มรดกมารสวรรค์ - บทที่47 ประชุมสำนักเซียน
ทุกคนต่างคำนับผู้อาวุโสหญิงระดับสยบฟ้า สำนักระดับต่ำต่างตื่นเต้นที่ได้พบนาง ผู้อาวุโสคนนี้ปิดตนฝึกฝนมาหลายร้อยปี เมื่อออกจากการกักตนก็เข้าสู่ระดับสยบฟ้า กลายเป็นคนที่ 2 ของสำนักเทพฮวา ตอนนี้กล่าวได้ว่าสำนักที่มีเซียนระดับสูงมากที่สุดคือสำนักเทพฮวา
สำนักระดับต่ำถึงระดับกลางต่างซุบซิบกันถึงเรื่องนี้ ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าท้าทายสำนักเทพฮวาอีกต่อไป แม้บรรพชนระดับจิตเต๋าของสำนักเทพฮวาจะออกเดินทางจากสำนักไปนานกว่าห้าร้อยปีแล้วก็ตาม ลั่วเหอหูของเขากระดิกหนึ่งครั้ง ตอนนี้ในสมองของเขากำลังเรียบเรียงเรื่องราวต่าง ๆ ของสำนักเทพฮวาจากคำบอกเล่าของเหล่าต่างสำนัก
ลั่วเหอมองไปที่ผู้อาวุโสหญิงและคิดในใจ
“เรื่องนี้ก็เคยได้ยินมาก่อน นักบำเพ็ญระดับจิตเต๋าหากมีโอกาส ต้องไปสถานที่บรรลุระดับจิตเต๋าของบรรพชนสำนักเทพฮวาให้ได้”
ผู้อาวุโสหญิงตั้งดัชนีสองนิ้ว รวบรวมพลังปราณสร้างค่ายกลเวทย์เซียน ใต้พื้นดินปรากฏค่ายกลสีขาวส่องแสงเป็นวงกว้าง ค่ายกลนี้คือค่ายกลเคลื่อนย้ายของสำนักเทพฮวา สามารถเคลื่อนย้ายคนในวงเวทย์ได้อย่างไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวน ขอเพียงยืนอยู่ภายในค่ายกลเท่านั้น
ศิษย์ด้านหลังนางต่างคำนับ ทุกคนที่มีตบะต่ำกว่าระดับก่อกำเนิดก็ล้วนคำนับกลับเช่นกัน รวมถึงลั่วเหอ แม้ระหว่างคำนับ ดวงตายังจับจ้องไปที่นักพรตสาวหน้ากากขาวรูปยิ้ม
“ทำไมเราถึงสนใจนางเช่นนี้…”
……….
สำนักเทพฮวา
ตำหนักประชุมสำนัก
ตำหนักไม้ขนาดใหญ่โอ่อ่า หินสลักขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านซ้ายของตำหนัก สลักรายชื่อของศิษย์สำนักเทพฮวาทั้งหมด ความยิ่งใหญ่ของสถานที่นี้ทำให้ลั่วเหอเห็นความแตกต่างระหว่างสำนักตนเองและสำนักแห่งนี้ ชัดเจนถึงระดับชั้นของโลกบำเพ็ญเซียน ศิษย์เฝ้าตำหนักสองคนคำนับเหล่าเซียนจากต่างสำนัก รัศมีพลังของทั้งคู่คือระดับกลั่นลมปราณ
ประตูตำหนักเปิดออก เสียงใหญ่โตดังขึ้นพร้อมไอพลังปราณฟ้าดินอันมหาศาล ทำให้เหล่าเซียนรู้สึกสดชื่น ราวกับพลังปราณสีทองกำลังชะล้างความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
“ตัวแทนสำนักเซียนทุกท่าน โปรดเข้ามาหารือ”
เมิ่งอู๋จิ้มไปที่หน้าผากตนเอง นิ้วนั้นส่องแสงปราณสีทอง ก่อนจะกดลงไปที่หน้าผากของลั่วเหอ แสงนั้นสว่างวาบและแทรกเข้าสู่ตราประทับมารสวรรค์กลางหน้าผากที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่
เสียงของเมิ่งอู๋ดังขึ้นในหูของลั่วเหอ แม้ปากจะไม่ขยับแม้แต่น้อย
“ลั่วเหอ โปรดระวัง ภายในสำนักมีค่ายกลประหลาดมากมายที่ข้ายังไม่รู้จัก หากเป็นไปได้ จงใช้โอกาสนี้เรียนรู้และพัฒนาจุดอ่อนด้านค่ายกลของเจ้า”
เหล่าอาจารย์และตัวแทนสำนักต่าง ๆ เดินเข้าสู่ตำหนักประชุมไปได้ไม่นาน ศิษย์สำนักเทพฮวาสองคนก็เดินเข้ามาหากลุ่มศิษย์ที่ติดตามอาจารย์มา เสียงของนางดังขึ้น ทำให้ทุกคนที่กำลังชมทิวทัศน์หันกลับมา
ลั่วเหอมองไปยังศิษย์ทั้งสองคนแล้วขมวดคิ้ว เพราะทั้งสองล้วนมีตบะระดับกลั่นลมปราณ
“ทุกท่าน โปรดตามพวกข้ามาที่เรือนรับแขกด้วยเจ้าค่ะ”
“สหายเซียนที่มีรายชื่อ โปรดตามข้ามาที่เรือนรับแขกพิเศษ คนแรก ท่านจิ้งเผิง สำนักเวียนสวรรค์ คนที่สอง ท่านมู่เซียวอี้ สำนักเพลิงตะวัน คนที่สาม ท่านลั่วเวิน สำนักจันทราม่วง”
ลั่วเหอกำหมัดแน่น หันซ้ายขวา ไอแค้นในใจราวกับจะปะทุออกมา แต่จี้หยกที่ห้อยกระบี่กลับดูดซับมันเอาไว้ ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในหัว เขายังจำลูกศรดอกนั้นได้ชัดเจน ลั่วเหอเอื้อมมือไปยังถุงมิติ ความคิดสังหารพวยพุ่งขึ้นทันที
เสียงของเมิ่งอู๋ดังขึ้นในหัว
“ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าห้ามเสียสติเด็ดขาด”
ลั่วเหอค่อย ๆ คลายมือที่กำไว้แน่น และถอนมือออกจากถุงมิติ หายใจเข้าออกช้า ๆ อย่างเป็นจังหวะ
(จิ้งเผิง – ระดับกลั่นลมปราณขั้นกลาง)
จิ้งเผิงยืนกอดกระบี่ระดับอก พยักหน้าแล้วเดินไปด้านหน้า เหล่าศิษย์ต่างเปิดทางให้ พร้อมเสียงซุบซิบถึงชื่อเสียงและวีรกรรมของเขา
(มู่เซียวอี้ – ระดับกลั่นลมปราณขั้นกลาง)
ชายผมดำยาว ใบหน้าธรรมดา แต่มีดวงตาสีแดงกรีดคม ดวงตาสีเหลืองแฝงแววเจ้าเล่ห์ คล้ายจิ้งจอก อาภรณ์ขาวผ้าคลุมแดงประจำสำนักเพลิงตะวัน กำไลเม็ดสีน้ำตาลที่ข้อมือขวาปล่อยพลังวิญญาณหนาแน่น ผู้คนต่างถอยหลบด้วยความเคารพ
(ลั่วเวิน – ระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นปลาย)
ลั่วเวินแตกต่างจากอดีต ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นจนสะกดสายตา แม้เทียบลั่วเหอไม่ได้ แต่ด้วยชื่อเสียงและความสามารถก็เหนือกว่าอย่างชัดเจน ผมถูกรวบเป็นหางม้า กลางหน้าผากมีรอยตราสำนักจันทราม่วง มือขวาสวมถุงมือดำ อาภรณ์ขาวผ้าคลุมขาวประดับเกล็ดทองงดงาม
ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยความตกใจ
“สำนักจันทราม่วง คนผู้นี้ไม่ธรรมดาแน่”
ลั่วเหอหันไปคำนับและถามชายคนนั้น
“สหายเซียน สำนักจันทราม่วงคือสำนักใด ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
ชายคนนั้นคำนับตอบ
“เจ้าคงเป็นผู้บำเพ็ญรุ่นใหม่สินะ สำนักจันทราม่วงเป็นหนึ่งในสี่สำนักใหญ่ ได้แก่ สำนักเทพฮวา สำนักเวียนสวรรค์ สำนักเพลิงตะวัน และสำนักจันทราม่วง สำนักนี้ไม่ค่อยเปิดเผยตัว และการเข้าร่วมต้องอาศัยวาสนาเท่านั้น”
ลั่วเหอมองไปที่ลั่วเวินที่เดินไปกับคนของสำนักเทพฮวา ก่อนจะหันหลังเดินออก ไม่หันกลับไปอีก
ส่วนลั่วเวินหันมามองทิศทางที่ลั่วเหอเคยมอง แล้วเหลือบไปที่มือของตนข้างที่เคยยิงธนู
เขายิ้มบาง ๆ ในใจ
“ลั่วเหอ… เจ้ายังจำชื่อขยะนั่นอยู่อีกหรือ”
หญิงอีกคนพาศิษย์สำนักต่าง ๆ เดินต่อไป ลั่วเหอเห็นทัศนียภาพอันน่าตกตะลึงของสำนักเทพฮวา ทั้งเกาะหินลอยกลางอากาศและสิ่งก่อสร้างเหนือจินตนาการ
จนกระทั่งทุกคนหยุดลงต่อหน้าหมอกหนา
ผู้นำทางตั้งดัชนีสองนิ้ว สร้างม่านพลังมองทะลุหมอกออกไป
ด้านหลังหมอกคือเสาหินมากมาย บนเสาหินมีศิษย์สำนักเทพฮวายืนอยู่ทุกคน สวมอาภรณ์ขาว ปล่อยผมอย่างสงบ
และสิ่งที่ทำให้ทุกคนตะลึงที่สุด คือภาพเบื้องหน้า…
“นั่น… มันคือจุดเลื่อนขั้นของผู้บำเพ็ญระดับจิตเต๋า!”
ทุกคนที่จ้องไปยังภาพนั้นต่างเวียนหัว บางคนถึงกับทรุดลงกับพื้น ลั่วเหอก็เช่นกัน แม้พลังจิตแข็งแกร่ง แต่เมื่อมองตรงเข้าไปยังภาพนั้นก็แทบกระอักเลือดออกมา
จี้หยกที่ห้อยกระบี่สั่นไหวและสร้างม่านปราณปกป้องร่าง
ผู้ที่เริ่มตั้งสติได้จึงเร่งสร้างม่านพลังของตนเองขึ้นเช่นกัน
ผู้นำทางกล่าวอย่างสงบ
“ถูกต้อง สิ่งที่ทุกท่านเห็น คือพลังฟ้าดินของสถานที่บรรลุระดับจิตเต๋าของบรรพชนสำนักที่ทิ้งไว้ให้เหล่าศิษย์รุ่นหลัง”