มรดกมารสวรรค์ - บทที่6 หลบหนี
ท่านรองนักล่าสัตว์นั้นถอยหลังไปไกล มันจ้องที่มือของตนเองที่แดงอย่างมาก เป็นรอยมือของลั่วเหอ แววตาที่เรียบเฉยของลั่วเหอทำเอาท่านรองนักล่าสัตว์หัวเสียขึ้นมา เขานั้นปลดปล่อยพลังปราณออกมา คลื่นปราณสีขาวปกคลุมร่างของท่านรองนักล่าสัตว์
พวกพ้องของเขานั้นก็เช่นกัน ปลดปล่อยพลังปราณออกมา การปลดปล่อยพลังปราณเป็นวิชาที่ปลดปล่อยพลังปราณจำนวนมาก ซึ่งจะกินพลังลมปราณ แต่ข้อดีนั้นคือความสามารถทางกายเพิ่มขึ้นมหาศาล เป็นสิ่งแรกที่เมื่อเริ่มการต่อสู้ทั้งสองฝ่ายต้องทำ
ลั่วเหอนั้นคิ้วขมวด เพราะลั่วเหอนั้นสัมผัสพลังลมปราณของท่านรองนักล่าสัตว์ มีรากฐานการบ่มเพาะระดับกำเนิดขั้นปลาย อีกสองคนนั้นมีรากฐานการบ่มเพาะระดับกำเนิดขั้นเริ่มต้น ซึ่งมีรากฐานการบ่มเพาะมากกว่าลั่วเหอมาก ลั่วเหอนั้นคิดในใจว่า“เจ้าสามคนนี้ระดับไม่ธรรมดาเลย มีใช้วิชาของจักรพรรดิมารสวรรค์ แต่คนมากมายก็ไม่อาจแสดงได้”
รองนักล่าสัตว์หัวเราะออกมา และชักดาบชี้ไปที่ลั่วเหอ คลื่นพลังปราณปัดผมของลั่วเหอขึ้น“นี่เป็นอะไรไป กลัวแล้วหรอ ถ้ากลัวก็ถอยไป!”
ลั่วเหอยิ้มมุมปาก เขานั้นคิดในใจถึงเหตุผลมากมายที่ต้องมายุ่งเรื่องนี้ ลั่วเหอนั้นแม้จะฆ่าคนโดยไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ว่าสำหรับคนที่มีบุญคุณต่อเขา มันคงเป็นเหตุผลมากพอแล้ว ลั่วเหอตั้งกระบวนท่าหมัด แววตาเขานั้นยังคงเหมือนเช่นเคย เวลาที่จะฆ่าคนแววตาช่างเรียบเฉย
“กลัว? พวกเจ้าคู่ควรหรือ…”
เสียงที่เปล่งออกมาดูไร้กังวล ทำเอารองนักล่าสัตว์หงุดหงิดที่ไม่อาจทำให้ลั่วเหอเกรงกลัวได้ เขานั้นจึงวิ่งเข้าโจมตีลั่วเหอ แต่ว่าลั่วเหอเขานั้นกลับวิ่งหนี ทำให้รองนักล่าสัตว์หัวเราะออกมา
“ฮ่าๆ… คิดว่าจะเก่ง ที่แท้ก็เป็นพวกขี้ขลาด”
รองนักล่าสัตว์หันไปหาสองคนที่อยู่ด้านหลัง“ตามเจ้านั่นไป!”
สองคนนั้นคำนับรองนักล่าสัตว์ และวิ่งตามลั่วเหอไป เย่เซียนฮวากำหมัด เยี่ยนเผิงได้กางแขนยืนบังเย่เซียนฮวาเอาไว้“ท่านพี่ไม่ต้องห่วง! เขาไม่ช่วยท่าน ข้าช่วยเอง”
รองนักล่าสัตว์นั้นยิ้มออกมา และเดินไปข้างหน้าช้า ๆ ชาวบ้านรอบด้านนั้นก็เอาแต่ยืนดู ไม่เข้าไปช่วย เหมือนจะเกรงกลัวอำนาจของรองนักล่าสัตว์คนนี้มาก เดิมทีรองนักล่าสัตว์ไม่ได้จองหอง ไม่สนผู้ใดเช่นนี้ แต่เมื่อครึ่งเดือนก่อน หลังจากที่หัวหน้าล่าสัตว์เลื่อนระดับจอมยุทธ์ขั้นสูงสุด ซึ่งสูงกว่าบิดาของเยี่ยนเผิงและเย่เซียนฮวา 1 ขั้น อีกทั้งรองนักล่าสัตว์ยังเลื่อนระดับกำเนิดขั้นปลาย
เมื่อเทียบในรุ่นเดียวกันของหมู่บ้านแถวนี้ รองนักล่าสัตว์นับว่าเป็นผู้โดดเด่นอันดับ 1 ของชาวบ้านแถวนี้ ชาวบ้านนั้นจึงเลี่ยงปัญหากับรองนักล่าสัตว์และกลุ่มของเขา เย่เซียนฮวาปัดเยี่ยนเผิงออก“น้องเผิง รีบไปเรียกท่านพ่อมาช่วยเรา เวลานี้เขาอาจกลับมาแล้ว”
เย่เซียนฮวานำมีดสั้นออกจากแขนเสื้อ เป็นมีดเงินที่ดูคมกริบเล่มหนึ่ง
เยี่ยนเผิงจับแขนพี่สาวของตน และส่ายหัว เขานั้นรู้ดีว่าเป็นข้ออ้างของเย่เซียนฮวาที่จะให้เขาหนีไป บิดาของทั้งคู่เวลานั้นอยู่ที่ป่าล่าสัตว์อสูร อีกหลายชั่วยามกว่าจะกลับมา กลุ่มคนของบิดาก็ติดตามบิดาทั้งคู่เข้าป่าล่าสัตว์อสูรกันหมด เยี่ยนเผิงนั้นตั้งท่าหมัดไปที่รองนักล่าสัตว์ ทำให้รองนักล่าสัตว์ยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว
รองนักล่าสัตว์ชี้ดาบไปที่ทั้งสอง“สองพี่น้องร่วมใจกัน ช่างน่าสนใจ”
เย่เซียนฮวาปลดปล่อยพลังปราณ นางนั้นอยู่ระดับหลอมรวมขั้นกลาง ปราณสีขาวปกคลุมร่างของนาง เยี่ยนเผิงรวบรวมพลังปราณไปที่กำปั้น แม้ไม่มีคลื่นพลังปราณปรากฏ แต่ลมหายใจที่เยี่ยนเผิงหายใจออกมาก็รับรู้ได้ว่าเขาอยู่ระดับสามัญขั้นกลาง
“อายุแค่นี้ก็สามารถบ่มเพาะได้แล้ว ช่างหายากเสียจริง แต่แล้วอย่างไร ความห่างของระดับการบ่มเพาะ พวกเจ้าจะทำอะไรได้!”
เย่เซียนฮวาไม่รีรอ กำมีดในมือขวาแน่น และพุ่งเข้าไปโจมตี แต่รองนักล่าสัตว์เพียงตั้งดาบ คลื่นดาบนั้นต้านการโจมตีมีดของเย่เซียนฮวา เยี่ยนเผิงนั้นพุ่งเข้าไปพร้อมรวบรวมพลังปราณที่กำปั้นเต็มที่ รองนักล่าสัตว์ใช้หางตามอง และระเบิดคลื่นพลังปราณออกมา ทั้งสองนั้นกระเด็นไปไกล เย่เซียนฮวากระเด็นชนกับกล่องไม้ของชาวบ้าน ส่วนเยี่ยนเผิงชนกับขอบสะพานมรกตจนกระอักเลือดออกมาและสลบไป
เย่เซียนฮวาปักมีดลงสะพาน และรีบวิ่งไปหาเยี่ยนเผิงด้วยความตกใจ นางตะโกนขึ้น“เยี่ยนเผิง ๆ… ตื่นขึ้นมา เจ้าตื่นขึ้นมาสิ!”
ชาวบ้านเห็นก็กำแขนตนเองแน่นที่ช่วยอะไรไม่ได้ เย่เซียนฮวากระอักเลือดออกมาเช่นกัน ใบหน้านางโศกเศร้าอย่างมาก น้ำตานางหยดใส่เยี่ยนเผิง จนเยี่ยนเผิงลืมตาขึ้นมา“ท่านพี่ ข้าเจ็บเหลือเกิน!”
รองนักล่าสัตว์มองดู ก็ไม่แสดงสีหน้าอะไร เพียงกล่าว“ขออภัยด้วย ข้าว่าข้าเบามือแล้วนะ…”
เย่เซียนฮวาปล่อยร่างของเยี่ยนเผิงนอนลง“เจ้านอนรอพี่เดี๋ยวนะ”
เย่เซียนฮวา ลมปราณปรากฏปกคลุมร่าง นางชูมือ มีดที่ปักอยู่บนพื้นสะพานมรกตพุ่งเข้าหามือของนาง รองนักล่าสัตว์พยักหน้า“ข้ารู้แล้ว งั้นตีเจ้าให้สลบ และพาเจ้ามากับข้าดีหรือไม่?”
เย่เซียนฮวาตะโกนชื่อจริงของรองนักล่าสัตว์ดังไปทั่วทิศ“โจวซิน!”
ขณะที่ทั้งคู่จะต่อสู้กัน มีร่างชายสองคนถูกซัดพลังปราณจนกระเด็นมาที่ทั้งคู่ พวกมันคือพวกของโจวซิน นอนกระอักเลือด ลั่วเหอลอยมาทางขวา ถือทวนเหล็ก มือซ้ายไขว้หลัง ลั่วเหอปัดดาบของโจวซินขึ้นชี้ฟ้า และใช้ฝ่ามือซัดโจวซินจนถอยหลังไป
โจวซินตกใจกับฝีมือของลั่วเหอ เขาคิดในใจว่า“เจ้านี่ทำอะไรข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อปราณดาบของข้าถูกผลักออกอย่างง่ายดาย…”
โจวซินสะบัดดาบ และปลดปล่อยพลังลมปราณอีกครั้ง ลั่วเหอมองที่มือของตนเอง และคิดในใจว่า“คิดไม่ถึงว่า หมัดและวิชาการปัดป้องของตระกูลซูจะมีประโยชน์อยู่บ้าง”
ลั่วเหอหันไปมองเยี่ยนเผิงที่นอนหมดสติ และมีเลือดไหลออกจากปาก ทำเอาลั่วเหอหงุดหงิดไม่น้อย ลั่วเหอหันไปหาเย่เซียนฮวา“ต้องโทษข้ามาช้าแล้ว แม่นางเซียนฮวารีบพาเยี่ยนเผิงไปรักษาเถอะ ตรงนี้ข้าจัดการเอง!”
เย่เซียนฮวาพยักหน้า แต่เมื่อแบกเยี่ยนเผิงก็หันไปหาลั่วเหอ“แต่ว่าระดับการบ่มเพาะของท่าน…”
แววตาที่ไร้กังวลของลั่วเหอทำเอาเย่เซียนฮวาเริ่มวางใจ
“ข้ามีแผนของข้า เจ้าไปเถอะ”
เย่เซียนฮวาคำนับให้กับลั่วเหอ“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านระวังตัวด้วย!”
ลั่วเหอพยักหน้า“อืม ข้าจะระวัง”
เย่เซียนฮวาแบกเยี่ยนเผิง และวิ่งออกไปจากสะพานมรกต โจวซินจะวิ่งตามไป แต่ถูกทวนเหล็กของลั่วเหอบังทางไว้ โจวซินคิ้วขมวด และใช้ดาบแทงไปที่ลั่วเหอ ลั่วเหอใช้วิชาปัดป้องของตระกูลซู ใช้ฝ่ามือเวียนว่ายเหมือนวารี เปลี่ยนวิถีดาบของโจวซิน
จากนั้นลั่วเหอใช้ทวนที่เก็บไว้ด้านหลัง แกว่งเป็นแนวนอนโจมตีโจวซิน แต่โจวซินตอบสนองไวมาก ยกดาบตั้งป้องกัน คลื่นดาบของโจวซินถูกทวนของลั่วเหอกระแทกออกไป
ลั่วเหอกำลังใช้วิชาทวนของเยี่ยนอวี้เจิน เป็นวิชาทวนที่ทรงพลัง หัวใจของมันคือการใช้แรงจากพลังภายนอกช่วย ซึ่งไม่เหมาะกับลั่วเหอเลย เพราะตอนนี้ร่างกายเขาเป็นเพียงชายผอมบาง ลั่วเหอฝืนใช้ได้ไม่นาน
ลั่วเหอนำมือซ้ายไขว้หลัง วิชาตราประทับดาวมารปรากฏขึ้น ตราประทับสีดำมีลวดลายดวงตาดาวมาร ออร่าสีม่วงแผ่ออกมาและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ลั่วเหอและโจวซินจ้องตากันชั่วครู่ ก่อนลั่วเหอมองไปยังคนที่อยู่บนสะพานมรกต และเลือกเก็บวิชาตราประทับดาวมาร เขาตัดสินใจใช้กำลังที่เหลือวิ่งหนี โจวซินจึงรีบวิ่งตามไปพร้อมพวกพ้องอีกสองคน
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ใจกลางป่าใกล้สะพานมรกต
ลั่วเหอจับหน้าอกของตนเอง เขาใช้กำลังทั้งหมดไปกับการหนีจากโจวซินและพวกของเขา โจวซินยิ้มเย้ยหยันที่ลั่วเหอเลือกวิ่งหนีแทนสู้ แต่แท้จริงแล้วลั่วเหอต้องการล่อโจวซินให้มาที่ที่ไร้ผู้คน เหมาะแก่การสังหาร เขาไม่ได้เกรงกลัวโจวซินตั้งแต่แรก เคยอยู่ระดับเดียวกันกำเนิดขั้นปลาย จึงรู้ความห่างชั้นของระดับการบ่มเพาะ หากใช้วิชายุทธปกติย่อมสู้ไม่ได้ วิชาทวนก็ยังไม่แตกฉาน มีเพียงวิชาของจักรพรรดิมารสวรรค์เท่านั้น
โจวซินยิ้มไม่หยุด พุ่งดาบพร้อมพวกอีกสองคน รวดเร็วอย่างมาก แต่ลั่วเหอก้มลงใช้ทวนปัดป้องการโจมตีของทั้งสาม แม้จะปัดได้ไม่หมด คลื่นปราณฟันแขนลั่วเหอเพียงเล็กน้อย
ลั่วเหอใช้วิชาตราประทับดาวมารที่มือซ้าย แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นไร้ความปราณีเหมือนครั้งนั้น…