มรดกมารสวรรค์ - บทที่40 ซ่อมแซมม่านป้องกันสำนัก
ด้านบนเหนือม่านป้องกันสำนักศึกษาชี้ฟ้าชายชราสองคนหนวดเครายาวสวมใส่อาภรณ์สีขาว ผ้าคลุมขาวมีปักลวดลายหยินหยาง ชายชราสองคนนี้ร่างกายดูกำยำทั้งคู่นั้นดูแข็งแกร่งและดูน่าเคารพ ชายชราคนแรกขี่กระบี่เงินที่มีปีกปราณฟ้าสะบัดปีกอยู่ ข้างกายของชายชรานั้นมีหีบกระบี่ไม้ลอยอยู่ใกล้ๆ
(สวีเทียนจื่อ – เจ้าสำนักศึกษาชี้ฟ้า ระดับสยบฟ้าขั้น?)
ชายชราคนที่สองใบหน้ามีรอยย้นสมวัยผมของเขาสีขาวยาวในมือถือตำราอยู่หนึ่งเล่มแม้ร่างกายกำยำแต่ก็ดูไม่เท่ากับสวีเทียนจื่อ ชายชราคนนี้ไม่ได้ขี่อาวุธเซียนใดๆ เขานั้นกำลังลอยอยู่บนอากาศทั้งคู่นั้นหาวออกมาพร้อมกัน
(เมิ่งอู๋ – ผู้อวุโสสำนักศึกษาชี้ฟ้า ระดับสยบฟ้าขั้นกลาง)
“พี่เทียนจื่อระดับ10 นอกจากพี่แล้วยังมีคนสามารถวัดพลังเซียนถึงระดับ10ได้ด้วยตบะที่ต่ำต้อย”
“น่าสนใจอนาคตสำนักคงต้องพึ่งเขาเป็นแน่แต่…”
สวีเทียนจื่อทำหน้าเสียดายและส่ายหัวเมิ่งอู๋ทำหน้ามึนงงเพราะไม่เข้าใจการแสดงท่าทางของสวีเทียนจื่อ เมิ่งอู่จึงกล่าวถามด้วยความสงสัย
“พี่เทียนจื่อเกิดอะไรขึ้นงั้นรึ?”
“ตบะต่ำต้อยไม่มีทางทำให้ถึงระดับ10ได้ ตอนนั้นสมัยที่ท่านอาจารย์ปู่ยังมีชีวิตอยู่ท่านมอบวิชาพลิกฟ้าดินให้ข้า ข้าใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่า700ปีจึงสามารถใช้และวัดพลังเซียนได้ถึงระดับ10 โดยที่ตบะไม่ถึงระดับจ้าวดินแดนด้วยซ้ำ”
“ความหมายของท่านคือไม่ใช่นักพรตระดับต่ำ หากเป็นเช่นนี้เราควรรีบจัดการมันไม่ใช่หรือ?”
สวีเทียนจื่อถอนหายใจและส่ายหัวเบาๆเขานั้นก้าวหนึ่งก้าวรอบด้านก็เกิดคลื่นสีทองกระแทกไปทั่วทิศ เมฆขาวรอบๆสลายไป พร้อมกับสวีเทียนจื่อมีเพียงเสียงของเขาที่ทิ้งไว้
“ค่ายกล…การรับรู้…ตบะของข้าและเจ้ายังไม่สามารถตรวจจับการมาถึงของเขาได้เจ้าคิดว่าเราสองคนจะทำอะไรเขาได้อีกอย่างข้าเป็นร่างเงาเท่านั้น หวังว่าผู้อมตะท่านนั้นจะมาเพียงเยี่ยมชมสำนักเราเท่านั้น”
เมิ่งอู๋ตกใจอย่างมากเพราะสิ่งที่สวีเทียนจื่อกล่าวนั้นมีเหตุผลแม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับจิตเต๋ามาเยืยนทั้งสองยังสามารถรับรู้ได้หากผู้บำเพ็ญก้าวผ่านค่ายกลสำนัก แต่ว่าระดับ10ผู้นี้กับสามารถปิดบังตัวตนเข้ามาโดยที่ทั้งสองไม่รู้ตัวแถมทั้งคู่ยังไม่สามารถตรวจเช็คตบะที่แท้จริงของระดับ10ได้อีก
เพียงไม่นานอินทรียักษ์ได้บินมาหยุดที่เมิ่งอู๋ชายชราคนหนึ่งเดินย่ำอากาศลงมาจากหลังของอินทรียักษ์คนผู้นี้คือผู้อวุโสจงเหมิน เขานั้นได้คำนับเมิ่งอู๋ด้วยความเคารพ เมิ่งอู๋ได้คำนับกลับผู้อวุโสจงเหมินมองไปที่แสงสีม่วงที่กำลังทลายม่านป้องกันสำนักศึกษาชี้ฟ้าเรื่อยๆ จากนั้นก็หันไปที่เมิ่งอู๋
“คำนับผู้อวุโสเมิ่งอู๋เมื่อครู่ข้าสัมผัสได้ถึงลมปราณของท่านเทียนจื่อ”
เมิ่งอู๋พยักหน้าตอบกลับทำให้สีหน้าของผู้อวุโสจงเหมินปรากฏรอยยิ้ม
“ใช่ท่านเจ้าสำนักมาแต่มาเพียงร่างเงาของเขาเท่านั้น…เขานะไม่ยอมกลับมาเสียที”
ผู้อวุโสจงเหมินส่ายหัวเบาๆพร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ “ผู้อวุโสเมิ่งอู๋อย่างน้อยเราก็ทราบว่าท่านเทียนจื่อยังอยู่หลังเดินทางสำรวจดินแดนนอกทวีปเสวียนเทียน”
เมิ่งอู๋ได้ยิ้มและประสานมือจากนั้นนำมือทั้งสองแยกออกจากกันเกิดวงเวทย์ยักษ์สีทองที่วงแหวนเหล่านั้นล้วนมีอักษรเวทย์นับหมื่นเขียนไว้ปรากฏอยู่ด้านหลังของเมิ่งอู๋เขานั้นได้สร้างค่ายกลบางอย่าง ค่ายกลนั้นได้แตกออกปราณสีทองปรากฏรอบตัวของเมิ่งอู๋
“จงเหมินทุกคืนข้ามักฝันเห็นมันไม่มีข้าอยู่ไม่มีท่านเจ้าสำนักแต่มีเจ้ากับเด็กหนุ่มคนหนึ่งสะบัดทวนด้วยความห้าวหาญในกองเพลิงกองศพของศิษย์สำนักข้า เจ้าจำสิ่งที่ท่านเจ้าสำนักพูดก่อนจะออกเดินทางได้หรือไม่?”
ผู้อวุโสจงเหมินตกใจกับความฝันของเมิ่งอู๋ที่ช่างน่ากลัวและน่าหดหู่ เขานั้นได้พยักหน้าและคำนับเมิ่งอู๋
“ข้าจำได้ทุกคำขอรับ! ทวีปนี้ไม่เพียงพอต่อข้าอีกต่อไป”
เมิ่งอู๋ถอนหายใจและมองไปที่ม่านสำนักศึกษาชี้ฟ้าที่กำลังถูกคลื่นพลังสีม่วงเจาะอย่างต่อเนื่อง เมิ่งอู๋ชี้ไปที่ม่านป้องกันวงแหวนสีทองค่ายกลเวทย์ที่แตกสลายได้ลอยไปที่ม่านป้องกันและเริ่มซ่อมแซม เมิ่งอู๋หันไปหาผู้อวุโสจงเหมินและโยนป้ายหยกที่สลักไว้ว่า‘ชี้ฟ้า!’
หยกขาวที่สลักเอาไว้ว่าชี้ฟ้าแสดงถึงตราแสดงตัวตนเจ้าสำนัก การที่เมิ่งอู๋โยนให้ผู้อวุโสจงเหมินทำให้เขานั้นรู้ความหมายในทันที
“ยินดีกับผู้อวุโสเมิ่งอู๋ที่ใกล้เลื่อนขั้นต่อไป!”
“สักวันข้าต้องจากไปความรู้ทรัพยากรต่างๆ ล้วนไม่เพียงพอสำหรับข้า! ม่านเซียนภายนอกถูกซ่อมแซมแล้วภายในพวกเจ้าก็จัดการเองเถอะ!”
“ขอรับ”
ผู้อวุโสจงเหมินก้มคำนับเมิ่งอู๋เมื่อเงยหน้าขึ้นเขานั้นได้หายไปแล้วราวกับไม่เคยอยู่ตรงหน้าเขามาก่อน ผู้อวุโสจงเหมินได้หยิบป้ายหยกออกซึ่งสลักรายชื่อนักบำเพ็ญตบะระดับก่อกำเนิดทั้งหมดเอาไว้
………..
เมืองสะพานชี้ฟ้า
ด้านบนสุดของเมือง
เหล่าอาจารย์ระดับก่อกำเนิดมารวมตัวกันโดยทั้งหมดยืนบนอากาศขี่กระบี่ล้อมผู้คุมกฏในมือของเขามีศิลาแปรกลระดับ2อยู่ ผู้อวุโสจงเหมินปรากฏตัวออกมาทำให้ทุกคนนั้นต่างคำนับผู้คุมกฏกล่าวขึ้น
“ครั้งนี้ต้องขอยืมพลังเซียนของสหายร่วมสำนักแล้ว ผู้อวุโสจงเหมินโปรดให้ข้ายืมพลังท่านด้วย!”
ผู้อวุโสจงเหมินส่ายหัวทำให้สีหน้าของผู้คุมกฏตกใจทันที ผู้อวุโสจงเหมินโยนศิลาแปรกลระดับ3ให้กับผู้คุมกฏ ศิลาแปรกลรูปสีเหลี่ยมสีแดงมีแก่นพลังสีเหลืองอยู่ตรงกลางกำลังส่องแสง
“เกรงว่าศิลาแปรกลระดับ2จะรับพลังข้าไม่ไหว!”
“ขอบคุณขอรับ! ทุกคนเริ่มกันเลย”
ผู้คุมกฏโยนศิลาแปรกลระดับ3ขึ้นฟ้ามันนั้นลอยขึ้นและหมุนอย่างรวดเร็ว ใต้เท้าของผู้คุมกฏเกิดวงเวทย์ขึ้นผู้คุมกฏประสานมือสร้างค่ายกลที่ม่านป้องกันที่กำลังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องจุดที่ม่านพลังถูกแสงสีม่วงโจมตีเกิดวงเวทย์ค่ายกลเวทย์ขนาดใหญ่ขึ้น
“ทุกคนใครที่มียันต์สงบจิตข้าขอยืมหน่อย!”
เหล่านักบำเพ็ญระดับก่อกำเนิดได้มอบยันต์สงบจิตให้คนละหนึ่งใบมีเพียงผู้อวุโสจงเหมินที่ไม่มอบให้ ผู้คุมกฏหลับตาเพื่อเขียนค่ายกลในมือของตนที่เริ่มเกิดวงเวทย์ชัดขึ้น อาจารย์เหยียนเฉาคิดในใจ
“สมแล้วที่เป็นศิษย์สายตรงของศิษย์พี่ตงชวีสามารถควบคุมค่ายกลที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้!”
ผู้คุมกฏลืมตาขึ้นและตะโกนดังลั่น!
“ตอนนี้ละทุกคน!”
นักบำเพ็ญระดับก่อกำเนิดได้ส่งพลังปราณพลังเซียนของตนเองไปที่ค่ายกลในมือของผู้คุมกฏพลังเซียนและพลังปราณส่วนเกินที่มีมากเกินควบคุมจะถูกดูดไปที่ศิลาแปรกลระดับ3 ผู้คุมกฏได้ชูมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้าค่ายกลสีทองขยายใหญ่ขึ้น
ทุกคนในสำนักที่อยู่ในเมืองสะพานชี้ฟ้าและพื้นที่ต่างๆในสำนักต่างเห็นค่ายกลสีทองที่งดงามและทรงพลังนี้ได้จากระยะไกล คนในสำนักต่างตื่นเต้นบางคนอยู่ในสำนักศึกษาชี้ฟ้ามาร้อยปีก็ไม่เคยเห็น ค่ายกลที่ทรงพลังเช่นนี้ หินวัดพลังเซียนส่องแสงด้านหน้าหินวัดพลังเซียนมีผ้าคลุมดำตกอยู่บนพื้น