มรดกมารสวรรค์ - บทที่54 กลุ่มปกป้องศิษย์ใหม่
ที่วัดพลังเซียนยังเป็นเหมือนเช่นเคย มีเหล่าศิษย์ใหม่และศิษย์เก่าที่ต้องการท้าทาย สลักชื่อตนเองไว้ที่หินวัดพลังเซียน แถวนั้นยาวอย่างมาก สุดปลายทางนั้นเป็นหินวัดพลังเซียน โดยที่ใกล้ ๆ มีชายผมดำยาว มีบาดแผลเป็นคมมีดที่ใต้ตาด้านซ้าย ชายคนนี้สวมอาภรณ์สีขาว ผ้าคลุมสีฟ้าอ่อน มีผ้าโพกหัวสีขาวที่ศีรษะ
ในมือข้างซ้ายของเขานั้นกำลังหมุนลูกตุ้มขนาดเท่าฝ่ามืออยู่ โดยที่รอบตัวของชายคนนี้มีองครักษ์อยู่สองคน ยืนกอดกระบี่ล้อมตัวชายคนนี้เอาไว้ องครักษ์พวกนี้นั้นล้วนเป็นศิษย์สำนักศึกษาชี้ฟ้าที่ปลดปล่อยรัศมีตบะระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลาง
ลั่วเหอเดินมาอย่างเงียบ ๆ เมื่อชายที่กำลังกำลูกตุ้มเล่นเห็นลั่วเหอ ก็ยิ้มออก เขานั้นตะโกนดังลั่น
“ลั่วเหอ! นั่นâเจ้าใช่หรือไม่?”
คนมากมายต่างหันมอง ทำให้ลั่วเหอกดหมวกลงอีกเพื่อไม่ให้ทุกคนสนใจ ชายคนนี้ก็คือหลินเทียน เพียงสองปีไม่มีความแตกต่างมากนัก มีเพียงบาดแผลที่ใต้ตาข้างซ้ายที่เด่นชัด ลั่วเหอมองหลินเทียนก็ส่ายหัว
“เห่อ!…นี่เจ้าเงียบหน่อยไม่ได้หรือ? เปลี่ยนที่คุยเถอะ”
ลั่วเหอมองไปที่องครักษ์ของหลินเทียน เพราะลั่วเหอสัมผัสถึงรัศมีพลังที่ปลดปล่อยออกมาได้ ทั้งคู่ไปนั่งที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง หลินเทียนจ้องมองลั่วเหอตาไม่กระพริบ ส่วนลั่วเหอเขานั้นกำลังจิบชา ลั่วเหอวางถ้วยชาลงและกล่าวถามหลินเทียน
“เหมือนสองปีมานี้ท่านก็มีอำนาจในสำนักมากขึ้นไม่น้อย มีองครักษâ์ระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลางคุ้มกันด้วย ฟุ่มเฟือยไม่น้อยเลย…”
ลั่วเหอมององครักษ์ทั้งสองด้วยหางตา และหันมองหลินเทียนที่ยิ้มระรื่น ทันใดนั้น เพียงหนึ่งลมหายใจ สีหน้าของหลินเทียนก็เปลี่ยนไป จากที่มีรอยยิ้มบนหน้าก็หายไป หลินเทียนกวักมือให้องครักษ์ออกไปจากที่นั่น
องครักษ์ทั้งสองเดินออกจากจุดนั้น และหลินเทียนได้รินชาให้ลั่วเหอเต็มถ้วย ลั่วเหอมองไปที่หลินเทียนอย่างจริงจัง
“เสี่ยวเหอ เจ้าเข้าใจข้าผิดไปแล้ว องครักษ์พวกนั้นไม่ได้มาเพื่อปกป้องข้า แต่ป้องกันข้าหนีมากกว่า”
ลั่วเหอคิ้วขมวด และตั้งดัชนีสองนิ้วสร้างม่านปราณเก็บเสียงเป็นโâดมขนาดเล็กที่คลุมพวกเขาทั้งสอง ไม่ให้บทสนทนาของทั้งคู่มีใครได้ยิน
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
หลินเทียนยิ้มและรินชาให้ตนเอง
“สองปีที่เจ้าปิดตนฝึกฝน สำนักเราเปลี่ยนแปลงไปมาก เหล่าศิษย์เริ่มแบ่งกลุ่ม แบ่งทรัพยากรในการบำเพ็ญ และแย่งชิงโอกาสในการบำเพ็ญของผู้อื่น นั่นคือกลุ่มของตานเจา”
ลั่วเหอกล่าวออกมา
“และกลุ่มของท่านก็คือกลุ่มที่âไม่เห็นด้วยกับตานเจาใช่หรือไม่?”
หลินเทียนพยักหน้าสามครั้ง และยิ้มออก
“ถูก! ข้าย่อมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กลุ่มของตานเจาทำ ข้าและไป๋อวิ๋นแสดงตัวชัดเจนว่าไม่เข้าร่วม พวกข้าจึงรวมกำลังคนที่ไม่เห็นด้วยและโจมตีตานเจา”
หลินเทียนลุกขึ้นและกำหมัด
“ในตอนนั้นไป๋อวิ๋นเพื่อปกป้องข้า นางได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้ผ่านมา 5 เดือนแล้วที่นางยังคงกักตนไม่ยอมออกมา เหล่าสหายร่วมรบพวกนั้นกลับเปลี่ยนฝ่ายเพียงพริบตา ตอนนี้ข้าก็ไม่ต่างกับที่พึ่งเดียวของเหล่าศิษย์ใหม่แล้ว”
ลั่วเหอแสดงสีหน้าที่ตึงเครียด และพยักหน้าเข้าใจให้กับหลินเทียน
“ข้าเข้าใจแล้ว… ในตอนนี้มีเพียงท่านที่เป็นที่พึ่งของพวกเขา หากท่านจากไป พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้…”
หลินเทียนนั่งลงและถอนหายใจออกมาเสียงดัง
“แต่ถึงอย่างไร ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้ตานเจาขยายอำนาจได้อีกต่อไป หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ศิษย์ระดับต่ำอย่างพวกเราจะมีที่ยืนได้อย่างไร! ลั่วเหอ ข้าไม่บังคับเจ้า แต่ข้าขอถามเจ้า… เจ้าจะช่วยข้าได้หรือไม่?”
ลั่วเหอหลับตา ดื่มชาที่ถูกรินจนเต็มถ้วย จากนั้นลั่วเหอลืมตามองไปที่หลินเทียน และพยักหน้าเบา ๆ เพื่อแสดงการตอบตกลง หลินเทียนยิ้มดีใจ เมื่อลั่วเหอวางถ้วยชาลง หลินเทียนก็รีบเติมชาให้ในทันที
ลั่วเหอหยิบขึ้นมาดื่ม และคิดในใจ
“2 ปีมานี้ หลินเทียนเจอสิ่งใดมากันแน่ แววตาและท่าทีดูแตกต่างจากเมื่อก่อนหลายส่วน”
“งั้นก็ดีเลย… ไปกันเถอะ ลั่วเหอ ไปกินร้านบะหมี่แสนอร่อยกันดีกว่า และเจ้าต้องกินเผื่อของแม่นางไป๋อวิ๋นด้วย เข้าใจใช่ไหม? ฮ่าๆ”
“อืม…”
หลินเทียนกอดคอลั่วเหอ และยิ้มออกมาด้วยสีหน้าท่าทางที่ดีใจ เป็นเหมือนเมื่อก่อน หลินเทียนและลั่วเหออâอกเดินทางไปยังร้านเดิมที่คุ้นเคย พร้อมกับองครักษ์ทั้งสองคน ระหว่างทางมีสายตาหนึ่งจับจ้องไปที่ลั่วเหอ
เมื่อถึงร้าน หลินเทียนเลี้ยงลั่วเหอไปหลายชาม ลั่วเหอมองด้วยหางตาไปที่คนที่แอบมอง ทำให้คนผู้นั้นรีบหนีไป หลินเทียนและลั่วเหอกินบะหมี่อย่างมีความสุข เมื่อตกเย็นทั้งคู่ก็อำลากัน
“พี่หลินเทียน ข้าขอลา”
“ไว้เจอกัน เสี่ยวเหอ… ฮ่าๆ” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Nоvеl-Luсkу httрs://nоvеl-luсkу.соm/) (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เมื่อลั่วเหอเดินจากไปจนพ้นสายตาของหลินเทียน เขาทำâสีหน้าจริงจัง และหันไปมององครักษ์ทั้งสองด้วยแววตาเฉยชา
“พวกเจ้าปกป้องสหายข้าให้ดี เจ้าไว้ เราไม่ฆ่าคนทำให้สลบก็พอ เข้าไปช่วยเฉพาะเมื่อเขาตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง!”
องครักษ์ทั้งสองคำนับ
“ขอรับ!”
หลินเทียนเหม่อมองฟ้า นำมือทั้งสองข้างไขว้หลัง และถอนหายใจออกมา เขาคิดในใจ
“เสี่ยวอวิ๋น เมื่อไหร่เจ้าจะฟื้นกัน หลังจากจัดการปัญหานี้เสร็จ พวกเราทั้งสามต้องมากินบะหมี่พร้อมหน้าพร้อมตาให้ได้”
……….
ช่วงค่ำ สำนักศึกษาชี้ฟ้า
ป่าก่อนถึงหอพักศิษย์
ลั่วเหอที่กำลังเดินกลับไปที่หอพัก รอบด้านมีเพียงแสงไฟเล็กน้อยจากโคมไฟไม่กี่ดวงที่ตั้งอยู่ข้างทาง ลมหนึ่งพัดผ้าขาวที่หมวกของลั่วเหอสะบัดขึ้น ทำให้เห็นเหล่าศิษย์สำนักเดียวกับลั่วเหอมากกว่าสิบคนมายืนขวางทางลั่วเหอ
คนพวกนี้เป็นคนของตานเจาที่ถูกส่งมาวัดฝีมือลั่วเหอ หนึ่งในนั้นมีคนที่ถูกลั่วเหอจัดการก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นคู่ต่อสู้ก็มีอาการเกรงกลัวอยู่บ้าง แต่ยังฝืนใจต่อสู้โดยเสกบอลไฟไว้ในมือซ้าย และจ้องมองลั่วเหอด้วยไอแค้น
ลั่วเหอใช้หางตามองไปที่ต้นไม้ ซึ่งเป็นที่ที่องครักษ์ของหลินเทียนหลบซ่อนอยู่ และหันกลับมามองทั้งสิบคน เขาคิดในใจ
“ทั้งสิบคนล้วนมีตบะเพียงเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลาง แต่ข้าเหนือกว่าอยู่หนึ่งขั้น… แต่คนของหลินเทียนกำลังจับจ้องข้าอยู่”
หนึ่งสิบคนจับกระบี่พุ่งเข้าหาลั่วเหอแต่ลั่วเหอเอนตัวไปข้างหลังและถอยไปหนึ่งก้าวเพียงหลบคมกระบี่ของชายคนนี้เมื่อกระบี่ผ่านหน้าของลั่วเหอเขานั้นใช้ดัชนีสองนิ้วที่ถ่ายทอดพลังปราณกระแทกไปที่กระบี่จนกระบี่หลุดมือคนผู้นั้น
“ห้ะ! เป็นไâปได้ยังไง!”
ลั่วเหอแตะถุงมิติหยิบมีดบินออกมาและควบคุมมีดบินลอยขึ้นบินในรอบตัวของลั่วเหอจากนั้นลั่วเหอได้ปลดปล่อยรัศมีตบะระดับ เปลี่ยนลมหายใจขั้นปลาย!
ทำให้ทุกคนนั้นตื่นตกใจโดยเฉพาะคนที่ถูกลั่วเหอจัดการก่อนหน้านี้ดูจะตกใจกว่าคนอื่นๆหลายเท่า ลั่วเหอเปลี่ยนเป็นฝ่ายโจมตีก่อน ลั่วเหอกระโดดขึ้นฟ้าตั้งดัชนีสองนิ้วควบคุมมีดบินโจมตีเป็นวงกลมทำให้ทั้งสิบคนกระโดดหลบมีดบิน
ทั้งหมดนั้นเริ่มตั้งสติและเสกบอลไฟโจมตีลั่วเหอรอบทิศทางลั่วเหอยิ้มมุมปากและกระโดดหลบไปที่ต้นไม้ไปยังสถานที่ที่องครักษ์ของหลินเทียนซ่อนตัวอยู่บอลไฟสองลูกโจมตีใส่ลั่วเหอพร้อมกันทำให้ลั่วเหอกระโดดหลบ บอลไฟทั้งสองพุ่งผ่านเอวของลั่วเหอไป
ลั่วเหอยิ้มมุมปากบอลไฟโจมตีต้นไม้ที่องครักษ์ของหลินเทียนหลบซ่อนทำให้องครักษ์คนนั้นปรากฏตัวออกมาลั่วเหอและองครักษ์แนบหลังพิงกันและเดินวนรอบตนเองเพราะตอนนี้ทั้งสองถูกล้อมแล้ว องครักษ์เหงื่อตกและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ท่านรู้ว่าข้าอยู่ตรงนั้น”
“ก็ใช่…”
องครักษ์ตาเบิกกว้างและหยิบดาบเงินออกมาจากถุงมิติมากำในมือขวาแน่นกวาดคมดาบไปรอบๆ
“งั้นแผนของท่านคือสิ่งใด?”
“สลัดใหâ้หลุด”
องครักษ์คนนั้นทำหน้ามึนงงบอลไฟและกระบี่บินโจมตีใส่พวกเขาทั้งสอง ลั่วเหอสร้างม่านปราณป้องกันและกระโดดขึ้นฟ้าหลบทุกกระบี่ของทุกคน จากนั้นลั่วเหอก็รีบวิ่งหนีเมื่อหลุดพ้นจากวงล้อมนั้นได้แล้ว องครักษ์ทำสีหน้าเครียดและหมุนดาบกลางอากาศจนเกิดคลื่นปราณก่อตัวจำนวนหนึ่ง
“สะบั้นวงล้อดาบ!”
ดาบนั้นโจมตีคนในทิศทางที่องครักษ์ปลดปล่อยวิชาดาบทำให้วงล้อมแตกออกอย่างสมบูรณ์คนจำนวนหนึ่งขวางองครักษ์ไม่ให้ตามลั่วเหอไป ทำให้องครักษ์ปาดเหงื่อที่หัวของตนและปลดปล่อยรัศมีตบะระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลาง อีกสามคนที่มาขวางองครักษ์ก็ทำเช่นกันปลดปล่อยรัศมีพลังข่มขู่
“หึ! พวกเจ้าที่ทำได้แค่เสกไฟกับจับกระบี่ไปมาคิดที่จะมาหยุดข้างั้นหรือน่าขัน!”
ทั้งสามจับกระบี่และร่ายรำ “ต่อให้เจ้าจะสำเร็จวิชาเซียนในหอหมื่นตำรามาก็เท่านั้นสุดท้ายตบะของเจ้าก็ไม่ต่างกับพวกข้าแม้แต่น้อย”
อีกสองคนนั้นกล่าวพร้อมกัน “ใช่!”
องครักษ์ยิ้มมุมปากและนำลำตัวของดาบมาแนบข้อต่อแขนของตนและรูดออกมาเช็ดคาบสกปรก องครักษ์คนนั้นมองไปที่ทั้งสามด้วยสายตาเรียบเฉยพร้อมที่จะสู้ตาย!
“งั้นข้าจะไม่âยั้งมือแล้ว!”
องครักษ์กำดาบแน่นและพุ่งเข้าไปโจมตีโดยมีคลื่นปราณที่คมกริบฟันรอบตัวองครักษ์เหมือนเป็นโล่ใบมีดที่อันตรายคนของตานเจาก็เกรงกลัวไม่น้อย