มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 25 ชิงซานล้วนแต่เหมือนกัน
หลิ่วสือซุ่ยเป็นคนที่มีชื่อเสียงอย่างมากในโลกแห่งการบำเพ็ญพรต โดยเฉพาะในหมู่ผู้บำเพ็ญพรตรุ่นเยาว์
เขาเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าแต่กำเนิด เป็นคนที่สำนักชิงซานให้การเลี้ยงดูฟูมฟักเป็นอย่างดี เคยเข้าไปอยู่ในปู้เหล่าหลิน ทำลายลานเมฆ ในระหว่างนั้นยังสังหารลั่วไหวหนานไปด้วย หล ลังกลับมายังชิงซานก็ถูกจับไปขังไว้ในคุกกระบี่ แต่กลับถูกอาจารย์ปล่อยตัวออกมาอย่างเงียบๆ ก่อนจะกลายเป็นศิษย์ของเจ้าเรือนอี้เหมาปู้ชิวเซียว แล้วปีนี้ยังได้ที่หนึ่งในการประ ะลองวิถีพรตในงานชุมนุมเหมยฮุ่ย ฝีมือร้ายกาจเป็นอย่างมาก
แต่หากว่ากันตามสภาวะของดินแดนทางใต้แล้ว ผู้อาวุโสเฉินเหวินของสำนักคุนหลุนนั้นบรรลุสภาวะขั้นแหวกทะเลตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว ฝีมือแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมอ องจากมุมไหนก็ล้วนแต่เหนือกว่าเขา แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ดูแล้วไม่มีหวังใดๆ ที่จะเอาชนะอีกฝ่าย หลิ่วสือซุ่ยกลับพูดว่า ‘มาเถอะ’ อย่างมั่นใจและเยือกเย็นขนาดนั้นออกมา สำหรับหลาย ยๆ คนแล้วนี่เป็นเรื่องที่เหลวไหลเป็นอย่างมาก
นี่เหมือนกับตอนที่จิ๋งจิ่วเดินไปยังเก้าอี้ตัวนั้นแล้วบอกว่า ‘ข้าเป็นเอง’ ท่ามกลางสายตานับพันคู่ของศิษย์ในยอดเขาทั้งเก้าของชิงซาน
หลังจากเขากล่าวจบประโยคนั้น สร้อยกระบี่ที่อยู่บนข้อมือของเขาก็นิ่งเงียบเหมือนกับหลับไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น —- เห็นได้ชัดว่ากระทั่งกระบี่ไร้อัตตาก็ยังคิดว่าเขาสู้ไม่ได้
เสี่ยวเหอเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นทั้งๆ นางจึงรีบพูดเรื่องความสัมพันธ์ของหลิ่วสือซุ่ยกับจิ๋งจิ่วออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่รู้ว่าการพูดแบบนั้นมันเป็นเรื่องที่ค่อนข ข้างน่าขายหน้า
การเอาชนะด้วยสภาวะที่ต่างกันนั้นมักจะอยู่แค่ในนิทานเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องเป็นคนเหมือนอย่างจิ๋งจิ่ว
เฉินเหวินไม่ได้หัวเราะ ในใจเขารู้ว่าหลิ่วสือซุ่ยมิใช่คนธรรมดา ความจริงแล้วการจะเอาชนะอีกฝ่าย อีกทั้งยังทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัสนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างมาก — ถูกต้อ อง ถึงแม้ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างสำนักชิงซานและสำนักคุนหลุนจะไม่ค่อยดีเท่าไร อีกทั้งวันนี้เขายังตั้งใจที่จะมาเหยียดหยามอีกฝ่ายด้วย แต่อันที่จริงแล้วเขาเองก็ไม่กล้าที่จ จะทำอะไรหลิ่วสือซุ่ยจริงๆ
คำพูดที่เสี่ยวเหอกล่าวมาประโยคนั้นดูเหมือนน่าขัน แต่มันกลับมีประโยชน์จริงๆ
ทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนต่างรู้ว่าหลิ่วสือซุ่ยคือเด็กรับใช้ของจิ๋งจิ่วเมื่อในอดีต
หากบอกว่ากระทั่งคนเฝ้าประตูบ้านของอัครมหาเสนาบดีก็ยังถือว่าเป็นขุนนางระดับสามได้ อย่างนั้นเด็กรับใช้ของเจ้าสำนักชิงซานก็มีความสำคัญกว่าผู้อาวุโสของสำนักทั่วๆ ไปมากนัก
เสี่ยวเหอได้ถอยเข้าไปในป่าแล้ว หลังหลบหนีออกมาจากเมืองไห่โจวเมื่อหลายปีก่อน นางก็ไม่เคยลงมือโจมตีใครอีกเลย หากแต่เคยชินกับการไปยืนอยู่ด้านหลังหลิ่วสือซุ่ย
หลิ่วสือซุ่ยสืบเท้าไปข้างหน้า พริบตาที่เท้าของเขาสัมผัสกับพื้นดิน ลมที่รุนแรงสายหนึ่งก็กระโชกขึ้นมา หอบม้วนเอาใบไม้สีเขียวที่ร่วงตกอยู่บนพื้นโปรยปลิวขึ้นไปเต็มท้องฟ้า
น้ำในลำธารเองก็สาดกระเซ็นขึ้นมา แตกกระจายกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ นับหลายหมื่นหยด หมุนวนรอบร่างกายเขาอย่างรวดเร็วเหมือนน้ำวน
ในเวลาเดียวกับที่สืบเท้าออกมา เขาก็ต่อยหมัดไปยังอีกฟากหนึ่งของลำธารที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจ้าง
ควันสีดำชั่วร้ายที่มีเปลวเพลิงสีแดงฉานเหมือนโลหิตคละเคล้าปะปนพวยพุ่งออกไปจากกำปั้นของเขา แปลงกายเป็นมังกรดำตัวหนึ่ง กระโจนเข้าใส่ใบหน้าของผู้อาวุโสสำนักคุนหลุน
นี่คือวิชาลับของนิกายเสวี่ยหมัวอย่างนั้นหรือ?
เฉินเหวินรับรู้ได้ถึงพลังที่ดุร้ายและเย็นยะเยือกที่อยู่ในพลังหมัดสายนั้น สีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย เขาพบว่าชายหนุ่มผู้นี้แข็งแกร่งกว่าที่ตนเองคาดเอาไว้
เขาใช้ของวิเศษสำหรับหลบหนีของสำนักคุนหลุน กลายเป็นเงาใสๆ กระจายเต็มท้องฟ้า หลบควันสีดำสายนั้นได้อย่างง่ายดาย เพียงพริบตาก็มาอยู่บนท้องฟ้า จากนั้นพลิกฝ่ามือฟาดลงมา
ฝ่ามือที่ดูเหมือนธรรมดากลับบดบังดวงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิเอาไว้ กลายเป็นเงามืดขนาดใหญ่เหมือนดั่งภูเขา กระแทกลงมาบนพื้น
มิเสียทีที่เป็นผู้อาวุโสขั้นแหวกทะเลของสำนักคุนหลุน เพียงแค่โจมตีอย่างง่ายๆ ก็มีอานุภาพที่รุนแรงถึงขนาดนี้
ฝ่ามือที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินเช่นนี้มิใช่สิ่งที่หลิ่วสือซุ่ยจะฝืนรับเอาไว้ได้เด็ดขาด
ดูแล้วเหมือนกำลังจะถูกสังหาร เขาหยิบเอาสิ่งที่ดูเหมือนพู่กันด้ามหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ ก่อนจะสะบัดปลายพู่กันขึ้นไปบนท้องฟ้า คล้ายกำลังเขียนตัวอักษรตัวหนึ่ง
ตรงตำแหน่งที่พู่กันลากผ่านกลายเป็นสายรุ้งเส้นหนึ่ง
สายรุ้งเส้นนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็ว เพียงพริบตาก็พุ่งจากพื้นดินขึ้นไปบนท้องฟ้าที่อยู่สูงขึ้นไปหลายร้อยจ้าง สีสันสดใสงดงาม คล้ายมิใช่สิ่งที่อยู่บนโลกมนุษย์
เสียงฉึบเบาๆ ดังขึ้น สายรุ้งเส้นนั้นตกลงบนร่างกายของเฉินเหวินอย่างแม่นยำ
ต่อให้สภาวะของเขาจะสูงส่งอย่างไร ในเวลานี้ก็ได้แต่ต้องกลายเป็นหยดหมึกที่ถูกสะบัดออกมาจากในพู่กัน กระเด็นถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระแทกเข้ากับหน้าผาที่สูงชันอย่างรุนแรง
แรงสั่นสะเทือนที่น่าหวาดกลัวเคลื่อนตัวจากหน้าผามาถึงพื้น ก่อนจะลามมาถึงลำธาร
น้ำในลำธารสาดกระเซ็นขึ้นมา น้ำวนที่ยังไม่สลายหายไปสายนั้นขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย ใบไม้สีเขียวที่โปรยปลิวอยู่เต็มท้องฟ้าบินออกไปเหมือนลูกธนูอันแหลมคม
ศิษย์สำนักคุนหลุนเหล่านั้นพากันหลบหนี ดูทะลักทุเลเป็นอย่างมาก
เฉินเหวินบินออกมาจากในหน้าผา ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าขาวซีด บนเสื้อผ้าคล้ายมองเห็นรอยเลือด ยิ่งดูกระเซอะกระเซิง เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
เขาจ้องมองหลิ่วสือซุ่ย ในดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความโกรธเกรี้ยว กล่าวตะคอกเสียงดังว่า “หรือว่านั้นคือพู่กันครองเมือง! เป็นไปได้อย่างไร!”
พู่กันครองเมืองเป็นของวิเศษประจำเรือนอี้เหมา มีชื่อเสียงเทียบเคียงกับของวิเศษที่เหลืออีกสามชิ้นอย่างจานฝนหมึกหางมังกร เป็นของวิเศษระดับสูงของโลกนี้ ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นบน นโลกนี้เป็นเวลาหลายปีแล้ว
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าปู้ชิวเซียวจะเอาของวิเศษที่ล้ำค่าเช่นนี้มอบให้แก่ศิษย์พี่เพิ่งจะเข้ามาในสำนักไม่นานอย่างหลิ่วสือซุ่ย!
หลิ่วสือซุ่ยไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่าย หากแต่กินยาลงไปสองเม็ด รีบฟื้นฟูปราณก่อกำเนิดของตัวเอง เขาเพิ่งจะได้รับการยอมรับจากพู่กันครองเมืองไม่นาน สภาวะยังไม่สูงพอ สะบัดพู่กั นเขียนตัวอักษรไปเพียงตัวเดียว ปราณก่อกำเนิดก็ถูกใช้ไปจนหมด ใบหน้าขาวซีดเหมือนกระดาษ ไม่สามารถเขียนตัวอักษรตัวที่สองได้อีก
เฉินเหวินลอยอยู่ในอากาศ ส่งเสียงคำรามทอดยาวออกมา ลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกมาตามเสียงคำรามนั้น เพียงพริบตาก็มาถึงริมลำธาร
มือซ้ายของหลิ่วสือซุ่ยขยับเล็กน้อย สร้อยกระบี่แปลงเป็นกระบี่ไร้อัตตา แหวกอากาศพุ่งออกไป
กระบี่ไร้อัตตาและลำแสงกระบี่สายนั้นปะทะกันในอากาศ ส่งเสียงดังชัดเจน
เสียงเบาๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น บนไหล่ซ้ายของหลิ่วสือซุ่ยมีกระบี่บินเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมา เพียงแต่กระบี่บินเล่มนี้ถูกกระบี่ไร้อัตตาตัดปลายกระบี่ออกไป จึงไม่สามารถทะลุร่างกาย ของหลิ่วสือซุ่ยได้ โลหิตไหลออกมาไม่หยุด
สถานการณ์ของเฉินเหวินแย่ยิ่งกว่า ตรงหน้าอกมีรูปรากฏขึ้นมารูหนึ่ง เลือดสดๆ ไหลออกมาไม่หยุด
กระบี่ไร้อัตตาบินกลับมาหาหลิ่วสือซุ่ย สว่างเจิดจ้าเป็นอย่างมาก ดูเล็กสั้นบอบบาง แต่กลับค่อนข้างน่ากลัว
หลิ่วสือซุ่ยยืนมือไปดึงกระบี่หักที่อยู่ตรงหัวไหล่ ก่อนจะโยนลงไปบนพื้น
กระบี่หักเล่มนั้นสั่นขึ้นมาเบาๆ คล้ายอยากจะบินขึ้นมา
เสียงเคร้งๆๆ ดังขึ้นมาหลายเสียง
ลำแสงกระบี่ส่องสว่างริมธาร
กระบี่หักเล่มนั้นถูกกระบี่ไร้อัตตาฟันจนกลายเป็นชิ้นๆ
เฉินเหวินที่อยู่บนท้องฟ้ากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
โลหิตสดๆ กลายเป็นหยาดฝนตกลงมา
“นี่มันกระบี่อะไรของเจ้า!”
กระบี่บินที่เชื่อมต่ออยู่กับใจแห่งเต๋าถูกทำลาย สภาวะยังไม่ถึงกับเสียหาย แต่การจะฟื้นฟูพลังกลับมากลับต้องใช้เวลาหลายปี เฉินเหวินทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว ไม่สามารถควบคุมอารมณ ณ์ของตัวเองได้อีกต่อไป
กระบี่เล่มนี้มันคือกระบี่อะไรกัน ทำไมถึงได้คมเช่นนี้ ถึงขนาดฟันกระบี่บินชั้นเซียนของตัวเองจนกลายเป็นชิ้นๆ ได้!
จากนั้นเขาก็คิดถึงข่าวลือนี่เกิดขึ้นหลังจากสงครามในทะเลตะวันตกข่าวลือนั้น ในดวงตามีความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อปรากฏขึ้นมา เขากล่าวว่า “หรือว่านี่คือกระบี่ไร้อัตตา?”
ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ เขาย่อมต้องรู้จักกระบี่บินชื่อดังของสำนักชิงซานเหล่านั้น
ในบรรดากระบี่ชื่อดังเหล่านั้น พลังทำลายของกระบี่ไร้อัตตาแข็งแกร่งที่สุด นั่นเป็นเพราะมันคมที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกกระบี่คนไหน เมื่อพบว่ากระบี่ที่ตนเองเผชิญหน้าอยู่คือกระบี่บินในตำนานเช่นนี้ ก็ล้วนแต่ต้องเกิดความรู้สึกกริ่งเกรงขึ้นมาในใจ และ….โกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่ส สุด
มีพู่กันครองเมือง แล้วยังมีกระบี่ไร้อัตตาของสำนักชิงซานอีก.…มิน่าเจ้าถึงกล้ามาท้าสู้กับข้าที่มีสภาวะสูงกว่า!
เฉินเหวินโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด เขาขี่อาวุธวิเศษหลบลำแสงกระบี่ที่ไล่ตามมาติดๆ สายนั้นได้อย่างฉิวเฉียว จนมาถึงริมลำธาร แขนทั้งสองข้างสะบัดออกไป
กระเรียนเพลิงสายหนึ่งพุ่งออกมาจากแขนทั้งสองข้างของเขา โถมเข้าใส่หลิ่วสือซุ่ย
หลิ่วสือซุ่ยใบหน้าขาวซีด แต่ภายใต้ดวงตากลับยังมีเปลวไฟลุกโชน มือขวาพลิกขึ้นมา ไม่รู้ว่าเขาหยิบพัดพับเล่มหนึ่งขึ้นมาจากไหน ก่อนจะพัดไปทางกระเรียนเพลิงตัวนั้น
สายลมที่เย็นสบายพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว กระเรียนเพลิงหดเล็กลงในพริบตา สุดท้ายแปรเปลี่ยนกลายเป็นควัน ก่อนจะสลายหายไป แต่ทั้งสองฝ่ายได้เผชิญหน้ากันอยู่ตรงริมลำธารแล้ว สิ่งที่ ผู้ฝึกกระบี่หวาดกลัวที่สุดก็คือการที่อีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัว ในเวลานี้ประมือกันก็มักจะพยายามทิ้งระยะห่างจากอีกฝ่าย แต่ในเวลานี้กระบี่บินของเฉินเหวินได้ถูกทำลายไปแล้ว ร่ างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาจึงจำเป็นต้องเสี่ยงทำเช่นนี้
สถานการณ์ของหลิ่วสือซุ่ยเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเท่าไร ดูแล้วเหมือนกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่เจ้าก็ข้าที่ต้องตาย
ทันใดนั้นพลันมีพลังที่สงบเยือกเย็นสายหนึ่งปรากฏขึ้นริมลำธาร
ลูกประคำร้อยกว่าลูกลอยมา กลายเป็นม่านพลังที่ขวางระหว่างหลิ่วสือซุ่ยกับเฉินเหวินเอาไว้
สมณะชราที่อยู่งตรงต้นน้ำผู้นั้นกล่าวอามิตาพุทธ จากนั้นกล่าวว่า “ขอประสกทั้งสองท่านโปรดยั้งมือก่อน”
ศิษย์สำนักคุนหลุนต่างรู้จักสมณะชราผู้นี้ รู้ว่าอีกฝ่ายคือไต้ซือหุ้ยหยวนแห่งวัดทงฮว่า ทั้งสองฝ่ายเองก็บังเอิญเจอกันที่ริมธารสายนี้
ไต้ซือฮุ่ยหยวนรูปนี้พลังธรรมล้ำลึก เจ็บแค้นเวลาที่เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก แล้วก็เกลียดชังความชั่วจนเข้ากระดูก ได้รับความเคารพนับถือจากคนบนโลกและผู้บำเพ็ญพรต
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เฉินเหวินสีหน้าค่อนข้างดูแย่ แต่สุดท้ายเขาก็หยุดฝีเท้า
หลิ่วสือซุ่ยพกของวิเศษติดตัวเอาไว้หลายชิ้น ต่อให้เขาสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ แต่เขาก็จะต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน
หลิ่วสือซุ่ยเองก็เรียกกระบี่ไร้อัตตากลับมา
ในเวลานี้เอง ลูกประคำร้อยกว่าลูกนั้นพลันขยับขึ้นมา ปิดทางหนีทั้งหมดของเฉินเหวินเอาไว้!
เฉินเหวินใบหน้าขาวซีด รับรู้ได้ถึงความอันตรายที่ร้ายแรง เขาส่งเสียงคำรามออกมา ด้วยหมายจะให้เหล่าลูกศิษย์ลงมือ ขณะเดียวกันในมือก็กำของวิเศษที่ใช้รักษาชีวิตเอาไว้ เตรียมจะเ เรียกใช้งาน
แต่มันก็สายไปเสียแล้ว ใครจะไปคิดถึงว่าไต้ซือฮุ่ยหยวนที่ได้ชื่อว่ามีคุณธรรมสูงส่ง เห็นๆ อยู่ว่ากำลังจะทำการไกล่เกลี่ยความโกรธแค้นของทั้งสองฝ่าย ไฉนจู่ๆ กลับลงมือฆ่าคน?
ลูกประคำร้อยกว่าลูกระเบิดขึ้นมาพร้อมกัน!
เสียงระเบิดดังขึ้นไม่ขาดสาย น้ำในลำธารสาดกระเซ็นขึ้นมา จากนั้นถูกอูณหภูมิที่ร้อนระอุเผาไหม้จนสลายกลายเป็นควัน!
เสียงคำรามเสียงนั้นพลันเงียบหายไป!
ฝุ่นควันร่วงตกลงมา ริมลำธารไม่มีร่างของเฉินเหวิน บนก้อนหินและในน้ำเต็มไปด้วยโลหิต ยังคงมีไอร้อนลอยขึ้นมา
ไต้ซือฮุ่ยหยวนรูปนั้นหนีไปยังใต้หน้าผาสูงชั้นที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจ้าง ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
……
……
ริมลำธารเงียบสงัด
น้ำในลำธารที่ไหลเอื่อยชะล้างคราบเลือดที่อยู่บนก้อนหินให้ไหลลงไปด้านล่าง เสียงสายน้ำยังคงอ่อนโยน แต่มันกลับทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกหวาดผวา
บนใบหน้าของเหล่าศิษย์สำนักคุนหลุนเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัว พวกเขามองไปยังเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ และมองไปรอบๆ หุบเขา คล้ายไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น
หลิ่วสือซุ่ยเองก็ค่อนข้างสับสน
ทันใดนั้นพลันมีศิษย์สำนักคุนหลุนสองสามคนร่ำไห้ออกมา เสียงร้องฟังดูน่าหดหู่เป็นอย่างมาก
ลำแสงกระบี่จำนวนมากส่องสว่างหุบเขา ศิษย์สำนักคุนหลุนเหล่านั้นเรียกกระบี่บินออกมา เล็งไปยังหลิ่วสือซุ่ยพลางส่งเสียงตะโกนที่ฟังดูค่อนข้างคลุ้มคลั่ง “พวกเจ้าฆ่าอาจารย์ลุง”
เสี่ยวเหอไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างกายหลิ่วสือซุ่ยตั้งแต่เมื่อไร นางสะบัดมือกางม่านพลัง ก่อนกล่าวกับหลิ่วสือซุ่ยเสียงเบาๆ ว่า “หนีก่อน”
ความสับสนที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาก่อนหน้านี้มาจากจิตใจที่ดีที่มีมาแต่กำเนิดของเขา แต่หลิ่วสือซุ่ยก็ได้สติขึ้นมาอย่างรวดเร็ว บนเรียนที่เรียนรู้มาจากตอนที่อยู่ในปู้เหล่าหลิน นทำให้เขารู้ว่าตนเองไม่อาจหนีไปแบบนี้ได้เด็ดขาด เขายื่นมือไปกันเสี่ยวเหอเอาไว้ด้านหลัง ก่อนจะมองศิษย์สำนักคุนหลุนเหล่านั้นพลางกล่าวว่า “นี่น่าจะเป็นแผนชั่วของปู้เหล่าหล ลิน”
เมื่อได้ยินเสียงที่สงบเยือกเย็นของเขา ศิษย์สำนักคุนหลุนเหล่านั้นก็ใจเย็นขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็พบว่ามันแปลกประหลาดเกินไปจริงๆ
ฟแต่เห็นได้ชัดว่ามีบางคนไม่ยอมให้หลิ่วสือซุ่ยหลุดออกไปจากแผนการนี้ได้ง่ายๆ
“แต่เจ้าเองก็เคยเป็นคนของปู้เหล่าหลิน ใครจะไปรู้บ้างว่าเป็นเพราะเจ้าสมรู้ร่วมคิดให้อีกฝ่ายมาที่นี่หรือเปล่า? หากเจ้าบริสุทธิ์จริงๆ ไยไม่ฆ่าปีศาจจิ้งจอกที่อยู่ข้างเจ้าตัวนั้น นก่อนล่ะ?”
เสียงที่เยือกเย็นดังลงมาจากบนท้องฟ้า
สิ่งที่ลงมาพร้อมกับเสียงนั้นยังมีคนผู้หนึ่ง
บนท้องฟ้าที่อยู่สูงขึ้นไปจนเกือบจะถึงดินแดนแห่งความว่างเปล่ามีเงาเรือขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นลางๆ นั่นคือเรือเมฆของสำนักจงโจว
คนผู้นั้นกระโดดลงมาจากบนเรือเมฆ
ตัวของไป๋เชียนจวินยังอยู่บนอากาศ แต่โพรงลมที่เกิดขึ้นจากพลังเต๋าอันแข็งแกร่งได้โจมตีลงมาถึงริมธารแล้ว หลังงานชุมนุมแสวงมรรคาเขาก็เก็บตัวอยู่ในเขาอวิ๋นเมิ่งมาโดยตลอด สภาวะยกระดับขึ้น แต่การลงมือกลับยังโหดร้ายและไร้ความปราณีเหมือนเดิม ไม่ไถ่ถามอะไรก็จะสังหารหลิ่วสือซุ่ยให้ตายลงตรงนี้
ในเวลานี้หลิ่วสือซุ่ยได้ใช้ปราณก่อกำเนิดไปจนหมดแล้ว แล้วเขาจะหลบโพรงลมนี้ได้อย่างไร?
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าในที่หนึ่งบนหน้าผาอันสูงชันมีกระบี่บินสายหนึ่งลอยออกมา
กระบี่บินเล่มนั้นแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก มันไม่มีลำแสงกระบี่ ตัวกระบี่มองไกลๆ แล้วมีสีเทาจางๆ คล้ายท้องฟ้า แล้วก็คล้ายหน้าผา
ต่อให้มีคนเห็นกระบี่นี้ เขาก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่านั่นเป็นท้องฟ้าหรือไม่ก็หน้าผาได้ง่าย
ยิ่งไปกว่านั้นกระบี่บินนั้นก็ไม่ได้มีพลังที่แข็งแกร่งอะไร ดูคล้ายใบไม้ร่วงใบหนึ่งที่ลอยไปมาอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่ในสายลม
ใบไม้ลอยเข้าไปในโพรงลม จากนั้นกลับพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเงียบๆ แต่กลับรวดเร็วเป็นอย่างมาก
เสียงฉึกเบาๆ ดังขึ้นหลายเสียง
บนร่างกายของไป๋เชียนจวินมีรอยแผลที่เล็กแต่กลับลึกอย่างมากปรากฏขึ้นมาสิบกว่าแผล
เขาส่งเสียงอึกออกมาเบาๆ เหยียบอากาศถอยเยื้องๆ ออกไปหลายร้อยจ้าง จากนั้นไปยืนอยู่บนต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากข้างลำธาร
ลมพัดผ่านยอดไม้
ร่างกายเขาขยับขึ้นลงตามยอดไม้ที่ไหวเอน โลหิตไหลออกมาไม่หยุด
เขาจ้องมองดูตรงตำแหน่งที่กระบี่บินออกมาจากหน้าผาที่สูงชัน ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าที่คร่ำเคร่งว่า “จัวหรูซุ่ย….เจ้ากล้าแต่ลอบกัดอย่างนั้นหรือ!”
กระบี่บินสีเทาเล่มนั้นลอยกลับไปตรงหน้าผาอย่างอ่อนแรง
จัวหรูซุ่ยเหยียบไปบนกระบี่
เขาขี่กระบี่มาถึงริมลำธาร มองดูไป๋เชียนจวินที่อยู่บนยอดไม้ รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขากล่าวว่า “ไม่ลอบกัดเจ้าก็สู้ข้าก็ไม่ได้อยู่ดี”