มรดกมารสวรรค์ - บทที่46 ประตูสำนักฮวา
หน้าเรือนส่องดารา ลั่วเหอและเมิ่งอู๋สวมเสื้อขาว ผ้าคลุมขาวฟ้าอ่อนประจำสำนัก ข้างเอวเป็นถุงมิติที่ถูกทำความสะอาดจนไร้ฝุ่น ลั่วเหอแตะถุงมิติเรียกกระบี่เงินของตนออกมา เมิ่งอู๋ก็ทำเช่นกัน เมิ่งอู๋หันไปมองลั่วเหอ และได้แตะไปที่ถุงมิติ นำจี้ห้อยหยกขาวหางแดงออกมา
เมิ่งอู๋ใช้พลังปราณดึงกระบี่ของลั่วเหอมาไว้ในมือ และได้ห้อยจี้หยกขาวหางแดงที่ส่วนหัวด้ามท้ายของกระบี่ ก่อนยื่นให้ลั่วเหอ
“เมื่อถึงสำนักเทพฮวา เจ้าอย่าห่างจากข้า ถ้าข้าไม่ได้อนุญาต และต้องเรียกข้าว่าท่านอาจารย์ จี้หยกนี้ข้าใช้พลังปราณสร้างขึ้น มันจะช่วยปกป้องเจ้า 3 ครั้ง ด้วยม่านปราณระดับสยบฟ้า!”
ลั่วเหอเบิกตากว้าง และคำนับขอบคุณเมิ่งอู๋
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
ลั่วเหอคลายความสงสัย เขาคิดในใจ
“สร้างด้วยพลังปราณของตน… ผู้อาวุโสเมิ่งอู๋เป็นผู้บำเพ็ญระดับสยบฟ้า!”
เมิ่งอู๋สะบัดมือ พลังปราณแยกเมฆขาวออก และม่านพิทักษ์สำนักได้คลายลง เปิดทางเข้าและทางออกให้กับทั้งคู่ ลั่วเหอคำนับแล้วกล่าวถามเมิ่งอู๋
“ท่านอาจารย์ เราจะไปอย่างไรกัน ขี่กระบี่ไปหรือ?”
“ใช่ ไปกันได้แล้ว!”
เมิ่งอู๋ควบคุมกระบี่ของตนขึ้นและบินนำหน้าลั่วเหอไป ลั่วเหอแตะถุงมิติ นำหมวกมาสวมปิดบังใบหน้า และควบคุมยันต์บินแตะที่กระบี่ ทำให้กระบี่ของลั่วเหอลอยขึ้น เขาเร่งความเร็วตามเมิ่งอู๋ไป
“ท่านอาจารย์ รอข้าด้วย…”
………
3 วันต่อมา
ประตูหน้าสำนักเทพฮวา
ด้านหน้าของสำนักเทพฮวา ราวกับประตูสู่สรวงสวรรค์ที่งดงาม ถัดจากประตูนั้นคือบันไดหมื่นขั้น เหล่าศิษย์ใช้ทดสอบความอดทนของจิตใจ เพราะทุกขั้นบันไดล้วนมีค่ายกลลวงตามากมาย มีเพียงผู้แข็งแกร่งและผู้มีจิตใจมุ่งมั่นเท่านั้นจึงจะฝ่าไปได้
ด้านล่างของสำนักเทพฮวาเป็นหมู่บ้านธรรมดา ไม่ได้เจริญมากนัก แต่กลับเป็นหมู่บ้านที่ปลอดภัยที่สุดในทวีปเสวียนเทียน เพราะรอบหมู่บ้านไม่ได้มีเพียงเหล่าเซียนคุ้มกัน แต่ยังมีค่ายกลขจัดมารที่ทรงพลัง ซึ่งแข็งแกร่งกว่าสำนักศึกษาชี้ฟ้าหลายเท่า
เหล่านักบำเพ็ญเซียนจากสำนักต่าง ๆ เดินผ่านค่ายกล ผู้คนในหมู่บ้านมองเป็นเพียงนักเดินทางจำนวนมาก ไม่ได้มองว่าเป็นเซียนแต่อย่างใด นี่คือเหตุผลที่ชาวบ้านไม่เลือกย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยเช่นนี้ เพราะค่ายกลลวงตา ทำให้พวกเขามองสำนักเทพฮวาเป็นเพียงอารามบันไดร้อยขั้นเก่า ๆ เท่านั้น
ลั่วเหอและเมิ่งอู๋ขี่กระบี่บินมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ กระบี่ของลั่วเหอลอยลง และยันต์บินสลายหายไป เด็กน้อยสวมเสื้อหนังสัตว์ขาด ๆ เดินเข้ามาเกาะแขนลั่วเหอ พร้อมมองด้วยสายตาออดอ้อน
“พี่ชาย ท่านมาขอให้ใบหน้าท่านหล่อเหลาใช่หรือไม่ ข้ามีกระดาษขอพรให้ท่าน ราคาแค่ 8 เงินทองแดงเท่านั้นขอรับ”
ลั่วเหอมองเด็กน้อย แล้วกำลังจะเดินหนี แต่เมิ่งอู๋ยื่นเงินให้เด็กน้อย และรับกระดาษสีแดงมาให้ลั่วเหอ
“ศิษย์ ข้าคนที่นี่ล้วนไม่อาจรับรู้รัศมีเซียนของเราได้ พวกเขามองเราเป็นนักเดินทางที่มาขอพรอารามไม้เก่า ๆ เท่านั้น”
“ค่ายกลลวงตา ค่ายกลขจัดมาร ล้วนเป็นค่ายกลที่ต้องใช้ทรัพยากรและตบะสูงในการสร้าง สำนักเทพฮวาช่างฟุ่มเฟือยเสียจริง”
เมิ่งอู๋ยิ้ม และกล่าวออกมา
“ฮ่า ๆ… หลายเดือนมานี้ เจ้าเติบโตขึ้นจริง ๆ แม้แต่ค่ายกลขจัดมารก็รู้จักแล้ว”
ลั่วเหอและเมิ่งอู๋เดินไปถึงหน้าอาราม ท่ามกลางผู้คนจากสำนักต่าง ๆ หมอกหนาเริ่มปกคลุม เมิ่งอู๋สะบัดแขนเสื้อไปทางลั่วเหอ
“จับแขนเสื้อข้าไว้!”
“ขอรับ อาจารย์”
ลั่วเหอจับแขนเสื้อเมิ่งอู๋ เพียงก้าวเดียวก็ไปถึงจุดสูงสุดของบันไดหมื่นขั้น อีกก้าวหนึ่งก็ปรากฏยังพื้นที่ประตูสำนักที่ราวกับสรวงสวรรค์
สำนักต่าง ๆ มารวมตัวกันจำนวนมาก ลั่วเหอมองซ้ายมองขวา เห็นจิ้งเผิง คนที่เคยช่วยหมู่บ้านเย่เผิง ข้างกายเขามีชายชราผมขาวคิ้วขาวยาว ดวงตาปิดสนิท สวมอาภรณ์ซอมซ่อ
จิ้งเผิงหันมามองลั่วเหอ แต่ลั่วเหอสวมหมวก ปิดบังใบหน้าแตกต่างจากเดิมอย่างมาก ทำให้จิ้งเผิงจำไม่ได้
เมิ่งอู๋มองตามสายตาลั่วเหอ แล้วกล่าวขึ้น
“นั่นคือผู้อาวุโสสำนักเวียนสวรรค์ เซียนกระบี่เนตรม่วง เขาฝึกจิตกระบี่ หากจัดอันดับคนที่อยู่ที่นี่ เขานับว่าเป็นอันดับ 1 ของผู้ฝึกกระบี่ และเด็กคนนั้นชื่อ… อะไรกัน ข้าลืมแล้ว”
“จิ้งเผิง…”
“ใช่ ๆ ศิษย์ข้าจำไว้ คนผู้นี้คาดว่าจะเป็นอันดับ 1 ของการประลองสำนักเซียนในอีก 5 ปี จิ้งเผิงผู้นี้ฝึกบำเพ็ญไม่นานก็เข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณแล้ว”
เสียงระฆังดังขึ้น ทุกคนหันไปยังประตูสำนักเทพฮวา หญิงสาวสวมผ้าขาวปิดบังใบหน้า สวมอาภรณ์ขาวผ้าคลุมชมพูอ่อน รัศมีพลังเซียนของนางทรงพลังอย่างมาก ทุกคนรับรู้ได้ว่าระดับของนางไม่ด้อยไปกว่าเมิ่งอู๋—ระดับสยบฟ้า ด้านหลังมีศิษย์อีก 5 คน ล้วนเป็นระดับก่อกำเนิด
ลั่วเหอมองหญิงสาวหน้ากากขาวรูปยิ้ม เขาจ้องไม่กะพริบตา บางอย่างดึงดูดความสนใจเขาอย่างประหลาด
เมิ่งอู๋ยิ้มบาง ๆ
“ศิษย์ข้า เก็บอาการหน่อย น่าสนใจดี… ระดับกลั่นลมปราณ แต่รัศมีพลังกลับเทียบระดับก่อกำเนิด…”