มรดกมารสวรรค์ - บทที่53 ขจัดไอเย็นหมดสิ้น
สำนักศึกษาชี้ฟ้า
หน้าหอพักศิษย์ใหม่ตอนนี้นั้นครึกครื้นอย่างมาก เพราะมีคนที่สามารถเอาชนะและกล้าต่อสู้กับคนของตานเจาเพื่อมาอีกคนแล้ว อีกทั้งยังสามารถเอาชนะได้ คนที่ยืนมองต่างส่งเสียงเชียร์ให้จัดการคนทั้งสามที่เป็นลูกน้องของตานเจา
ลั่วเหอเดินไปที่ผู้นำอย่างช้า ๆ คนที่จับลั่วเหอก่อนหน้านี้ก็ลงไปนอนกับพื้นและดิ้นด้วยความเจ็บปวดที่ไอแค้นกัดเซาะแขนของชายคนนั้นอย่างช้า ๆ
ชายคนนั้นดิ้นไปดิ้นมาและพลิกตัวเอื้อมมือไปหาผู้นำกลุ่ม เขานั้นก็ไม่อาจช่วยได้ แถมยังทำสีหน้าที่หวาดกลัว ชายที่ถูกไอแค้นที่รวมกับจิตสังหารของลั่วเหอกัดเซาะผิวหนังก็กัดฟันด้วยความผิดหวังและสลบไป
ผู้นำนั้นล้มลงพื้นเพราะตัวเขานั้นเริ่มสัมผัสถึงมันได้ เขานั้นมองลั่วเหอทับซ้อนกับตานเจา ทั้งคู่มีบางอย่างเหมือนกัน และสิ่งนั้นก็คือความต้องการในการสังหาร
“เจ้า…เจ้าปีศาจ ถอยไปนะ อย่าเข้ามา”
คนที่เสกไฟทำอะไรไม่ได้จึงวิ่งหนี แต่ลั่วเหอก็แตะถุงมิติเรียกกระบี่บินออกมา กระบี่บินนั้นพุ่งอย่างรวดเร็วไปจ่อคอคนที่กำลังจะหนี พร้อมกับมีดบิน ลั่วเหอเดินไปใกล้ ๆ ผู้นำของทั้งสามคน ลั่วเหอมองหน้าผู้นำของทั้งสามและกล่าวออกมาสั้น ๆ
“เจ้ายอมหรือไม่?”
ผู้นำของทั้งสามคนเหงื่อตกและก้มหัวอย่างต่อเนื่องด้วยแววตาที่หวาดกลัว
“ข้ายอมแล้ว ๆ ท่านโปรดอย่าทำอะไรพวกข้าเลย”
ลั่วเหอพยักหน้าตอบกลับ และดวงตาถูกล้อมด้วยปราณสีม่วง ลั่วเหอปลดปล่อยรัศมีไอสังหารออกมาทำให้รอบด้านปกคลุมด้วยไอเย็นและไอแค้นที่แสนน่ากลัว
ลั่วเหอไม่ทำสิ่งใดต่อ เพียงเดินออกจากจุดนั้น เป้าหมายของเขาที่ตั้งไว้ เขานั้นต้องรีบทำให้สำเร็จ เขานั้นไม่คิดจะมาเสียเวลากับคนเหล่านี้อีก แต่ก็ไป ลั่วเหอก็แอบตั้งดัชนีสองนิ้วควบคุมรัศมีไอสังหารและโจมตีที่ขาของผู้นำกลุ่มโดยที่เขาไม่รู้ตัว
แม้ในขณะนี้อาจไม่เกิดสิ่งใดขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ไอเย็นนั้นจะค่อย ๆ ลามไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งมันจะเริ่มกัดเซาะร่างกายส่วนที่มันสามารถลามไปถึง
………..
เมืองสะพานชี้ฟ้า
เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนของสำนักศึกษาชี้ฟ้ามากมายต่างมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เพราะเมืองสะพานชี้ฟ้ามีทั้งอาหาร โอสถ อาวุธเซียน และสถานที่ฝึกปราณ ซึ่งที่แห่งนี้เป็นเป้าหมายที่ลั่วเหอเดินทางมา เมืองสะพานชี้ฟ้า เขานั้นต้องการใช้สถานที่แห่งนี้ในการเลื่อนขั้นต่อไปของระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลาง
ลั่วเหอเดินผ่านสถานที่ต่าง ๆ ก็อดนึกถึงสหายทั้งสองคนของเขาไม่ได้ ลั่วเหอเดินไปที่ร้านบะหมี่ที่เคยกินกับทั้งสองคน ร้านนั้นยังเหมือนเดิม เพียงแต่ในครั้งนี้ลั่วเหอมาคนเดียว นั่งคนเดียว ลั่วเหอนั่งลงและใช้นิ้วถ่ายพลังลมปราณเล็กน้อยเพื่อเรียกคนขาย
แต่เมื่อคนขายมาถึง ลั่วเหอก็ได้หายไปแล้ว ลั่วเหอเขานั้นเดินมาซื้อขนมแป้งทอดในราคา 1 ศิลาวิญญาณ ลั่วเหอได้จ่ายเงินรับแป้งทอดมา 3 ชิ้นใหญ่ เขากินมันและเดินไปที่สถานที่ฝึกปราณ คนมากมายเดินเข้าออกหลายคน มีทั้งความสุขและความเสียใจ
“รสชาติดีกว่าที่คิด…”
ลั่วเหอที่กำลังกินขนมแป้งทอดก็ถูกคนชนที่ดันมาจากด้านหลัง ฝูงคนมากมายต่างพากันดันหลบทางให้กับชายสามคน ลั่วเหอหันไปมองก็พบกับตานเจา ซานเปียว และชายอีกคน ใบหน้าดุร้าย ร่างกายกำยำ สวมใส่เสื้อคลุมสีดำ รัศมีพลังมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาข่มขู่ผู้คนมากมายที่ขวางทาง
(หลงหู – ระดับกลั่นลมปราณขั้นกลาง)
ลั่วเหอแตะที่ไหล่ของชายด้านหน้า
“สหายเซียน! คนตัวใหญ่ที่เดินมากับตานเจาและซานเปียว…คนนั้นคือใครงั้นรึ?”
ชายคนนั้นและสหายของเขาอีกสามคนหันมาพร้อมกันมองลั่วเหอ ชายคนนั้นหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ…นี่เจ้าไปอยู่ไหนมา คนผู้นั้นคือหลงหู เขานั้นสามารถบรรลุระดับกลั่นลมปราณขั้นกลางภายใน 10 ปี ไม่รู้ที่ท่าไหนหลังบรรลุได้ไม่นานกลับไปเข้าร่วมกับตานเจาได้”
“ใช่ ๆ แต่ที่น่ากลัว ได้ยินมาว่าหลงหูมีความชำนาญในการควบคุมกระบี่เทียบเท่าเหล่าอาจารย์เลย!”
ลั่วเหอคำนับทั้งสี่และกล่าวออกมา
“ถ้าเป็นไปตามที่พวกท่านกล่าว หลงหูคนนี้อยู่ตำหนักคัมภีร์เซียนใช่หรือไม่?”
ทั้งสี่นั้นแสดงสีหน้าท่าทางที่คิดหนัก แต่ว่าหนึ่งในนั้นนึกออกจึงกล่าวออกมา
“นี่ข้าลืมเรื่องนี้ได้อย่างไร! 1 ปีมานี้การเข้าร่วมตำหนักนั้นน้อยลง เพราะส่วนมากต่างเลือกเข้าร่วมกับตานเจา ภายในไม่นานตานเจาคงเปิดตำหนักเองแล้ว”
ลั่วเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หากเป็นเช่นนี้ เหล่าอาจารย์ก็นิ่งดูดายงั้นหรือ?” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ข้าก็พูดเล่นไปงั้น การขยายอำนาจของตานเจาไม่นับว่าเป็นผลกระทบแต่อย่างใด เพราะเดิมทีแต่ละตำหนักก็คัดคนอยู่แล้ว การแข่งขันแต่ละตำหนักสูงมาก คนที่เก่งกว่าหลงหูก็เยอะแยะ”
ลั่วเหอคำนับทั้งสี่คนและทุกคนต่างคำนับกลับ ลั่วเหอเดินออกจากจุดนั้น
ลั่วเหอหลับตาลง หูของเขานั้นกระดิก ฟังบทสนทนาของคนในบริเวณนั้น ลั่วเหอรับฟังและเริ่มเรียบเรียงเรื่องราวในหัวของเขา ลั่วเหอพยักหน้าเข้าใจและเดินเข้าไปด้านในของสถานที่ฝึกปราณ
ลั่วเหอเขานั้นเดินไปที่จุดเลือกห้อง ศิษย์พี่สาวคนหนึ่งกำลังยืนต้อนรับเหล่าศิษย์ต่าง ๆ อยู่ ลั่วเหอเดินไปคำนับและกล่าวออกมา
“ศิษย์พี่ ข้าต้องการห้องฝึกลมปราณชั้นดี 1 ห้อง”
ศิษย์พี่สาวคนนั้นพยักหน้าและยื่นมือรอรับของจากลั่วเหอ
“ศิษย์น้อง ข้าต้องใช้ป้ายแสดงตัวตนที่ได้เมื่อเริ่มเข้าสำนัก และศิลาวิญญาณ 100 ก้อน”
ลั่วเหอพยักหน้าและยื่นป้ายเหล็ก 859 ให้กับนาง และศิลาวิญญาณจากถุงมิติ 100 ก้อน ทุกคนในบริเวณนั้นต่างมองดู เพราะในตอนนี้สำนักศึกษาชี้ฟ้ามีกฎในการลดศิลาวิญญาณสำหรับศิษย์ที่การบำเพ็ญเชื่องช้าไม่ก้าวหน้า ทำให้การใช้ศิลาวิญญาณจำนวนมากเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก
แต่ลั่วเหอไม่รับรู้เรื่องนี้ และถึงรับรู้เขานั้นก็ไม่สนใจ เพราะศิลาวิญญาณในถุงมิติของลั่วเหอมหาศาล เพราะในหลายปีมานี้ ลั่วเหอไม่ได้ใช้แม้แต่ก้อนเดียว ยาโอสถที่ช่วยในการบำเพ็ญลั่วเหอก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ เมิ่งอู๋เขานั้นก็หามาให้ ทำให้ลั่วเหอมีศิลาวิญญาณเยอะมาก
ศิษย์พี่สาวยื่นป้ายเหล็กคืน และยื่นตราห้อง 36 ให้ ลั่วเหอคำนับและเก็บของพวกนั้นเข้าถุงมิติ เดินไปที่ห้อง 36
เมื่อถึงหน้าห้อง 36 ลั่วเหอถ่ายลมปราณเข้าไปในตราห้อง 36
ค่ายกลเวทย์ปรากฏขึ้นที่ตราห้อง 36 ทำให้ประตูเปิดออก ลั่วเหอเดินเข้าไปด้านในและเลิกถ่ายทอดลมปราณ ทำให้ประตูปิดลง
ห้องนี้เป็นห้องว่างเปล่าที่มีไอพลังบริสุทธิ์เต็มเปี่ยม กลุ่มหมอกมากมายเต็มห้อง มันคือกลิ่นอายผ่อนคลายช่วยเรื่องการบำเพ็ญ พื้นสลักดวงดาวเรียงกันอย่างมีเหตุผล ลั่วเหอถอดผ้าคลุมและหมวกออก เขาเดินไปนั่งที่ใจกลางห้อง
ดวงดาวส่องแสงสีฟ้าลอยขึ้นเรียงกัน แสงสีขาวเชื่อมต่อกันสร้างค่ายกลควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่ง ลั่วเหอหยิบยาระดับ 2 สีน้ำตาลออกมาและกลืนลงท้อง ปราณสีม่วงประทุออกมาปกคลุมทั้งร่างของลั่วเหอ
ทั้งรากวิญญาณและตรามารสวรรค์ทำงานสัมพันธ์กัน ทำให้ลั่วเหอสามารถบำเพ็ญโดยไม่มีข้อจำกัด แก่นลมปราณสีขาวของลั่วเหอที่ถูกปราณสีม่วงปกคลุมได้แผดเผามุกวิญญาณภายใน
ลั่วเหอพยายามควบคุมปราณในกายให้อยู่คงที่ ปราณสีม่วงคลุมมุกวิญญาณของลั่วเหอ และเริ่มสงบลง กลายเป็นเปลือกสีดำแข็งแกร่ง มีเพียงออร่าสีรุ้งที่ปรากฏออกมา
(ลั่วเหอ – ระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นปลาย)
รัศมีไอสังหารกระจายไปทั่วทิศ ทำให้ประตูที่แข็งแกร่งถูกแช่แข็งราวกับอยู่ในดินแดนหิมะ ลั่วเหอหายใจออกมาเป็นไอเย็น มองมือของตนเองและเรียกกระบี่บินออกมา ทดลองควบคุม ซึ่งในตอนนี้ควบคุมได้ดีกว่าเดิมหลายร้อยเท่า
“ไอเย็นถูกกำจัดหมดสิ้น วิชากระบี่บินก็พัฒนาขึ้นมาก…แต่วิชาค่ายกลเวทย์ของเราก็ยังไม่สำเร็จ ช่างเถอะ สนใจตอนนี้ไปก็เท่านั้น”
ลั่วเหอกอดอกและมองรอบห้องที่ถูกแช่แข็ง
“ควรจัดการเจ้าน้ำแข็งพวกนี้จริง ๆ…”
ลั่วเหอลุกขึ้นและแตะถุงมิติ เรียกทวนประกายเพลิงออกมา จากนั้นตั้งดัชนีสองนิ้วควบคุมทวนให้ลอยขึ้น เขาปลดปล่อยร่างแท้จริงของทวน เปลวไฟประทุขึ้น
เขาร่ายรำทวนโดยไม่จับ เพียงใช้ดัชนีสองนิ้วเป็นคมของทวน
เปลวไฟก่อตัวเป็นร่างอสรพิษเขียว แผดเผาทั้งห้องฝึกปราณ น้ำแข็งละลายลงช้า ๆ
ลั่วเหอแตะถุงมิติ สวมหมวกและเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อน
“ตอนนี้ควรสนใจการเลือกตำหนักเพื่อเพิ่มทรัพยากรในการบำเพ็ญได้แล้ว ด้วยวิชาเซียนในตอนนี้ ต้องทำได้แน่”
เมื่อเขาเปิดประตูออก ก็พบกับยันต์สีฟ้าลอยอยู่ มันพุ่งเข้าหาเขา
เสียงผู้ส่งสารดังขึ้นจากยันต์
“ลั่วเหอ นี่ข้าเอง หลินเทียน ได้ข่าวว่ามีศิษย์ปริศนามีฝีมือแข็งแกร่งแต่ปกปิดใบหน้าตนไว้ ข้ารู้ทันทีว่าต้องเป็นเจ้า หากเจ้าได้รับข้อความนี้ มาพบกันที่ด้านหน้าหินวัดพลังเซียน”
“หลินเทียนผู้นี้ เหตุใดจึงรับรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ เห็นทีสองปีมานี้หลินเทียนก็พัฒนาขึ้นมากเช่นกัน”