มรดกมารสวรรค์ - บทที่59 กำไลแปรฟ้า
ลั่วเหอเขาในตอนนี้นั้นกำลังเข้าพักที่หอพักศิษย์ใหม่ เขานั้นนอนลงบนเตียงเพื่อพักผ่อนเพราะหลายวันมานี้ตัวของเขาเดินไม่หยุดพัก ทำธุระของตนเองมาทั้งวัน เขานั้นมองขึ้นไปบนเพดานที่ไม่มีอะไรเลย เพียงไม่นานลั่วเหอได้หลับตาลงไปด้วยความเหนื่อยล้า
คนลึกลับผู้หนึ่งได้วาร์ปมากลางห้องพักของลั่วเหอ เขานั้นแบกกล่องไม้กลางอกและมาวางที่โต๊ะกลางห้องพักของลั่วเหอ คนลึกลับผู้นี้หยิบจดหมายกระดาษน้ำตาลอ่อนออกมาจากใต้แขนเสื้อและใช้กล่องวางทับไว้ คนลึกลับเดินไปหาลั่วเหอและกล่าวออกมาเบาๆ
“เพียงแค่นี้ข้าก็วางใจแล้ว!”
คนลึกลับได้หายตัวออกไปจากห้องลั่วเหอ เขานั้นก็ยังหลับไม่ยอมตื่น เขานั้นราวกับทิ้งภาระทุกอย่าง เป็นช่วงเวลาที่ลั่วเหอรู้สึกสบายที่สุดในช่วงชีวิตและสิ่งต่างๆ ที่เขานั้นดิ้นรนฝืนชะตาของตนเองจนมาถึงจุดนี้
สิบชั่วยามผ่านมา
เสียงเคาะประตูจากด้านนอก ทำให้ลั่วเหอลืมตาตื่นขึ้น ลั่วเหอหยิบผ้าคลุมฟ้าอ่อนมาสวมใส่และใช้พลังปราณเปิดประตูออกก็พบกับองครักษ์ของหลินเทียนมาด้วยกันสามคน เมื่อทั้งสามเห็นลั่วเหอก็คำนับด้วยความเคารพ
“ท่านคือท่านเหอใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ใช่!”
ลั่วเหอปิดประตูลงและหันหลังเดินจากไป แต่ว่าทั้งสามกลับเปิดเข้ามาเองทำให้ลั่วเหอตกใจไม่น้อย
“นี่! ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ใช่!”
ทั้งสามคำนับลั่วเหอ “ท่านหลินเทียนกำชับพวกเราไว้ให้มอบตราสั่งการให้กับท่าน และท่านหลินเทียนยังบอกอีกว่าถ้าเขาปฏิเสธก็คือท่านเหอ”
“เฮ้อ… และถ้าข้าไม่ใช่เขาละ”
หนึ่งในสามหยิบม้วนภาพและกางออก ภาพนั้นก็คือภาพวาดของลั่วเหอ “ท่านหลินเทียนยังบอกอีกว่าถ้าท่านไม่ยอมรับให้เปิดม้วนภาพนี้”
ลั่วเหอจับหัวและส่ายหัว เขานั้นดูหนักใจและเหนื่อยอย่างมาก ลั่วเหอก็ยื่นมือเพื่อรับสิ่งที่ทั้งสามจะนำมาให้ หนึ่งในสามจึงยื่นตราเหล็กที่สลักคำว่า ‘เต่าดำ’ มอบให้ลั่วเหอ เขานั้นรับไว้และปิดประตู
สายตาของเขามองไปเห็นกล่องที่ชายลึกลับวางเอาไว้ ลั่วเหอเดินไปช้าๆ และมองไปเห็นกระดาษที่วางใต้กล่อง ลั่วเหอควบคุมให้กระดาษนั้นมาลอยอยู่หน้าของตน
(ลั่วเหอนี่อาจารย์เอง อาจารย์ต้องไปสถานที่ที่ไกลมากๆ ในกล่องมีของที่อาจารย์อยากมอบให้เจ้า ไม่ต้องตามหาหรือสงสัยอะไร สักวันอาจารย์และเจ้าต้องได้พบกันอีกแน่)
ลั่วเหอเปิดกล่อง ด้านในนั้นมีกำไลแปรวิถีและกระดาษหนึ่งใบที่ถูกพับไว้ ลั่วเหอมองกำไลแปรวิถีเพียงครู่เดียวและนำกระดาษมาเปิดอ่าน ดวงตาของลั่วเหอเบิกกว้าง ลั่วเหอตั้งดัชนีสองนิ้ว ปิดหน้าต่างและเปิดม่านปราณป้องกัน
ลั่วเหอเขานั้นยิ้มมุมปากออกมาเพราะกระดาษใบนั้นคือโครงสร้างตราประทับสัตว์ร้ายที่สมบูรณ์ จุดเชื่อมทั้งหมดถูกต้องและซับซ้อน ลั่วเหอมองมันและจดจำโครงสร้างทั้งหมด
เมื่อมองไป โครงสร้างตราประทับสัตว์ร้ายราวกับมีสิบโครงสร้างทับซ้อนกันเป็นค่ายกลที่ดูเหมือนแก้ไขความไม่ถูกต้องของค่ายกลเดิม เมื่อลั่วเหอลองมองภาพซ้อนค่ายกลเดิมที่เขาจำกับค่ายกลที่ผู้อาวุโสเมิ่งอู๋เขียนขึ้นมา ทำให้ลั่วเหอตกใจและกล่าวออกมา
“สุดยอด ท่านอาจารย์ยกระดับวิชาตราประทับสัตว์ร้ายให้ก้าวไปอีกขั้น ไม่สิ! สิบขั้นเลย… ช่างเป็นโชคดีของข้าจริงๆ”
ลั่วเหอใช้เวลาสามวันในการจดจำ เขานั้นยืนอยู่อย่างนั้นเหมือนกับโดนดูดวิญญาณ เขายืนจ้องกระดาษใบนั้นสามวันเต็ม ลั่วเหอได้ล้มลงพื้นเพราะความเหนื่อยล้าและดวงตาที่อ่อนล้าอย่างมาก
ลั่วเหอนอนลงพื้นกางแขนทั้งสองข้าง ลั่วเหอหันไปมองที่มือข้างซ้ายของตน เขานั้นแบมือออกในมือก็คือกำไลแปรวิถี
“คงเหลือแต่เพียงของสิ่งนี้ มันมีความหมายอะไรกัน?”
เขานั้นได้สวมใส่กำไลแปรวิถีไว้ที่มือซ้าย ลั่วเหอเมื่อมองดูก็มีออร่าพลังวิญญาณบางอย่างหลั่งไหลออกมา ลั่วเหอได้ตั้งดัชนีสองนิ้วที่แขนข้างซ้ายที่สวมกำไลแปรวิถี วงแหวนเวทปรากฏอยู่ที่ข้อมือข้างซ้าย
ลั่วเหอคิ้วขมวดเพราะในตอนนี้เขารู้ความสามารถของมันแล้ว ในลูกปัดแต่ละเม็ดล้วนมีอักษรเวทนับแสนถูกบันทึกเอาไว้ด้านใน กฎแห่งฟ้าลั่วเหอได้นึกคิดและสร้างค่ายกลในความคิด เมื่อเขาตั้งดัชนีสองนิ้วที่มือข้างซ้ายค่ายกลได้ถูกสร้างขึ้นทันที
“ของวิเศษเช่นนี้ท่านอาจารย์กลับมอบให้เราริอาจง่ายนัก จุดอ่อนที่เคยมีถูกกลบจนสิ้น… ค่ายกลสัตว์ร้ายตอนนี้ขาดเพียงวิญญาณของสัตว์อสูรเท่านั้น”
……….
3 วันต่อมา
ป่าใกล้หอพักศิษย์ใหม่เขตพื้นที่สัตว์อสูร ลั่วเหอเขานั้นสวมใส่ผ้าคลุมดำและในมือก็คือทวนประกายเพลิง เหล่าอสูรต่างหนีลั่วเหอด้วยความเกรงกลัว ทั้งรัศมีพลังและความไร้ปรานีในการสังหาร สัตว์อสูรรับรู้ถึงจุดนี้พวกมันจึงเลือกที่จะวิ่งหนี มีเพียงสัตว์ระดับสูงที่พอจะตอบโต้ลั่วเหอบ้าง
สัตว์อสูรรูปร่างเหมือนแพะตัวใหญ่เหมือนหมี ขาแข็งแรงเหมือนม้า มันคือสัตว์อสูรระดับสูง ดวงตาของมันแดงก่ำจ้องมองลั่วเหอ ออร่าสีแดงออกมาจากตัวมันพร้อมกับรัศมีสังหารที่น่ากลัว
แต่แล้วอย่างไรในสายตาของลั่วเหอสัตว์อสูรตัวนี้ไม่ต่างกับมดปลวกสำหรับเขา ลั่วเหอปักทวนประกายเพลิงลงพื้น คลื่นปราณซัดร่างสัตว์อสูรไปกระแทกต้นไม้
ลั่วเหอตั้งดัชนีสองนิ้วที่มือข้างซ้ายสร้างค่ายกลขนาดเล็กล้อมรอบตัวของลั่วเหอ เขานั้นหลับตาลงกำลังรอบางสิ่งบางอย่าง (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ตามตำราสัตว์อสูรมีช่วงเปลี่ยนผ่านความแข็งแกร่งและวิวัฒนาการช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงปลาย ลั่วเหอที่เรียนรู้เรื่องนี้เขานั้นต้องการสัตว์อสูรระดับสูงช่วงปลาย คือช่วงที่รอเลื่อนขั้นต่อไป ความแข็งแกร่งย่อมใกล้เคียงสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิมากที่สุด สามวันมานี้มากสุดที่ลั่วเหอพบเจอก็คือช่วงต้น คือสัตว์อสูรเทียบเท่าผู้บำเพ็ญระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นเริ่มต้น
“วิชาตราประทับสัตว์ร้ายขาดเพียงวิญญาณของสัตว์อสูรที่คู่ควรเท่านั้น!”
ในระยะห้าสิบลี้ล้วนอยู่ในการรับรู้ของลั่วเหอทั้งหมด การเคลื่อนไหวของคนกลุ่มใหญ่กำลังเดินทางมาใกล้กับบริเวณที่ลั่วเหอกำลังนั่งอยู่ ลั่วเหอตรวจสอบรัศมีปราณอ่อนๆ ที่ออกมาจากตัวของคนกลุ่มนั้น
“ทั้งหมดล้วนมีตบะต่ำแต่เหตุใดจึงมาที่แห่งนี้ หลงทางก็ไม่น่าใช่ หรือว่าคนของตานเจา?”
พวกนั้นหยุดลงกำลังทำอะไรสักอย่าง ลั่วเหอลุกขึ้นและวิ่งไปดูในทันที เขานั้นกระโดดหลบซ่อนอยู่บนต้นไม้ห่างจากที่พวกนั้นอยู่สามสิบลี้เท่านั้น
ดวงตาลั่วเหอมีปราณปกคลุมช่วยให้สามารถมองเห็นในระยะไกลได้ คนพวกนั้นกำลังสนใจซากอสูรที่ลั่วเหอได้สังหารไปในระหว่างเดินทาง คนพวกนั้นคุยกัน
“นี่ๆ ข้าบอกแล้วข้ามองไม่ผิด มีสัตว์อสูรตายเป็นจำนวนมาก ข้าเข้ามาเก็บสมุนไพรจึงเจอซากศพของพวกมัน”
คนหนึ่งในกลุ่มกอดอกและส่ายหัวด้วยหน้าตาที่สงสัย
“ไม่ถูกสิ! สัตว์อสูรพวกนี้ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของเหล่าอาจารย์ มีกฎชัดเจนให้หลีกเลี่ยงการสังหารสัตว์อสูรของสำนักเรา… ดูจากบาดแผลแปลกมากไม่คุ้นเลย”
“น่าจะเป็นศิษย์พี่คนใดคนหนึ่งใช้โอกาสที่ผู้คุมกฎกำลังจัดการปัญหาของตำหนักหลอมกระบี่อยู่ มาสังหารสัตว์อสูรฝึกวิชาเซียน”
ทั้งหมดพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้
ลั่วเหอกำลังจะหันหลังกลับแต่เขานั้นก็คิดเรื่องหนึ่งออก จึงประสานมือทำมือรูปแบบสร้างค่ายกลเซียนด้วยการช่วยเหลือของกำไลแปรวิถีจึงทำให้ง่ายขึ้นอย่างมาก ค่ายกลวงเวทสีม่วงขนาดใหญ่ปรากฏบนฟ้าเหนือหัวของคนกลุ่มนั้น
ลั่วเหอแตะไปที่หน้าผากเกิดปราณออร่าสีทองขึ้น วิชาทำนองคลื่นพยัคฆ์ปรากฏออกมา พยัคฆ์ทองคำคำรามอยู่ด้านหลังของลั่วเหอสร้างแรงโจมตีจิตของคนเหล่านั้นจนล้มทั้งยืน ชายคนหนึ่งพยุงตัวเองเพื่อหนีออกจากที่นั่นแต่ว่าค่ายกลที่ลั่วเหอสร้างขึ้นมันคือค่ายกลกักขัง
รูปแบบค่ายกลเลียนแบบกรงนกธาตุสายฟ้าได้ถูกสร้างขึ้นกักขังคนเหล่านั้น เมื่อมีคนไปที่สุดของค่ายกลจะถูกสายฟ้าซัดกระเด็น ลั่วเหอขี่กระบี่ไปหยุดเหนือหัวคนพวกนั้น พร้อมกับพยัคฆ์ทองคำเดินย่ำอากาศวนอยู่รอบตัว คนๆ หนึ่งกำลังจะเงยหน้ามองลั่วเหอแต่ก็ถูกแรงกดดันกดทับแนบกับพื้น
“ท่านปรมาจารย์ไว้ชีวิตด้วย! พวกข้าทำสิ่งใดที่ทำให้ท่านปรมาจารย์ไม่พอใจ… แค่กๆ”
คนบางคนกระอักเลือดออกมาจำนวนหนึ่ง บางคนก็สลบไป ลั่วเหอที่เห็นเช่นนั้นจึงเก็บแรงกดดัน ทั้งหมดกำลังเงยหน้าแต่ลั่วเหอก็ตะโกนดังลั่น
“อย่าเงยหน้าขึ้นมา!”
“พวกเจ้ารบกวนการบำเพ็ญของข้า… ยังไม่รู้ตัวอีก!”
ทั้งหมดสั่นกลัวเมื่อมองดูใกล้ๆ ก็มีด้วยกัน 8 คน ทั้งหมดก้มคำนับลั่วเหอไม่มีใครกล้าเงยหน้ามองแม้แต่น้อย ทุกคนก้มมองพื้นกันหมด
“ข้าน้อยผิดไปแล้วท่านปรมาจารย์ไว้ชีวิตด้วย”
“ใช่ๆ ข้าขอโทษขอรับท่านปรมาจารย์”
ทั้งแปดคนกล่าวพร้อมกัน
“ท่านปรมาจารย์โปรดเมตตาไว้ชีวิตด้วย!”
“จงตามหาสัตว์อสูรระดับสูงช่วงปลายให้ข้า! นี่คือค่าตอบแทนของพวกเจ้าคนละห้าศิลาวิญญาณ พอหรือไม่?”
ทุกคนตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและเงยหน้ามองตากันด้วยความกลัว
“สัตว์อสูรระดับสูงช่วงปลายเทียบเท่าผู้บำเพ็ญระดับกลั่นปราณขั้นกลางเลยนะขอรับ พวกข้าจะไหวหรือ? ค่าตอบแทนนี้มันค่อนข้างน้อย…”
ลั่วเหอเรียกมีดบินมาจ่อที่หน้าผากของคนที่พูด จนทำให้คนผู้นั้นก้มหัวลงและกล่าวออกมา
“ได้ขอรับๆ”
ลั่วเหอควบคุมกระบี่บินกำลังจะจากไปแต่เขาก็หยุดลงและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“หากใครหนีหรือแพร่งพรายเรื่องนี้… ตาย!”
คำกล่าวประโยคนั้นราวกับมีไอสังหารที่น่าสะพรึงกลัว เมื่อลั่วเหอจากไปแล้วทุกคนรีบตามหาสัตว์อสูรระดับสูงช่วงปลายในทันที