มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 24 พวกเดียวกัน
ภายในลานของสวนจิ้งหยวน จัวหรูซุ่ยมองดูภาพที่อยู่ตรงหน้าเจดีย์หินองค์นั้น อารมณ์ค่อนข้างสับสน
ใบไม้สีเขียวเหล่านั้นดูเหมือนตกลงไปบนร่างกายของกู้ชิง แต่ความจริงแล้วมันกลับลอยอยู่ห่างจากร่างกายของกู้ชิงเล็กน้อย ประมาณสองสามหน้ากระดาษ
นี่คือสัญญาณของเจตน์กระบี่ที่ออกมาจากร่างกาย แล้วก็เป็นสัญญาณว่าผีกระบี่กำลังจะก่อเป็นรูปอย่างสมบูรณ์ นี่หมายความว่าเขาอยู่ห่างจากขั้นคเนจรไม่ไกลแล้ว น่าจะอีกแค่ไม่กี่ส สิบวันเท่านั้น
เขากับเจ้าล่าเยวี่ยบรรลุขั้นคเนจรระดับกลางมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ตอนนี้กำลังพยายามบรรลุขั้นคเนจรระดับสูง นำหน้ากู้ชิงค่อนข้างไกล แต่ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของกู้ชิงก็ยังท ทำให้เขารู้สึกค่อนข้างตกใจไม่น้อย
ต่อให้กระแสจิตที่เอ่อล้นออกมาจากการสนทนาธรรมอยู่ในภายในห้องฌานของจิ๋งจิ่วและฉานจึจะมีประโยชน์ต่อกู้ชิงอย่างมาก แต่สุดท้ายการบำเพ็ญเพียรก็ต้องพึ่งพาตัวเองอยู่ดี
จัวหรูซุ่ยรู้ว่าในอดีตกู้ชิงเป็นเด็กรับใช้ของศิษย์พี่กั้วหนานซาน เป็นน้องชายต่างมารดาของกู้หาน จริงอยู่ที่พรสวรรค์ไม่เลว เป็นคนที่ยอดเขาเหลี่ยงว่างตั้งใจฟูมฟักเลี้ยงดู แต่ต่อให้พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของกู้ชิงจะดีเพียงใดก็ไม่มีทางที่จะดีไปกว่าเขาได้ เมื่อเทียบกับลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมของยอดเขาเหลี่ยงว่างเหล่านั้นก็ไม่ถือว่ามีอะไรพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้นหลายปีมานี้กู้ชิงก็เอาแต่ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการจัดการธุระของยอดเขาเสินม่อ ภายหลังยังสอนรัชทายาทจิ่งเหยาอยู่ในเมืองเจาเกอ แล้วช่วงนี้ยังของช่วยจิ๋งจิ่วจัดการ รเรื่องราวในชิงซานอีก.….
แม้นจะอยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ทว่าการบำเพ็ญเพียรของเขากลับไม่ได้รับผลกระทบอะไรแม้แต่น้อย นี่เขาทำได้อย่างไร?
เมื่อเห็นใบไม้ที่คล้ายจะตกแต่ก็ไม่ได้ตกลงมาเหล่านั้น จัวหรูซุ่ยพลันมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
ในงานชุมนุมสืบทอดกระบี่ครั้งนั้น กู้ชิงใช้เพลงกระบี่สุริยันออกมาเพื่อจะเอาชนะจิ๋งจิ่วให้ได้ จนสุดท้ายถูกลงโทษ การบำเพ็ญเพียรหยุดชะงักไปสามปี
ในช่วงเวลาสามปีนั้นกู้ชิงพักอาศัยอยู่ที่ยอดเขาเสินม่อ ตัดไม้มาทำเป็นบ้าน ใช้ชีวิตอยู่กับพวกลิง ภายหลังกลายเป็นลูกศิษย์ของจิ๋งจิ่ว
การเปลี่ยนแปลงน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นกระมัง?
จัวหรูซุ่ยรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน เขาตัดสินใจว่านับแต่นี้เป็นต้นไปต้องนอนให้น้อยหน่อย ฝึกกระบี่ให้มากหน่อย
เขาเดินไปตรงหน้าเจดีย์หิน นั่งลงตรงที่ที่ไม่ไกลจากกู้ชิง หลับตาแล้วเริ่มทำการบำเพ็ญเพียร
เมื่อเห็นภาพนี้ เจ้าล่าเยวี่ยไม่ได้พูดอะไร แต่ในดวงตามีความรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย
อาต้ายืนขึ้นมาซุกไซร้นางเพื่อเป็นการปลอบใจ ในใจครุ่นคิดว่ามีอะไรต้องเป็นห่วง ในอดีตหลิ่วฉือกับหยวนฉีจิงก็เป็นแบบนี้เหมือนกันมิใช่หรือ?
……
……
จิ๋งจิ่วกับฉานจึนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องฌาน
เจ้าล่าเยวี่ย จัวหรูซุ่ย กู้ชิงนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในลานของสวนจิ้งหยวน
อาต้ากำลังนอน
สมณะต้าฉางกำลังกวาดพื้น
เวลาไหลผ่านไปอย่างช้าๆ ภายใต้การหมุนวนซ้ำไปซ้ำมาอย่างเป็นกฎเกณฑ์เช่นนี้
ฤดูร้อนค่อยๆ เคลื่อนผ่าน ลมพัดขึ้นมาอีกครั้ง
เพียงแต่ลมที่พัดขึ้นมาในวันนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหน้าหนังสือที่พลิกเปิดเองเหล่านั้น หากแต่เป็นลมแรกของฤดูใบไม้ร่วงที่มาจากฟ้าดิน
เจ้าล่าเยวี่ยลุกขึ้นเดินออกไปนอกสวนจิ้งหยวน
อาต้าลืมตาขึ้นมาพลางส่งเสียงร้องเมี้ยว ก่อนจะกระโดดเข้าไปในลานของสวนจิ้งหยวน เหยียบไปบนเจดีย์หินอย่างเงียบๆ จากนั้นร่วงตกลงไปในอ้อมอกของเจ้าล่าเยวี่ยอย่างแม่นยำ
จัวหรูซุ่ยลืมตาขึ้นมา มองไปทางเจ้าล่าเยวี่ย
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ข้าออกไปเดินเล่นหน่อย”
จัวหรูซุ่ยครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืน ปัดใบไม้ที่อยู่บนร่างกายพลางกล่าวว่า “ข้าไปด้วย”
ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการบรรลุสภาวะขั้นคเนจรระดับสูง ยืนอยู่ตรงหน้าประตูบานนั้นแล้ว เหลืออีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
แต่การบำเพ็ญพรตมันก็เป็นเช่นนี้ ก้าวสุดท้ายมักจะเป็นก้าวที่ยากลำบากที่สุดเสมอ
ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าแต่กำเนิด เป็นอัจฉริยะแห่งการบำเพ็ญพรตที่พบเห็นได้ยาก แต่พวกเขาก็ยังต้องอาศัยเวลาอย่างมากในการบรรลุสภาวะเช่นเดียวกัน แล้วก็ต้องการช่วง งเวลาที่พอเหมาะพอเจาะที่สุดในการบรรลุสภาวะด้วย
เพราะพวกเขายังจัดอยู่ในขอบเขตของอัจฉริยะธรรมดาทั่วไปอยู่ ไม่เหมือนจิ๋งจิ่วที่นอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ก็สามารถบรรลุสภาวะได้ แค่ไปอาบน้ำบนยอดเขาปี้หูก็สามารถบรรลุสภาวะได้
นั่งอยู่ในสวนจิ้งหยวนมาหลายสิบวัน สุดท้ายช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะที่สุดที่จะบรรลุสภาวะนั้นก็ไม่มาถึงเสียที ออกไปเดินเล่นหาความรู้สึกด้านนอกเสียหน่อย บางทีอาจจะมีประโยชน์บ้าง
ในตอนที่ออกไปจากสวนจิ้งหยวน จัวหรูซุ่ยเหลือบมองดูกู้ชิง พบว่าเขายังทำสมาธิอยู่ จึงอดรู้สึกงุนงงไม่ได้ ในใจครุ่นคิดว่าต้องขยันขนาดนี้เลยหรือ?
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “หลายปีมานี้เขายุ่งอยู่กับการจัดการธุระต่างๆ เวลาในการบำเพ็ญเพียรมีน้อย จึงพยายามใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด”
จัวหรูซุ่ยได้ฟังเช่นนี้ก็อดรู้สึกเห็นใจกู้ชิงขึ้นมาไม่ได้
ทั้งสองคนเดินออกไปจากสวนจิ้งหยวน เดินเล่นอยู่ภายในวัด
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “สิ่งสำคัญของผู้บำเพ็ญพรตก็คือการบำเพ็ญเพียร ศิษย์น้องกู้ชิงเองก็ลำบากเหมือนกันนะ”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “เดิมการเป็นเจ้าสำนักมันก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากอยู่แล้ว”
อาต้าที่อยู่ในอ้อมอกของนางเงยหน้าขึ้นมามองดูนาง
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “อาจารย์อาหญิงเล็กคิดอยากจะกล่อมให้ข้ายอมแพ้หรือ? นี่เป็นไปไม่ได้ อาจารย์มอบตำแหน่งเจ้าสำนักให้แก่อาจารย์อาเล็ก เรื่องนี้ข้าไม่มีความเห็นอะไร แต่เรื่อง งที่จะเกิดหลังจากนี้ ใครจะไปรู้ล่ะ?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “เจ้าไม่ใช่กั้วหนานซานเสียหน่อย เหตุใดถึงต้องดึงดันที่จะเป็นให้ได้?”
จัวหรูซุ่ยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “เพราะพรสวรรค์ของข้าดีกว่า อายุน้อยกว่า มีความหวังมากกว่าศิษย์พี่กั้วหนานซาน และที่สำคัญที่สุดก็คือข้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาจ จารย์อาเจ้าสำนัก”
หากคำพูดนี้ออกมาจากปากของคนอื่นคงจะเหมือนเป็นการคุยโวโอ้อวด ทำให้คนรู้สึกรังเกียจ แต่พอเขาพูดออกมา มันกลับทำให้เกิดความรู้สึกกริ่งเกรง
อาต้ามองดูศิษย์รุ่นหลังผู้นี้ ในสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชม
เจ้าล่าเยวี่ยไม่ได้กล่าวอะไรอีก
“อาจารย์อาหญิงเล็ก เป็นเพราะเรื่องที่ข้าเอาชนะท่านในงานชุมนุมทดสอบกระบี่ครั้งนั้น ท่านก็เลยรู้สึกไม่ชอบข้ามาโดยตลอดใช่หรือเปล่า?”
จัวหรูซุ่ยทำสีหน้าน่าสงสารพลางกล่าวว่า “ข้าต้องทำอย่างไรท่านถึงจะหายโกรธ?”
เขารู้ดี แม้นหลายปีมานี้เจ้าล่าเยวี่ยจะอยู่ในยอดเขาเสินม่ออย่างเงียบๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่หากพูดถึงอิทธิพลที่มีต่ออาจารย์อาเจ้าสำนักแล้ว ไม่มีใครที่จะเหนือไปกว่านางได้ ห หากเขาอยากจะทำให้ความสัมพันธ์ของตัวเองกับอาจารย์อาเจ้าสำนักดีขึ้นกว่านี้ อย่างน้อยก็เทียบเท่ากับกู้ชิง ต่อให้เขาจะไปกินข้าวที่ยอดเขาเสินม่อเยอะแค่ไหน ฆ่าคนแทนอาจารย์อาเจ้ าสำนักเยอะแค่ไหน ก็มิอาจสู้ดูแลอาจารย์อาหญิงเล็กผู้นี้ให้ดีได้
ตอนนี้เมื่อมาคิดถึงเรื่องงานชุมนุมทดสอบกระบี่ในตอนนั้นแล้ว เขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย เก็บตัวอีกสักสองปีจะเป็นไร เจ้าใจร้อนอะไรของเจ้า?
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “เจ้าไม่ใช่ว่าเอาชนะข้าได้จริงๆ เสียหน่อย ทำไมข้าต้องไม่พอใจเจ้าด้วย?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จัวหรูซู่ยพลันลืมเรื่องที่จะเอาใจนางไปทันที เขากล่าวว่า “ตอนนั้นท่านสะกดกระบี่มิคำนึงเอาไว้ แต่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ได้ซ่อนอะไรเอาไว้?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “หากเจ้าแอบซ่อนอะไรเอาไว้จริงๆ เจ้าก็คงไม่มาพูดอะไรน่าเบื่อพวกนี้ในตอนนี้”
ภายใต้บทสนทนาที่น่าสนใจหรืออาจจะน่าเบื่อหน่าย ทั้งสองคนเดินมาถึงตรงกลางของวัดกั่วเฉิง เบื้องหน้าที่อยู่ไม่ไกลคือตำหนักหลังใหญ่หลังหนึ่ง
อีกไม่กี่วันหลังจากนี้ งานชุมนุมเหมยฮุ่ยครั้งพิเศษก็จัดขึ้นในตำหนักใหญ่แห่งนี้ สำนักบำเพ็ญพรตทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนจะมารวมตัวกันที่นี่
ไม่รู้ว่าสำนักชิงซานเตรียมจะรับมือกับการรุกคืบของสำนักจงโจวอย่างไร
เมื่อเดินผ่านป่าเจดีย์แห่งนั้น ด้านข้างมีห้องฌานที่เงียบสงบอยู่หลังหนึ่ง ไกลออกไปมีเสียงสวดมนต์ดังลอยมา เชื่องช้าเป็นทำนองและทำให้ใจรู้สึกสงบ
“นี่คือห้องฌานไป๋ซานอย่างนั้นหรือ?” จัวหรูซุ่ยหรี่ตาพลางกล่าว
นักพรตไท่ผิงเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาหลายปี
เมื่อคิดถึงความวุ่นวายที่ปรมาจารย์เคยก่อขึ้นมาบนโลก หัวใจของจัวหรูซุ่ยพลันเต้นแรงขึ้นมาอย่างผิดปกติ ขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างประหลาดด้วย
ศิษย์ชิงซานหลายคนก็น่าจะมีความรู้สึกเช่นนี้ เพราะเรื่องชั่วร้ายเหล่านั้นล้วนแต่เกิดขึ้นเมื่อสามร้อยปีก่อน น้อยคนนักที่จะได้เห็นมันกับตาตัวเอง
ระยะห่างถึงจะทำให้เกิดความรู้สึกงดงามและความกริ่งเกรง เจ้าล่าเยวี่ยไม่มีความรู้สึกเหมือนจัวหรูซุ่ย
เพราะนางได้เห็นคนอย่างจิ๋งจิ่วอยู่เป็นประจำ ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเคยไล่ฆ่านักพรตไท่ผิงด้วยตัวเองด้วย
ในตอนที่เกิดศึกในวัดกั่วเฉิงครั้งนั้น นางได้เริ่มไล่ล่าอีกฝ่ายจากในสวนจิ้งหยวน ไปจนถึงยอดเขาโดดเดี่ยวที่อยู่นอกวัดแห่งนั้น จากนั้นไปยังต้าเจ๋อ ทั้งยังเสี่ยงบรรลุสภาวะใ ในระหว่างที่ทำการไล่ล่าด้วย
เมื่อมาคิดดูดีๆ นี่เป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพียงแต่บนโลกมีแค่ไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้
พวกเขาเดินออกมาจากป่าเจดีย์ มาถึงด้านนอกห้องครัวที่อยู่ในวัดส่วนหน้า เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “เสวียนอินจึทำกับข้าวอยู่ที่นี่หลายปี”
จัวหรูซุ่ยรู้สึกทอดถอนใจ ในใจครุ่นคิดว่าจอมมารแห่งยุคมาเป็นพ่อครัว ฮ่องเต้พระองค์ก่อนมาแอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ปรมาจารย์เคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นี่
วัดกั่วเฉิงช่างเป็นสถานที่ที่่น่าอัศจรรย์จริงๆ
ในเวลานี้เขาพบว่าเจ้าล่าเยวี่ยตั้งใจมาดูสถานที่เหล่านี้ จึงกล่าวถามว่า “อาจารย์อาหญิงรับรู้ได้ถึงอะไรอย่างนั้นหรือ?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “เจ้าบรรลุสภาวะครั้งล่าสุดตอนไหน?”
จัวหรูซุ่ยกล่าว “ตอนที่ฆ่าคนอยู่ในดินแดนแห่งความฝัน”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ข้าก็บรรลุตอนที่ฆ่าคนเหมือนกัน”
จัวหรูซุ่ยคิดในใจว่าพวกเดียวกันจริงๆ ด้วย
เมื่อพูดถึงเรื่องฆ่าคนแล้ว ก็ย่อมต้องเป็นตอนที่สู้กับยอดฝีมือ ผลกระทบทางด้านจิตใจและการรู้แจ้งที่ได้จากการต่อสู้ก็มากที่สุดด้วย
หลังจากเจ้าล่าเยวี่ยรู้จักจิ๋งจิ่ว นางก็แทบจะไม่มีโอกาสได้สู้กับยอดฝีมือ แล้วก็เป็นการไล่สังหารนักพรตไท่ผิงครั้งนั้นที่ทำให้นางเกิดการรู้แจ้งมากที่สุด
วันนี้นางออกมาจากสวนจิ้งหยวนก็เพื่อจะทบทวนเรื่องราวในวันนั้นอีกครั้ง ตามหาโอกาสที่จะบรรลุสภาวะ
พวกเขาออกจากวัดกั่วเฉิง มาถึงสวนผักแห่งนั้น เมื่อไม่มีคนดูแลมาเป็นเวลาหลายปี สวนผักก็อยู่ในสภาพรกร้าง ภายในกระท่อมเต็มไปด้วยเศษฝุ่น เครื่องใช้บางอย่างถึงขนาดผุพังเสียหาย
ตอนนั้นหลิ่วสือซุ่ยอยู่ที่นี่ หลังได้ยินเสียงกระบี่ที่นางส่งออกมาก็รีบไล่ตามออกไปอย่างไม่ลังเล ก่อนจะเริ่มร่วมมือกับนางไล่สังหารนักพรตไท่ผิง
เจ้าล่าเยวี่ยเข้าไปค้นในห้องครัว พบว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่ น้ำภายในโหลผักดองแห้งไปจนหมดแล้ว หัวไชเท้าและถั่วพุ่มเสียไปตั้งนานแล้ว ไม่สามารถกินได้อีก
จัวหรูซู่ยกล่าวถามว่า “ท่านหิวอย่างนั้นหรือ?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ในวัดมีแต่หัวไชเท้ากับผักกาดขาว จืดจะตาย”
จัวหรูซุ่ยตกใจเล็กน้อย ในใจคิดว่าคำพูดนี้ช่างเป็นกันเองจริงๆ อาจารย์อาหญิงเล็กเป็นพวกเดียวกับตนเองจริงๆ ด้วย
ทั้งสองคนขี่กระบี่บินออกไปจากสวนผัก
รอบๆ วัดกั่วเฉิงไม่มีเมือง เช่นนั้นก็ย่อมไม่มีร้านหม้อไฟ หากจะไปกินในหมู่บ้านก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไร ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจจะไปย่างอุ้งเท้าหมีกิน หรือไม่ก็ย่างเนื้อเสื อเสียหน่อย สัตว์ป่าที่ดุร้ายอย่างหมีและเสือย่อมต้องอยู่ในป่าลึก และสถานที่ที่เจ้าล่าเยวี่ยจะไปก็อยู่ในป่าลึกพอดี
ด้านที่หันหน้าไปทางตะวันออกของภูเขาลูกนั้นล้วนแต่เป็นผาที่สูงชัน ในตอนนั้นนางบรรลุสภาวะที่นี่ จากนั้นก็ร่วมมือกับหลิวสือซุ่ยโจมตีใส่นักพรตไท่ผิง
ในเวลานี้เอง กระบี่มิคำนึงพลันสั่นขึ้นมาเบาๆ
จัวหรูซุ่ยเองก็รับรู้ได้ถึงเจตน์กระบี่ชิงซานที่บริสุทธิ์และแหลมคมเป็นอย่างมาก
ทั้งสองคนมองไปยังด้านล่างหน้าผาที่สูงชัน
ในนั้นมีลำธารสายหนึ่ง ริมธารมีป่าอยู่แถบหนึ่ง
……
……
ในตอนที่เจ้าล่าเยวี่ยและจัวหรูซุ่ยหาผักดองอยู่ในสวนผัก เสี่ยวเหอที่ทำผักดองเป็นก็กำลังล้างหน้าอยู่ริมธาร
นางกับหลิ่วสือซุ่ยออกมาจากระเบียงลมพันลี้ได้สิบกว่าวันแล้ว อยู่ห่างจากวัดกั่วเฉิงไม่ไกล เมื่อจะได้กลับไปยังสวนผักที่ทำให้นางรู้สึกสงบสุขมากที่สุดแห่งนั้น อารมณ์ของนาง งก็ดีเป็นอย่างมากเช่นกัน
แต่ทันใดนั้นเอง อารมณ์ดีๆ ทั้งหมดของนางต้องถูกทำลายลงเพราะผู้บำเพ็ญพรตที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาเหล่านั้น
“คิดไม่ถึงว่าปีศาจจิ้งจอกของปู้เหล่าหลินอย่างเจ้าจะกล้ามาเดินลอยชายอยู่ข้างนอกเวลากลางวันแสกๆ คิดว่าฝ่ายธรรมะอย่างพวกข้าไร้น้ำยาจริงๆ อย่างนั้นรึ!”
คนที่พูดคือผู้อาวุโสของสำนักคุนหลุนผู้นั้น พลังล้ำลึกเป็นอย่างมาก
ศิษย์สำนักคุนหลุนสิบกว่าคนยืนอยู่ด้านหนึ่ง มองดูริมลำธารอย่างระมัดระวัง
สมณะชราผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงต้นน้ำ สีหน้าดูเคร่งขรึม
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสสำนักคุนหลุน ในดวงตาของเสี่ยวเหอก็มีแววตาดุร้ายปรากฏขึ้นมา
หลิ่วสือซุ่ยเดินออกมาจากในป่า มองดูคนเหล่านั้นพลางกล่าวถามว่า “พวกท่านจะทำอะไร?”
ผู้อาวุโสสำนักคุนหลุนผู้นั้นชื่อเฉินเหวิน ครั้งนี้พาเหล่าศิษย์สำนักคุนหลุนเดินทางมาร่วมงานชุมนุมที่วัดกั่วเฉิง สภาวะสูงส่งเป็นอย่างมาก
เขารู้จักหลิ่วสือซุ่ย จึงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ในเวลานี้เจ้าควรจะถูกขังอยู่ในคุกกระบี่ของชิงซาน แต่ว่ากระทั้งมารชั่วอย่างไท่ผิง สำนักชิงซานก็ยังกล้าปล่อยออกมา แอ อบปล่อยเจ้าออกมาอีกสักคนก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร แต่ว่านั่นมันเป็นเรื่องของพวกเจ้า ข้าเองก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่ปีศาจจิ้งจอกตัวนี้เจ้าอย่าได้คิดที่จะปกป้อง ไม่อย่างนั้นอย่า าหาว่าพวกข้าไม่เกรงใจ”
เสี่ยวเหอเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวเสียงเยือกเย็นว่า “ท่านรู้ไหมว่าพวกข้ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับเจ้าสำนักชิงซาน!”
“เจ้าหมายถึงจิ๋งจิ่วน่ะหรือ? เป็นถึงสำนักชิงซาน แต่กลับเลือกเด็กน้อยมาเป็นเจ้าสำนัก นี่มันช่างน่าขันเสียจริง”
ผู้อาวุโสของสำนักคุนหลุนเฉินเหวินจ้องมองดวงตาของหลิ่วสือซุ่ยพลางกล่าวว่า “เจ้าอีกคน ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์ของเรือนอี้เหมา แต่กลับมาปกป้องปีศาจจิ้งจอกที่ชั่วช้า เจ้าเรือนปู้ส สอนเจ้ามาอย่างไรกัน?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลิ่วสือซุ่ยก็รู้ว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก จึงส่งสายตาบอกให้เสี่ยวเหอมายืนอยู่ข้างหลัง ก่อนจะมองอีกฝ่ายแล้วกล่าวว่า “มาเถอะ”
ศิษย์สำนักคุนหลุนงุนงงไปเล็กน้อย จากนั้นครู่หนึ่งถึงเข้าใจความหมายของเขา ภายในใจรู้สึกเหลวไหลเป็นอย่างมาก จึงอดหัวเราะออกมาไม่ได้
สายตาที่พวกเขามองดูหลิ่วสือซุ่ยเต็มไปด้วยความสมเพชและเย้ยหยัน คล้ายกำลังมองดูคนบ้าคนหนึ่ง