มรดกมารสวรรค์ - บทที่39 การวัดพลังเซียน
ทั้งสามคนเลือกที่จะมานั่งคุยกันที่ร้านขายแผงลอย เป็นร้านที่ขายเส้นเหนียวยาวและใส่น้ำขาวใสที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมเข้าไป พร้อมกับชิ้นเนื้อที่หั่นอย่างสวยงามจัดวางไว้ในชามสามชิ้น พร้อมกับผักใบเล็กๆ สีเขียวโรยลงไปตรงกลาง สุดท้ายเป็นของสำคัญที่ทำให้ของในร้านนี้ต้องจ่ายด้วยศิลาวิญญาณ คือผงยาฝึกปราณระดับ 1 ทำให้น้ำนั้นระยิบระยับสวยงาม
ข้างร้านเป็นโต๊ะไม้ เก้าอี้อยู่ 4 ที่ ทุกโต๊ะนั้นจะมีค่ายกลที่วาดเอาไว้บนโต๊ะ หากถ่ายพลังลมปราณเข้าไปจะเกิดเสียงกระดิ่งที่หน้าร้านของเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ หลินเทียนนั้นได้ทุบโต๊ะด้วยฝ่ามือที่รวมลมปราณเพียงปลายเล็บ แสงสีทองที่ค่ายกลปรากฏและหายไป
เสียงกระดิ่งสั่น!
หลินเทียนยกมือตะโกนบอกเจ้าของร้านที่กำลังทำอาหารอยู่
“เถ้าแก่ ขอสามชามขอรับ”
ลั่วเหอชูมือทั้งสองข้างและส่ายมือทั้งสอง ลั่วเหอนั้นไม่ได้ต้องการที่จะซื้ออาหารมารับประทานแม้แต่น้อย เพียงแค่ต้องการรู้การฝ่าด่านการบำเพ็ญภายในสามวันของไป๋อวิ๋นเท่านั้น ลั่วเหอจึงยกมือขึ้นและกล่าวกับเจ้าของร้าน
“เถ้าแก่ แค่สองชามพอขอรับ ข้าไม่เอา”
“ฮ่าๆ…เข้าใจแล้ว สองชาม สักครู่นะ!”
เจ้าของร้านมีสมบัติเซียนระดับ 2 ที่ช่วยเพิ่มความเร็วเท้าอยู่ เป็นรองเท้าหนังสีน้ำตาล ทำให้เขานั้นทำอาหารได้ไวขึ้นอย่างมาก ลั่วเหอหันไปคำนับหลินเทียนและกล่าวออกมาด้วยเสียงเรียบเฉย
“ข้าไม่ต้องการจริงๆ…ขอบคุณเจ้ามาก หลินเทียน”
ลั่วเหอหันไปมองไป๋อวิ๋นด้วยแววตาที่สงสัย เหมือนครั้งก่อนที่มองกระบี่ของนาง ทำให้ไป๋อวิ๋นยิ้มด้วยความตลกของแววตาลั่วเหอ
“มาเข้าเรื่องเถอะ ท่านทำได้อย่างไรกัน? ภายใน 2 คืน!”
หลินเทียนพยักหน้าและจ้องไป๋อวิ๋น
“ใช่ๆ ท่านทำได้อย่างไรกัน?”
ไป๋อวิ๋นพยักหน้าและกล่าวออกมา
“ข้าเข้าใจแล้ว…พวกเจ้ารู้จักวิชาการบำเพ็ญแบบรู้แจ้งหรือไม่?”
ลั่วเหอและหลินเทียนส่ายหัวพร้อมกัน
“การบำเพ็ญล้วนมาจากการเข้าใจและตระหนักรู้บางเรื่อง การบำเพ็ญแบบรู้แจ้งมาจากการที่ข้าเข้าถึงวิชาใจแท้กระบี่อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงทำให้ข้าสามารถเลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งก็เป็นเพราะรากวิญญาณของข้าด้วยเช่นกัน!”
ลั่วเหอหน้าเคร่งเครียด เขานั้นพยักหน้าเข้าใจและคิดในใจ
“เป็นเช่นนี้ การรู้แจ้งนี่เอง เหมือนกับที่ผู้อาวุโสโจมตีห้วงจิตของข้า ราวกับมีการบำเพ็ญ มีการพัฒนามากขึ้น เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ลั่วเหอลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ทันทีและคำนับทั้งสอง จากนั้นได้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยเหมือนเช่นเคย
“ขอบคุณท่านมาก ข้ามีธุระต้องไปทำ ขออภัยด้วย ต้องลากันตรงนี้”
ไป๋อวิ๋นพยักหน้าและลุกออกจากเก้าอี้คำนับลั่วเหอ เช่นเดียวกับหลินเทียน เขานั้นก็ทำเช่นกัน ลั่วเหอหันหลังเดินจากไป แสงสาดส่องลงมาทำให้เพิ่มออร่าความงดงามให้ลั่วเหอ ทำให้หลินเทียนถึงกับอุทานออกมา
“ช่างเป็นชายที่งามจริงๆ”
หลินเทียนได้กินเส้นเหนียวเข้าไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความอร่อย ทำให้หลินเทียนทุบโต๊ะและตะโกนขึ้น แม้ว่าเส้นนั้นยังเคี้ยวไม่หมดก็ตาม
“ไป๋อวิ๋น นี่มันอร่อยมาก เจ้ารีบกินเร็ว กำลังร้อนๆ เถ้าแก่ เพิ่มอีกหนึ่งชามขอรับ!”
โต๊ะอื่นที่กินอยู่ก็ต่างมองหลินเทียนแปลกๆ บางโต๊ะก็ขำออกมาด้วยท่าทีที่หลินเทียนกระทำ ไป๋อวิ๋นยิ้มและส่ายหัว นางนั้นเพียงกินไปคำแรกก็หน้าแดงด้วยความอร่อย เถ้าแก่นั้นก็ยิ้มใหญ่
“ได้เลยคุณลูกค้า ฮ่าๆ”
……….
ในตรอกซอกซอยของเมืองสะพานชี้ฟ้า ลั่วเหอเขานั้นได้แตะไปที่ถุงมิติข้างเอวของเขาเพื่อเอาผ้าคลุมดำที่ได้มาจากโจรที่เมืองหมอกขาว ลั่วเหอได้สวมใส่มันเพื่อปกปิดตัวตน ลั่วเหอได้จับทวนประกายเพลิงขึ้นมาดูและสะบัดทวน ทำให้เกิดคลื่นลม ผ้าคลุมของลั่วเหอพริ้วไหว
ลั่วเหอปลดปล่อยพลังแท้จริงของทวนประกายเพลิง อำนาจธาตุไฟทำให้ทั้งทวนเกิดไฟลุกขึ้น คลื่นพลังของทวนประกายเพลิงกระจายตัวไปทั่ว ลั่วเหอเขานั้นได้เดินไปที่สะพานชี้ฟ้า คลื่นพลังที่ปลดปล่อยออกมาทำให้ทุกคนสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะทวนประกายเพลิงที่เป็นอาวุธอำนาจธาตุ ยิ่งทำให้ฝูงชนสนใจและหลีกทางให้กับลั่วเหอ บางคนที่พอมีความรู้ตะโกนและชี้ไปที่ทวนของลั่วเหอ
“นั่นมันอาวุธอำนาจธาตุไฟ!”
ศิษย์หลายคนจับตัวคุยกัน เพราะต่างนึกไม่ฝันว่าจะได้พบเจอกับอาวุธอำนาจธาตุ ในโลกของผู้บำเพ็ญเซียนมันมีค่าอย่างมาก เพราะอาวุธอำนาจธาตุไม่อาจวัดได้ด้วยระดับอาวุธเซียนตามปกติ ความแข็งแกร่งอานุภาพของอาวุธอำนาจธาตุล้วนอยู่ที่ผู้ใช้ แต่ความคงทนยังเป็นเรื่องของวัสดุในการหลอมและตีทวนขึ้นมา
ลั่วเหอยืนอยู่ด้านหน้าของศิลาวัดพลังเซียน เขานั้นจับไปที่ศิลาวัดพลังเซียนและกระโดดถอยออกมา จากนั้นก็ร่ายรำวิชา คลื่นพลังไฟนั้นปะทุออกจากทวนและขยายไปรอบทิศ มันรุนแรงกว่าแต่ก่อนอย่างมาก เปลวไฟแดงนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟเขียวอ่อน
ด้านหลังของลั่วเหอมีกองไฟขนาดใหญ่ก่อตัว เพียงไม่นานเสียงของอสรพิษได้ดังขึ้น เปลวไฟเขียวเริ่มสลายไป ทำให้เห็นร่างของอสรพิษเขียวเงยหน้าอ้าปาก คลื่นลมปราณกระจายไปทั่วด้านหน้าของลั่วเหอ (วิชาอสรพิษเขียว)
ศิษย์มากมายทั้งศิษย์ใหม่และศิษย์เก่าต่างสงสัยในวิชาอสรพิษเขียว เพราะพวกเขานั้นไม่เคยเห็นวิชาที่ใช้ไฟสร้างอสรพิษมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสำหรับโลกบำเพ็ญเซียน วิชาของลั่วเหออย่างอสรพิษเขียวที่ไม่ได้ขัดเกลาวิชามามากนักในตอนนี้ ก็นับว่าแข็งแกร่งกว่าวิชาบอลไฟธรรมดาเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น
“วิชาอสรพิษเขียว ย้า!”
ลั่วเหอกระโดดหมุนทวนและฟาดลงไปที่ศิลาวัดพลังเซียน เกิดม่านสีฟ้ามารับพลังโจมตีระยะไกลของลั่วเหอ ม่านสีฟ้าที่ศิลาวัดพลังเซียนสร้างขึ้นเริ่มถูกแผดเผาทีละนิด ทีละนิด ไฟก็สว่างขึ้นจากหนึ่งไปสอง ลั่วเหอกำทวนแน่นและเพ่งมองไปที่ศิลาวัดพลังเซียน
“ไม่! มันยังไม่พอ ย้า!”
ลั่วเหอเขานั้นได้ใช้วิชาทำนองคลื่นพยัคฆ์รูปแบบไม่สมบูรณ์ ตรามารสวรรค์ปรากฏที่หน้าผากของลั่วเหอ รอบตัวของลั่วเหอมีปราณม่วงปกคลุม ซึ่งเป็นปราณแท้ของลั่วเหอ ทำนองคลื่นพยัคฆ์ตอนนี้นั้นมาเพียงเสียง แต่ว่าแม้จะมาเพียงเสียง แต่ตัวร่างพยัคฆ์ทองคำไม่มา อานุภาพก็รุนแรงกว่าวิชาทำนองคลื่นพยัคฆ์ระดับ 1
เหตุผลก็เพราะความบังเอิญที่ตรามารสวรรค์ปรากฏออกมา ยิ่งทำให้พลังจิตของลั่วเหอรุนแรงกว่าเก่า และยิ่งแสดงอานุภาพของพลังจิตจักรพรรดิมารสวรรค์ที่อยู่ในห้วงจิตของลั่วเหอได้ คลื่นคำรามนี้จึงเป็นสีดำม่วง ซึ่งคลื่นพลังนี้ระเบิดออกแพร่กระจายไปทั่วทิศ!
……….
เรือบินยักษ์สำนักศึกษาชี้ฟ้า
ห้องพักตงชวี
ห้องไม้ที่มีโต๊ะไม้สำหรับเล่นหมากล้อม ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะมีถ้วยอยู่ตรงข้ามกัน และด้านในบรรจุหินรูปร่างกลมที่สีไม่เหมือนกัน อีกด้านสีขาว อีกด้านสีดำ ซึ่งในสนามครั้งนี้ผู้ที่กำลังคุมสนามอยู่คือผู้คุมกฎ เขานั้นยิ้มระรื่นใจ แต่เพียงตงชวีวางหมากขาวตัวเดียว ทั้งเกมก็เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าตงชวีเป็นผู้คุมเกมแทน
ผู้คุมกฎทำหน้าไม่พอใจ เขานั้นปัดหมากในกระดานทิ้งจนหมด แต่ตงชวีก็ใช้พลังปราณควบคุมหมากทั้งหมด แยกดำขาวกลับไปสู่ถ้วยของตนเอง ผู้คุมกฎกอดอกด้วยความไม่พอใจ ตงชวีหัวเราะออกมา
“ข้าไม่เล่นกับท่านแล้ว…น่าเบื่อ!”
“เจ้ารีบร้อน พยายามรีบจัดการ ไม่คิดหน้าคิดหลัง เป็นหมากที่มุทะลุอย่างมาก”
ผู้คุมกฎเมื่ออยู่ต่อหน้าตงชวี เขานั้นช่างเหมือนเด็กน้อยที่เอาแต่ใจ แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่เขานั้นแสดงออกมาตลอด ผู้คุมกฎทำหน้าตาเสียใจและนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดมือของตงชวี
“ท่านอาจารย์ ผ่านมา 60 ปีแล้ว ตบะของท่านก็ยังไม่ฟื้นคืน…เจ้าคนแซ่สวีนั่นก็ไม่คิดจะช่วยท่านเลย!”
ตงชวีหัวเราะและลูบหัวผู้คุมกฎ
“ช่างเถอะ ตอนนั้นเป็นข้าเองที่ดื้อรั้น ไม่ฟังคำท่านเจ้าสำนัก!”
ผู้คุมกฎได้ทำหน้าเศร้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบา ซึ่งแฝงด้วยความไม่สบายใจและโศกเศร้า
“หากเป็นเช่นนี้ ภายใน 10 ปี ท่านก็คง…”
เรือบินยักษ์ของตงชวีสั่นไหวเพียงชั่วครู่ แต่ดวงตาของทั้งสองตกตะลึงอย่างมาก ตงชวีคิ้วขมวดและหันไปมองผู้คุมกฎ ทั้งคู่นั้นกล่าวพร้อมกัน
“ระดับ 10!”
แสงสีม่วงสีเดียวกับปราณแท้ของลั่วเหอ แสงสีม่วงพุ่งขึ้นฟ้า ประกายระยิบระยับ คลื่นพลังนั้นแหวกเมฆและโจมตีม่านป้องกันสำนัก ทั้งสำนักศึกษาชี้ฟ้าสั่นไปทั่วสำนักราวกับแผ่นดินไหว