มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 23 กลับมายังที่ของแต่ละคน
ในคืนที่ถ้ำปลอมของนักพรตจิ่งหยางเปิดออกเมื่อหลายปีก่อน ฉานจึได้พบจิ๋งจิ่วเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ใช้เมฆดอกบัวคุ้มครอง ‘ศิษย์รุ่นหลัง’ ผู้นี้
ภายในงานชุมนุมเหมยฮุ่ย จิ๋งจิ่ววาดดอกเหมยเป็นจุดๆ ในงานประลองวิถีพรต ดึงดูดความสนใจจากเขาอีกครั้ง
ในวัดกั่วเฉิงเมื่อหลายปีก่อน ฉีหลินแปลงกายมาเยือน นักพรตไท่ผิงและปรมาจารย์สำนักเสวียนอินลงมืออย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับพ่ายแพ้กลับไปอย่างทุลักทุเล คนที่ลงมือหลิ่วฉือและฮ่องเต้ แต่จิ๋งจิ่วกลับเป็นคนสำคัญของเรื่องราวนี้
ในสงครามทะเลตะวันตก ลำแสงกระบี่สายหนึ่งท่องทะยานไปในฟ้าดิน หลังฝนฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ศิษย์รุ่นหลังผู้นี้ก็กลายเป็นเจ้าสำนักชิงซาน
หลายเรื่องราวเกิดขึ้น ทำให้อดคิดไม่ได้
ฉานจึสงสัยในตัวตนของจิ๋งจิ่วมานานแล้ว แต่เขาไม่ได้เขียนจดหมายไปถาม เพราะเขาคิดว่าความสงสัยของตนเองเป็นเรื่องที่เหลวไหลอย่างมาก
ก็เหมือนอย่างหนานว่าง เหมือนอย่างกั้วตง
คนที่รู้จักและคุ้นเคยกับจิ่งหยางในชีวิตก่อนหน้านี้ยิ่งไม่มีทางเชื่อเรื่องนี้ได้
ต่อให้คนบนแผ่นดินเฉาเทียนจะตายจนหมด แม่น้ำจั๋วจะแยกออกจากกัน ยอดเขาหิมะทางเหนือลูกนั้นพังถล่มลงมา น้ำวนยักษ์หายไป จิ่งหยางจะล้มเหลวได้อย่างไร?
ดังนั้นฉานจึจึงยอมรับข่าวลือนั้น หรือพูดอีกอย่างก็คือฝืนใช้ข่าวลือนั้นมาเกลี้ยกล่อมตัวเอง
จิ๋งจิ่วเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่จิ่งหยางทิ้งเอาไว้ ได้รับมรดกและของวิเศษที่เขาทิ้งเอาไว้ให้ ดังนั้นสภาวะถึงได้ยกระดับอย่างรวดเร็วเช่นนี้……
จนกระทั่งในวันนี้ ในที่สุดเขาก็รู้ความจริงของเรื่องนี้ จิตใจได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
มาตรว่าวิชาฌานล้ำลึก มาตรว่าไม่มีความคิดวุ่นวายอะไรในใจ แต่สุดท้ายก็ต้องออกไปมองทะเลถึงจะสงบสติอารมณ์ลงได้
ชาร้อนเทลงไปในถ้วย ควันสีขาวที่บางเบาลอยขึ้นมา คล้ายหมอกบนท้องทะเลยามเช้า
สายตาของฉานจึมองทะลุหมอกขาวเหล่านั้นไปยังใบหน้าของจิ๋งจิ่ว น้ำเสียงนุ่มลึกเหมือนดั่งสายตา แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจ “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
จิ๋งจิ่วยกชาถ้วยนั้นขึ้นมาดื่มไปคำหนึ่ง ไอน้ำที่เป็นเหมือนดั่งก้อนเมฆบดบังใบหน้า น้ำเสียงลอยล่องเหมือนดั่งสายตา “มีเรื่องบางเรื่องที่ยังจัดการไม่เสร็จ”
นิ้วมือของฉานจึเคาะไปบนโต๊ะเบาๆ เสียงที่ฟังดูเป็นจังหวะพัดพาเอาไอน้ำที่อยู่บนถ้วยชาและใบหน้าของจิ๋งจิ่วออกไป ก่อนกล่าวว่า “เรื่องอะไร?”
จิ๋งจิ่ววางถ้วยชาลง กล่าวว่า “ไม่รู้”
คำพูดที่ฟังดูแปลกประหลาดนี้ ฉานจึย่อมฟังเข้าใจ
เขาจ้องมองจิ๋งจิ่ว ในใจคิดว่า….ที่แท้ก็ยังชอบเสแสร้งเหมือนเหมือนเดิม?”
“แล้วเรื่องไท่ผิงนั่นมันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมเขาถึงหนีออกมา แล้วตอนที่อยู่ทะเลตะวันตก ทำไมพวกท่านถึงยังปล่อยเขาไปอีก”
“หลิ่วฉือตายไปแล้ว ยังจะพูดเรื่องพวกนี้ทำไมอีก”
“แล้วไท่ผิงล่ะ?”
“น่าจะอยู่บนทะเล ราชาเรือมหาสมบัติของเกาะเผิงไหลถูกขโมยเรือไปลำหนึ่ง เวลานี้เขาอ่อนแออย่างมาก การไปอยู่ข้างนอกน่าจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยขึ้นหน่อย”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เขาเอาไขกระดูกมังกรและดอกบัวจากระเบียงลมไป เจ้าคิดว่าเขาจะทำอะไร?”
คนธรรมดายากจะคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอะไรอย่างอื่นจากการบรรยายเพียงสั้นๆ ไม่กี่ประโยคเช่นนี้ได้ แต่ฉานจึกลับขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวว่า “กลับมาเกิดใหม่?”
เขาทราบถึงสถานการณ์ของนักพรตไท่ผิงในเวลานี้ดี เขาถึงสามารถคิดเชื่อมโยงไปถึงความคิดของอีกฝ่ายจากคำว่าดอกบัวเพียงคำเดียวได้
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ด้านนี้ข้าไม่รู้เรื่อง”
ดังนั้นเขาถึงได้มากั่วเฉิงก่อนเวลาเร็วขนาดนี้
ฉานจึกล่าวว่า “ดอกบัวเกิดใหม่ มันไม่ใช่การใช้ชีวิตต่อเนื่องจากชีวิตก่อนหน้านี้ นี่ไม่เหมือนกับท่าน แล้วก็ไม่เหมือนสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย ข้าไม่คิดไท่ผิงจะตัดสินใจเช่นนี้”
จิ๋งจิ่วเห็นด้วยกับคำพูดของเขา เพราะฉานจึเป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่อย่างแท้จริงเพียงคนเดียวที่เขารู้จัก
แต่ฉานจึนั้นไม่ใช่สมณะชราของวัดกั่วเฉิงที่ตายด้วยน้ำมือของไท่ผิงในตอนนั้นอีกแล้ว
กรรมยังคงอยู่ แต่อดีตได้จบสิ้นไปหมดแล้ว
“สำนักเต๋าตงอี้ศึกษาเรื่องดอกบัวเกิดใหม่เอาไว้ค่อนข้างลึกซึ้ง ประเดี๋ยวข้าไปเอาหนังสือพวกนั้นมาให้ท่านดู”
ฉานจึเปลี่ยนประเด็นถามว่า “ข่ายพลังนั้นข้าเคยดู ไม่มีปัญหาอะไร ทำไมถึงเกิดเรื่องได้?”
ในอดีตเขาเคยสนทนาธรรมกับจิ่งหยางบนยอดเขาเสินม่อเป็นเวลาร้อยวัน มองเห็นทางสามเส้น
กั้วตงเดินไปบนทางเส้นหนึ่ง จิ๋งจิ่วถูกบีบให้ต้องเลือกทางอีกเส้นหนึ่ง แต่บนทางสองเส้นนั้นย่อมต้องเป็นเส้นทางในการโบยบินที่ตัดขาดจากกรรม
มีเรื่องที่ัยังจัดการไม่เสร็จ อย่างนั้นก็แสดงว่ากรรมเกี่ยวเนื่องยังไม่สิ้นสุด ข่ายพลังหมอกควันจางหายมีปัญหา
จิ๋งจิ่งสะบัดแขนเสื้อ กระจกสัมฤทธิ์หลายสิบบานปรากฏขึ้นในอากาศ ภาพภายในห้องฌานสะท้อนอยู่ในกระจก จากนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสลับซับซ้อน
ฉานจึเคยศึกษาข่ายพลังหมอกควันจางหาย รู้ว่านี่คือวิชาแยกกระจก แต่ในเวลานี้เขากลับคิดว่าท่านไปเอากระจกมาจากไหนเยอะแยะ?
จิ๋งจิ่วยืนมือออกเรียกกระดิ่งใจพิสุทธิ์มาจากด้านนอกหน้าต่าง
กระดิ่งส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง บินไปมาระหว่างกระจกคันฉ่องหลายสิบบาน
ฉานจึหยิบเอาแท่งไม้เล็กๆ ออกมาแท่งหนึ่ง ก่อนจะแคะหูของตัวเองพลางกล่าวว่า “สำนักจิ้งจง สำนักเสวียนหลิง…ดูเหมือนท่านจะเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนแล้วจริงๆ ด้วย”
……
……
สวนจิ้งหยวนถูกบูรณะขึ้นมาใหม่จนเหมือนเก่า ที่ว่าเหมือนเก่านั้นคือเหมือนเก่าจริงๆ เจดีย์หินก็อยู่ในตำแหน่งเดิม ระเบียงทางเดินทั้งสามเส้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้
เจ้าล่าเยวี่ยฟังธรรมอยู่ที่นี่มาหลายปี ฉลองปีใหม่อยู่ที่นี่มาหลายปี รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก นางนั่งลงไปยังตำแหน่งที่ตนเองคุ้นเคย
อาต้าเองก็เดินไปยังอาสนะที่อยู่ตรงหน้าเจดีย์หินซึ่งตำแหน่งที่มันคุ้นเคยเป็นอันดับที่สอง แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน ใบไม้ที่ถูกสมณะต้าฉางกวาดมายังไม่แห้งพอ เวลานอน จึงไม่ค่อยสบาย ยิ่งไปกว่านั้นแสงอาทิตย์ยังค่อนข้างร้อน ดังนั้นหลังผ่านไปไม่นาน มันจึงลุกขึ้นเดินมายังระเบียงทางเดิน ก่อนจะฟุบลงไปบนตำแหน่งที่ตัวเองคุ้นเคยที่สุด
กระดิ่งส่งเสียงดัง ก่อนจะบินออกไปจากลำคอของมัน
มันเหลียวหน้ากลับไปมองทางด้านนั้น สายตาดูโมโหเล็กน้อย
เจ้าล่าเยวี่ยเกาคอของมัน นางไม่ได้ระมัดระวังและตื่นเต้นเหมือนอย่างตอนที่อุ้มมันครั้งแรกบนยอดเขาปี้หูแล้ว
จัวหรูซุ่ยพากู้ชิงมาตรงหน้าเจดีย์หินองค์นั้น ก่อนกล่าวแนะนำว่า “นี่คือสถูปที่บรรจุกระดูกของฮ่องเต้พระองค์ก่อน”
กู้ชิงได้ยินดังนั้นก็เคร่งขรึมขึ้นมา ทำการคารวะอย่างจริงจังเพื่อเป็นการสักการะ
“ข้าคุ้นเคยกับสถูปองค์นี้เป็นอย่างดี” จัวหรูซุ่ยกล่าวอย่างทอดถอนใจพลางลูบตัวเจดีย์เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ
ในการต่อสู้อันน่ากลัวภายในวัดกั่วเฉิงครั้งนั้น คนที่ลงมือคือยอดคนในระดับสูงอย่างปรมาจารย์สำนักเสวียนอินและฉีหลินที่แปลงกายมา เขาเป็นแค่ดวงตาของหลิ่วฉือ สภาวะต่ำต้อยที่สุ ด หากมิเป็นเพราะกอดเจดีย์องค์นี้เอาไว้ เขาคงจะถูกลมพัดปลิวไปนานแล้ว
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน สมณะหลายสิบรูปก็ขนเอาหนังสือเดินเข้าไปในสวนจิ้งหยวน ตรงไปยังห้องฌานที่อยู่ด้านหลังสวน
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ กู้ชิงก็คิดถึงภาพเหตุการณ์บนยอดเขาซื่อเยวี่ยเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมา ส่วนเจ้าล่าเยวี่ยนั้นคิดถึงภาพที่เห็นในสำนักจิ้งจง ในใจคิดว่านี่ท่านจะเป็นเพื่ อนกับหนังสือแล้วหรือ?
จัวหรูซุ่ยกล่าวอย่างไม่แน่ใจว่า “อาจารย์อาเจ้าสำนักจะสนทนาธรรมกับฉานจึหรือ? เขาจะไหวหรือ?”
หากพูดถึงเรื่องพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรแล้ว ตอนนี้ตัวเขาต้องยอมรับในตัวจิ๋งจิ่ว แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความรู้แล้วล่ะก็…ฉานจึนั้นคือคนที่มีสติปัญญาในระดับที่สามารถนั่งสนท ทนาธรรมกับปรมาจารย์อาจิ่งหยางได้ แล้วบนโลกจะมีกี่คนที่เข้าใจถึงความคิดอันลึกซึ้งของเขา?
กู้ชิงยิ้มขึ้นมาพลางกล่าวว่า “ตอนที่อยู่ในเมืองเจาเกอ ท่านเจ้าเรือนปู้ชิวเซียวก็ไม่ได้ว่าอะไรอาจารย์”
จัวหรูซุ่ยคิดในใจว่านั่นมันเป็นเรื่องการเจรจา เกี่ยวอะไรกับเรื่องความรู้ด้วย?
ภายในห้องฌานที่พวกเขามองไม่เห็น จิ๋งจิ่วไม่ได้นั่งสนทนาธรรมกับฉานจึ หากแต่กำลังอ่านหนังสือ เพียงแต่วิธีการอ่านหนังสือของพวกเขานั้นไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป
หนังสือธรรมะและหนังสือทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกือบพันเล่มถูกพลังที่มองไม่เห็นดึงขึ้นมาในอากาศ ลอยคว้างอยู่รอบกายพวกเขา จากนั้นสะท้อนภาพอยู่ในกระจกเหล่านั้น
หนังสือเหล่านั้นเริ่มพลิกเปิดขึ้นมาด้วยตัวเอง ความเร็วเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดลมที่เย็นสบายพัดขึ้นมา
จิ๋งจิ่วและฉานจึหลับตา ไม่รู้ว่าพวกเขาอ่านหนังสือเหล่านี้อย่างไร
สายลมที่อ่อนโยนเหล่านั้นลอยออกไปด้านนอกหน้าต่าง มาถึงในสวนจิ้งหยวน ลอยกลับไปกลับมาระหว่างระเบียงทางเดินและลานในสวน
เจ้าล่าเยวี่ยรู้สึกเย็นสบาย นางลูบอาต้า อาต้ารู้สึกสบายจนพริ้มตา
กู้ชิงรับรู้ได้ถึงสายลมอ่อนโยนที่ปะทะใบหน้าเข้ามา เขารู้สึกงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงไปบนอาสนะที่อยู่ตรงหน้าเจดีย์หิน จากนั้นหลับตาแล้วเริ่มทำสมาธิพักผ่อน
ใบไม้ที่ยังคงเป็นสีเขียวเหล่านั้นถูกลมพัดมากองรวมกัน ก่อนจะค่อยๆ ล้อมอาสนะเอาไว้
จัวหรูซุ่ยนั่งอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน ขาทั้งสองข้างแกว่งไปแกว่งมา ค่อยๆ เป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะของลมที่พัดมา
เขารู้สึกว่าสายลมที่เย็นสบายเหล่านี้แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก มันพัดพามาจากทุกทิศทุกทาง บ้างก็พัดผ่านขนตาของตัวเอง บางก็ค่อยๆ พัดผ่านใบหูของตน บ้างก็พัดลอดเข้าไปในแขน เสื้อ
เมื่ออยู่ท่ามกลางสายลมที่เย็นสบายจำนวนนับไม่ถ้วนเช่นนี้ เป็นเรื่องยากที่ไม่อยากจะนอน
เขาคิดถึงเรื่องเหล่านี้ หนังตาเริ่มหนังอึ้งขึ้นทุกขณะ ค่อยๆ ร่วงตกลงมา ก่อนจะผล็อยหลับไปทั้งแบบนี้
……
……
ในตอนที่ท้องฟ้ายามเย็นเป็นสีแดงฉาน จัวหรูซุ่ยลืมตาตื่นขึ้นมา
ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น ลมตรงเจดีย์หินสงบลง เขาค่อนข้างงุนงง ไม่รู้ว่ายังคงเป็นวันเดิมหรือว่าผ่านมาหลายวันแล้ว
เจ้าล่าเยวี่ยลูบแมวอยู่ใต้ระเบียงทางเดินทางด้านนั้น ไม่รู้กำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ กู้ชิงยังคงหลับตานั่งอยู่หน้าเจดีย์หิน ใบไม้ที่ร่วงตกลงมาค่อยๆ เขยื้อนมาถึงข้างขาของเข ขา
ทันใดนั้นเอง ด้านหลังสวนจิ้งหยวนพลันมีเสียงดังสนั่นขึ้นมา ลมกระโชกหวีดหวิว ม้วนเอาใบไม้ที่อยู่ภายในลานฟุ้งกระจายขึ้นมา
ภายในห้องฌาน หนังสือจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงบนพื้น บ้างก็พลิกเปิด บ้างก็ปิดอยู่
ดูแล้วเหมือนกับคลื่นที่เกิดขึ้นบนท้องทะเลที่บ้างเล็กบ้างใหญ่ แล้วก็เหมือนหิมะที่ปกคลุมอยู่บนพื้นที่กำลังจะละลายแต่ก็ยังไม่ละลาย
ฉานจึลืมตาขึ้นมา กล่าวว่า “ข้าอ่านเร็วกว่าท่าน”
จิ๋งจิ่วไม่ได้พูดอะไร หยิบเอาคัมภีร์ปทุมชาติเล่มหนึ่งของสำนักเต๋าตงอี้ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาอ่านต่อ
ฉานจึกล่าวว่า “ตอนนี้ท่านอ่อนแอขนาดนี้ เมื่อถึงตอนฤดูใบไม้ร่วง หากนักพรตไป๋เล่นงานท่านจนตายจะทำอย่างไร?”
จิ๋งจิ่วอ่านหนังสือต่อ พลางกล่าวโดยไม่เงยศีรษะขึ้นมาว่า “ที่นี่คือวัดกั่วเฉิง”
ความหมายของคำพูดนี้ชัดเจนเป็นอย่างมาก
ตอนนี้เจ้ารู้แล้วว่าข้าคือใคร แล้วเจ้ายังจะมองดูข้าเกิดเรื่องโดยไม่ทำอะไรหรือ?
……
……
จัวหรูซุ่ยถูกลมที่คลุ้มคลั่งสายนั้นพัดจนกระเด็นลอยออกไป ก่อนจะร่วงตกลงมาบนพื้น เขาถอยหลังไปหลายก้าวกว่าจะยืนได้อย่างมั่นคง
เขาเหลียวหน้ากลับไปมองยังสวนจิ้งหยวน ภายใต้การส่องสว่างของดวงอาทิตย์ยามเย็น ใบไม้สีเขียวที่เริงระบำอยู่เต็มท้องฟ้าก่อตัวกลายเป็นรูปทรงกลมที่มีสีแดงสลับสีเขียว ดูยิ่งใหญ่ต ตระการตาเป็นอย่างมาก
“นี่คืออิทธิฤทธิ์ของฉานจึอย่างนั้นหรือ?”
จัวหรูซุ่ยเดินกลับไปยังสวนจิ้งหยวนด้วยความรู้สึกตกตะลึง
ฉานจึไม่ได้โจมตี นี่น่าจะเป็นเพียงแค่พลังที่เอ่อล้นออกมาจากกระแสจิตของเขา คิดไม่ถึงว่าจะมีอานุภาพที่รุนแรงขนาดนี้
เขาพบว่าเจ้าล่าเยวี่ยที่กอดแมวขาวยังคงนั่งอยู่ตรงด้านหน้า ในใจครุ่นคิดว่ามีท่านผู้พิทักษ์คอยคุ้มครองมันดีอย่างนี้นี่เอง ไม่ต้องทุลักทุเลเหมือนอย่างตัวเอง
จากนั้นเขาพบว่ากู้ชิงเองก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมเช่นกัน จึงอดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ ในใจครุ่นคิดว่าหากตัวเองยังกอดเจดีย์หินองค์นี้เอาไว้อยู่ ตัวเองก็คงจะไม่ถูกพัดออก ไปเช่นกัน
ใบไม้สีเขียวที่โปรยปลิวอยู่เต็มท้องฟ้าร่วงตกลงมา ทับลงบนร่างกายของกู้ชิง คล้ายจะฝังเขาเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น
ในขณะที่จัวหรูซุ่ยกำลังจะส่งเสียงหัวเราะออกมา สีหน้าเขาพลันตกตะลึงไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “นี่จะบรรลุสภาวะอย่างนั้นหรือ?”
เจ้าล่าเยวี่ยได้ยินคำพูดของเขา จึงมองไปทางกู้ชิงที่ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยใบไม้ พบว่าลมหายใจของเขากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด