฮ่าๆ”
ลั่วเหอมองมือของตนเองและกำแน่น จากนั้นเขากวาดสายตาไปที่ศิลาวัดพลังเซียน หญิงสาวคนหนึ่งกระโดดไปอยู่ด้านหน้าศิลาวัดพลังเซียน นางกำกระบี่ในมือแน่นและฟันกระบี่อย่างรุนแรง ปราณแท้ของนางเป็นสีน้ำเงิน ออร่าปราณที่แตกกระจาย ละอองสีน้ำเงินระยิบระยับ ช่างเป็นภาพงดงามอย่างมาก คนมากมายต่างมองไปที่นาง
ไฟเพิ่มจากหนึ่งไปสามไฟ ไปเรื่อยๆ จนถึงห้าไฟ ทำให้ทุกคนตกตะลึง แต่มันยังไม่จบแค่นั้น มันยังเพิ่มขึ้นอีกเป็นหกไฟสีทอง ทำให้ทุกคนอึ้งอย่างมาก หลินเทียนเห็นก็ยิ้มและตะโกนออกมา
“แม่นางไป๋อวิ๋น!”
ไป๋อวิ๋นนางนั้นตั้งดัชนีสองนิ้วมือข้างซ้าย รวบรวมลมปราณน้ำเงินและลูบกระบี่ของนาง ก่อนฟันไปที่ศิลาวัดพลังเซียน นางนั้นสลักชื่อของตนเองที่ด้านบนสุดของศิลาวัดพลังเซียน ‘ไป๋อวิ๋น’ ทุกคนต่างตกใจและเคารพไป๋อวิ๋นอย่างมาก ศิษย์พี่บางคนจับตัวคุยกัน ทั้งหมดสีหน้าดูไม่พอใจนัก
“ปีนี้เจ้าดูสิ ศิษย์น้องแต่ละคนเคารพรุ่นพี่บ้างหรือไม่?”
ศิษย์พี่อีกคนกำอาวุธเซียนระดับ 1 ในมือแน่น
“ใช่ มันจะมากเกินไปแล้ว!”
ศิษย์พี่ทั้งหมดหันไปมองกลุ่มของลั่วเหอ เพราะไป๋อวิ๋นนางนั้นเดินมาหาพวกเขา ทำให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างมองกันหมด ลั่วเหอที่รู้สึกได้ว่ากลุ่มของศิษย์พี่ที่จับตัวคุยกันมองอยู่ ลั่วเหอจึงมองกลับด้วยสายตาที่ไร้ความกลัว
ทำให้ศิษย์พี่ทั้งหมดหลบสายตา เพื่อไม่ให้ลั่วเหอจับได้ว่ากำลังมองกลุ่มของลั่วเหออยู่ หลินเทียนที่คิดถึงไป๋อวิ๋นมานานก็วิ่งเข้าหานางและตะโกนไม่หยุด แต่ไป๋อวิ๋นแอบตั้งดัชนีสองนิ้วมือข้างซ้าย และไขว้หลังซ่อนไว้
“แม่นางไป๋อวิ๋น ไม่พบกันนาน…ไป๋อวิ๋น”
นางนั้นใช้พลังปราณดึงขาซ้ายหลินเทียน ทำให้หลินเทียนเขานั้นล้มลงไป ลั่วเหอเพ่งมองไปที่ไป๋อวิ๋น ทำให้ลั่วเหอตกใจและคิดในใจ
“นางเลื่อนขั้นแล้ว! ระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลาง ช่างไวอย่างมาก นี่คือความแตกต่างของรากวิญญาณงั้นหรือ?”
ไป๋อวิ๋นคำนับลั่วเหอและหลินเทียนที่นอนอยู่พื้น ด้านล่างหลินเทียนปัดฝุ่นและเดินยิ้มหัวเราะด้วยความเขินอายมาหาไป๋อวิ๋น ทั้งสามได้คำนับให้กันและกัน ลั่วเหอมองไปที่กระบี่ของไป๋อวิ๋น เป็นกระบี่ที่ทำมาจากหยกขาวแบบเดียวกับอาจารย์ซูเหวิน นางนั้นที่เห็นลั่วเหอสนใจ จึงชักกระบี่และสะบัดขึ้นฟ้า คลื่นปราณรุนแรงอย่างมาก
หลินเทียนตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงในอานุภาพของกระบี่เล่มนี้ หลินเทียนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“นี่คือกระบี่ระดับใดกัน ทรงพลังมาก”
“ข้าเลือกวิชาใจแท้กระบี่ นี่คือกระบี่วิญญาณของข้า ไม่อาจวัดระดับได้ แต่ความแข็งแกร่งของมันจะเหนือกว่าระดับข้าหนึ่งขั้นเสมอ”
หลินเทียนพยักหน้า ส่วนลั่วเหอก็มองด้วยความสงสัย ทำให้ไป๋อวิ๋นส่ายหัวด้วยหน้าตาที่สงสัยของลั่วเหอ หลินเทียนได้กล่าวออกมาด้วยความสนใจเช่นกัน
“ทรงพลังมาก แต่ว่าคงฝึกยากน่าดู”
ไป๋อวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ
“นั่นไม่ใช่ปัญหาของข้า แต่…วิชานี้หากกระบี่วิญญาณหัก ข้าเองก็จะตายตามกระบี่ แต่อานุภาพของมันก็ควรเสี่ยงใช้จริงๆ”
หลินเทียนและลั่วเหอมองหน้ากัน หลินเทียนได้พยักหน้าและเรียกคัมภีร์วิชาเซียนออกมาจากถุงมิติข้างเอว มันคือคัมภีร์สีเหลืองที่เขียนชื่อไว้ว่า ‘กายทองคำ’
“นี่คือวิชาที่ข้าเลือก นามว่ากายทองคำ เมื่อฝึกถึงระดับสูงสุด ร่างกายจะเปรียบดั่งทอง อาวุธเซียนไม่อาจทลายร่างกายของข้าได้”
ลั่วเหอได้หยิบคัมภีร์วิชาเซียนออกมาเช่นกัน
“นี่คือคัมภีร์ทำนองคลื่นพยัคฆ์ อานุภาพรุนแรง แต่ฝึกยากอย่างมาก…”
ลั่วเหอหันไปมองไป๋อวิ๋นและกล่าวออกมา
“ไป๋อวิ๋น ท่านเลื่อนระดับแล้วงั้นหรือ?”
หลินเทียนที่กำลังสนใจวิชาของลั่วเหอและไป๋อวิ๋น เขานั้นรีบหันมาทันที เพราะเพียงสามวันเท่านั้น การที่จะสามารถเลื่อนระดับภายใน 2 คืน เป็นเรื่องที่ทำได้ยากอย่างมาก