มรดกมารสวรรค์ - บทที่4 หมู่บ้านเย่เผิง
หมู่บ้านเย่เผิง
เรือนตระกูลเยี่ยน
เสียงหยดน้ำจากผ้าเช็ดตัวตกกระทบกาละมังดังเป็นจังหวะเบา ๆ ภายในห้องไม้เรียบง่าย ร่างของชายหนุ่มผอมบางนอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ด้านข้างมีโต๊ะไม้ซึ่งวางเสื้อผ้าเปื้อนเลือดกองหนึ่งอยู่
ชายผู้นั้นคือ “ลั่วเหอ”
ผู้เช็ดกายให้เขาเป็นชายวัยราวสี่สิบ รูปร่างกำยำ ผิวกร้านแดด ผมดำยาวแซมขาวเล็กน้อย ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราไม่รกนัก ท่อนบนเปลือยเปล่า เผยบาดแผลเก่าจากกรงเล็บอสูรเต็มร่าง เขาคือ “เยี่ยนอวี้เจิน”
ไม่ไกลกัน เด็กชายวัยสิบสามปีนั่งโยกตัวเล่นอยู่ข้างเตียง ใบหน้าใสซื่อ ผมดำยาวถูกมัดลวก ๆ สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีเขียวถักหยาบ แต่ดูอบอุ่นเกินวัย เด็กคนนั้นคือ “เยี่ยนเผิง” บุตรชายของเยี่ยนอวี้เจิน
เด็กน้อยเอานิ้วจิ้มแก้มลั่วเหอด้วยความสนุกสนาน
เยี่ยนอวี้เจินเห็นดังนั้นจึงคว้ามือไว้ ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ย
“เผิง ไปช่วยพี่สาวเจ้าทางลานบ้าน”
“ฮ่า ๆ ก็ได้ ๆ พี่คนนี้แก้มยืดนัก”
เยี่ยนเผิงหัวเราะร่าแล้ววิ่งออกไป
ลานบ้านด้านนอกกว้างโล่ง ข้างซุ้มครัวมีหญิงวัยสามสิบกำลังจัดเตรียมอาหาร ใบหน้าสงบงามอ่อนโยน นางคือภรรยาของเยี่ยนอวี้เจิน “เย่หนิงเอ๋อร์”
อีกด้าน หญิงสาวอีกคนกำลังบดสมุนไพรอย่างตั้งใจ ใบหน้างดงามสะอาดราวหยกขัด ผมดำยาวสยาย นางคือบุตรสาวคนโต “เย่เซียนฮวา”
ขณะเดียวกัน จักรพรรดิมารสวรรค์ในสภาพวิญญาณแฝงตัวอยู่เหนือเตียง ไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
ร่างอันแท้จริงของเขาเป็นเพียงอีกาสีดำ ดวงตาสีฟ้าเรืองรองอย่างลึกล้ำ มันกระพือปีกลงมาเกาะบนอกลั่วเหอ ก่อนจิกเบา ๆ
ลั่วเหอสะดุ้งตื่นทันที
สัญชาตญาณทำให้เขาชกออกไปโดยไม่คิด หมัดพุ่งชนหน้าอกซ้ายของเยี่ยนอวี้เจินเต็มแรง
แต่ชายผู้นั้นกลับไม่แม้แต่จะขยับ
จักรพรรดิมารสวรรค์ส่ายศีรษะช้า ๆ แล้วเอ่ย
“ศิษย์ข้า คนผู้นี้คือผู้ช่วยชีวิตเจ้า”
ลั่วเหอเบิกตากว้าง รีบลงจากเตียงและคุกเข่าคำนับทันที
“ผู้มีพระคุณ ผู้น้อยล่วงเกินแล้ว”
เยี่ยนอวี้เจินหัวเราะเสียงดัง ก่อนโบกมือให้ลุกขึ้น ไม่นานคนในบ้านก็พากันเข้ามาดู เยี่ยนเผิงโผล่หน้ามาจากประตู เย่หนิงเอ๋อร์ถือถ้วยสมุนไพร ส่วนเย่เซียนฮวายืนอยู่ด้านหลังอย่างสงบ
“ฮ่า ๆ ไม่เป็นไร เจ้าเพิ่งฟื้น ย่อมตกใจเป็นธรรมดา” เยี่ยนอวี้เจินกล่าวพลางวางมือบนไหล่ลั่วเหอ “ว่าแต่ เจ้าถูกใครทำร้ายมา ถึงได้สภาพเช่นนี้”
ลั่วเหอเงียบไปครู่หนึ่ง
จักรพรรดิมารสวรรค์จึงเอ่ยแทนด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เขาออกไปเก็บสมุนไพรในป่า ถูกโจรซุ่มโจมตี พอหนีจนจนมุมจึงกระโดดน้ำ จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้”
เยี่ยนอวี้เจินพยักหน้าช้า ๆ
“เคราะห์ร้ายยิ่งนัก”
เขาลองตรวจชีพจรแล้วเอ่ยต่อ
“เจ้าไม่มีรากฐานวรยุทธ์เลย แถมร่างกายผอมเกินไป เหมือนคนอดอาหารมานาน”
ลั่วเหอตอบเสียงแผ่ว
“ข้าน้อย…ไม่ค่อยได้กินจริง ๆ”
ถ้อยคำนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ ความเย็นเยียบบางอย่างแฝงอยู่ในแววตาลั่วเหอ แต่ไม่มีใครล่วงรู้
“พ่อแม่เจ้าเล่า?” เยี่ยนอวี้เจินถามต่อ
“เสียชีวิตหมดแล้ว…”
คำตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่น
เยี่ยนอวี้เจินชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าแววรู้สึกผิดผุดขึ้นทันที
“ข้าขออภัย ข้าไม่ควรถาม”
“ไม่เป็นไรขอรับ” ลั่วเหอยังคงก้มหน้า “ท่านมีพระคุณกับข้าแล้ว”
เย่หนิงเอ๋อร์ตะโกนจากลานบ้าน
“อาหารเสร็จแล้ว!”
ทุกคนจึงย้ายไปยังโต๊ะอาหาร
ลั่วเหอนั่งเกร็งอย่างไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศ เขาไม่ชินกับการมีคนคอยใส่ใจเช่นนี้
หลังมื้ออาหาร เขารีบอาสาล้างจาน แม้เย่หนิงเอ๋อร์จะปฏิเสธ แต่เขายืนยัน
“ข้าได้รับความเมตตา การตอบแทนเพียงเท่านี้ยังน้อยไป”
หญิงสาวยิ้มบาง
“เด็กดีจริง ๆ”
เมื่อเสร็จงาน เยี่ยนเผิงพาเขาไปยังห้องว่างของญาติผู้ใหญ่ซึ่งไม่อยู่บ้านเป็นเวลานาน ห้องจึงเงียบและเรียบง่าย
“พักที่นี่ไปก่อนนะ พี่ใหญ่” เด็กชายกล่าวแล้วจากไป
ลั่วเหอคำนับเบา ๆ
“ขอบใจ”
เมื่ออยู่เพียงลำพัง เงาร่างของอีกาดำปรากฏขึ้นอีกครั้งบนหัวเตียง
“หลับตา” จักรพรรดิมารสวรรค์สั่งเสียงเรียบ “ตั้งสมาธิ แล้วใช้วิชากลืนดารา”
ลั่วเหอทำตามทันที
ลมหายใจเริ่มนิ่ง พลังฟ้าดินค่อย ๆ ถูกดึงเข้าร่างดุจสายน้ำ แสงลางสีแดงปรากฏขึ้นที่หน้าผากตรามารสวรรค์เริ่มทำงาน
จักรพรรดิมารสวรรค์เอ่ยเสียงต่ำ
“ผ่อนลมหายใจ อย่าต่อต้านพลัง”
เศษเสี้ยวความทรงจำของลั่วเหอผุดขึ้น ทั้งความสุข ความเจ็บแค้น และความตายที่ยังไม่จางหาย มันปั่นป่วนอยู่ในแก่นจิต
พลังเริ่มแตกตัว เลือดซึมจากมุมปาก
จักรพรรดิมารสวรรค์ส่งพลังช่วยกดสมดุล
“รวมมันไว้ที่แก่นลมปราณ!”
คลื่นพลังระเบิดภายในห้อง ก่อนจะถูกบีบอัดกลับเข้าจุดศูนย์กลางอย่างช้า ๆ
(ลั่วเหอบรรลุ ระดับสามัญขั้นสูงสุด)
“สำเร็จแล้ว!” ลั่วเหอหลุดเสียง
ฟุ่บ!
อีกาตัวนั้นกระแทกศีรษะเขาเบา ๆ
“โง่เขลาเกินไป การใช้ตรามารสวรรค์โดยไม่ควบคุม เท่ากับเผาร่างตัวเอง”
ลั่วเหอก้มศีรษะ
“ขอบคุณท่านอาจารย์”
จักรพรรดิมารสวรรค์ถอนเสียง
“ฝึกตามนี้ไปก่อน เมื่อมีโอกาสจงไปดูดซับแก่นวิญญาณอสูร”
เขากระพือปีกเบา ๆ
“ข้าจะพัก พลังข้าเหลือไม่มากแล้ว”
“ท่านจะไปที่ใด?” ลั่วเหอถาม
อีกานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว
“ข้าเป็นเพียงเศษวิญญาณ แม้แต่พลังจะฆ่าไก่ยังไม่มี”
สิ้นคำ ร่างอีกาดำก็ค่อย ๆ สลายไปในความเงียบ…