มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 26 กลืนเรือ
ไป๋เชียนจวินส่งเสียงเหอะออกมา ไม่ได้พูดอะไร บินลงมาจากบนต้นไม้
ทั่วทั้งร่างของเขาในเวลานี้เต็มไปด้วยเลือด หากยังยืนอยู่บนยอดไม้ สภาพของเขาก็ออกจะดูแย่ไปเสียหน่อย
จัวหรูซุ่ยเองก็ลงมายืนอยู่ริมลำธาร เพียงแต่กระบี่สีเทายังไม่ถูกเขาเก็บกลับเข้าไป มันลอยนิ่งๆ อยู่ข้างกายเขา พร้อมที่จะโจมตีอีกครั้งทุกเมื่อ
เมื่อกระบี่เล่มนั้นลอยอยู่นิ่งๆ หน้าตาที่แท้จริงของมันก็เปิดเผยออกมา ตัวกระบี่เป็นสีเทาจางๆ ดูเรียบง่ายเป็นอย่างมาก แต่บนผิวกระบี่กลับมีรอยแตกอยู่นับไม่ถ้วน ดูแล้วเหมือน เกล็ดปลาอย่างไรอย่างนั้น
กระบี่เล่มนี้มีชื่อว่ากลืนเรือ ค่อนข้างมีชื่อเสียงในโลกแห่งการบำเพ็ญพรต แล้วก็ยังเป็นกระบี่บินที่มีระดับชั้นสูงที่สุดบนยอดเขาเทียนกวง อยู่เหนือกระบี่ทะเลคราม ยิ่งไปกว่านั้ นประวัติความเป็นมาก็ยังไม่ธรรมดาอีกด้วย
ในอดีตจัวหรูซุ่ยเพิ่งจะเข้ามายังสำนักชิงซานก็ถูกนักพรตหลิ่วฉือรับไปเก็บตัวยังยอดเขาเทียนกวง ไม่มีโอกาสที่จะหากระบี่บนยอดเขาอวิ๋นสิ่งเลย กระบี่เล่มนี้เป็นนักพรตหลิ่วฉือ อที่ขึ้นไปเอามาด้วยตัวเอง จากนั้นจึงมอบมันให้เขา เรื่องนี้ย่อมต้องผิดกฎอย่างแน่นอน ยอดเขาซั่งเต๋อไม่พอใจอย่างมาก แต่นักพรตหลิ่วฉือไม่เพียงแต่จะมีสภาวะที่สูงส่ง ทว่าความสามา ารถในการทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ยังยอดเยี่ยมอย่างมากด้วย ทำให้ผู้คนพากันลืมเรื่องนี้ไปอย่างง่ายดาย จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าศิษย์ที่นักพรตหลิ่วฉือรักมากที่สุดยังคงเป็นศิษย์ คนสุดท้ายผู้นี้
ศิษย์สำนักคุนหลุนเหล่านั้นได้เห็นกระบี่กลืนเรือที่เล่าลือกันเป็นครั้งแรก พบว่ากระบี่นี้มิได้ดูน่ากลัวเหมือนอย่างที่เล่าลือกัน ดูแล้วเหมือนปลาเค็มที่ไม่มีชีวิตชีวาตัวหนึ ง
แต่ใครจะกล้าดูถูกกระบี่บินเล่มนี้? ก็เหมือนกับที่ว่าใครจะกล้าดูถูกจัวหรูซุ่ยที่หนังตาห้อยตกลงทั้งวัน ดูเหมือนง่วงเหงาหาวนอนอยู่ตลอดเวลา?
ในฐานะที่เป็นอัจฉริยะหนุ่มที่เป็นตำนานที่สุดของสำนักชิงซาน ทันทีที่เข้ามายังสำนักชิงซานจัวหรูซุ่ยก็เริ่มเก็บตัวต่อเนื่องมาเป็นเวลายี่สิบปี พอออกมาจากการเก็บตัวก็เอาชนะเ เจ้าล่าเยวี่ย สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญพรต เพียงแต่หลังจากที่แพ้ให้แก่จิ๋งจิ่วในงานชุมนุมแสวงมรรคา ชื่อเสียงบารมีของเขาก็ลดน้อยลงไปไม่น้อย หลายปีมานี้ไม่ค่ อยทำตัวโดดเด่นอะไร ความทรงจำที่โลกแห่งการบำเพ็ญพรตมีต่อเขายังคงหยุดอยู่ในดินแดนแห่งความฝันของคันฉ่องฟ้ากระจ่าง ชายชุดดำที่สังหารผู้คนอย่างบ้าคลั่งผู้นั้น จนกระทั่งในเวลา านี้ ศิษย์สำนักคุนหลุนเหล่านั้นถึงจะนึกขึ้นมาได้ว่าเขายังคงเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้บำเพ็ญพรตรุ่นเยาว์
ไป๋เชียนจวินนั้นไม่ใช่ผู้บำเพ็ญพรตธรรมดา หากแต่เป็นศิษย์อัจฉริยะรุ่นต่อไปที่สำนักจงโจวให้ความสำคัญ แต่ผลสุดท้ายกลับต้องพ่ายแพ้ให้แก่กระบี่ของเขาอย่างน่าเศร้าครั้งแล้วครั้งเ เล่า ไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะได้ นี่เขาแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่?
ทว่าโลกแห่งการบำเพ็ญพรตในตอนนี้ยังคงเป็นใต้หล้าของเหล่ายอดฝีมือรุ่นก่อน
น้ำในลำธารพลันหยุดนิ่ง ไม่ได้ไหลเอื่อยเหมือนอย่างก่อนหน้า ลมกระโชกรุนแรง ใบไม้โปรยปลิวลงมา สิ่งที่ลอยตามลงมายังมีเงาคนอีกหลายสาย
เยวี่ยเชียนเหมินซึ่งเป็นผู้อาวุโสของสำนักจงโจวพาลูกศิษย์จำนวนหลายคนมายังริมลำธาร ปลดปล่อยแรงกดดันที่รุนแรงอย่างมากออกมา
เหล่าศิษย์สำนักคุนหลุนต่างรู้สึกทรมานเป็นอย่างมาก พวกเขารีบโค้งตัวคารวะ จากนั้นถอยห่างออกไป
เยวี่ยเชียนเหมินมองจัวหรูซุ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย จากนั้นมองไปทางหลิ่วสือซุ่ย ก่อนที่จะค่อยๆ เลื่อนสายตามองไปยังเสี่ยวเหอที่ยืนอยู่ริมป่า จิตสังหารปรากฏขึ้นมาเพียงครู่ ก่อนจะหายไป
เจ้าล่าเยวี่ยยืนอยู่ข้างกายเสี่ยวเหอตรงใต้ต้นไม้ต้นนั้น ไม่รู้ว่านางมาตั้งแต่เมื่อไร
เยวี่ยเชียนเหมินเป็นยอดฝีมือขั้นศูนยตา ในบรรดาเจ้าแห่งยอดเขาของชิงซานก็มีเพียงฟางจิ่งเทียนกับนักพรตกว่างหยวนเท่านั้นที่พอจะเอาชนะเขาได้ ต่อให้ศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักชิงซ ซานจะอัจฉริยะเพียงใดก็ไม่มีทางทำอะไรเขาได้ แต่เมื่อมองดูภาพที่อยู่ตรงหน้า เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงความกดดัน แล้วก็เกิดความรู้สึกทอดถอนใจอย่างมากขึ้นมา
ความกดดันนั้นไม่ได้มาจากในเวลานี้ หากแต่มาจากอนาคต ความรู้สึกทอดถอนใจนั้นมาจากความรู้สึกเสียดายและความผิดหวังในสำนักของตัวเอง
เมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าทั้งสามคนยืนอยู่ตรงนี้
พวกเขาล้วนเป็นคนของชิงซาน
ศิษย์รุ่นต่อไปของสำนักชิงซานช่างแข็งแกร่งจริงๆ เกรงว่าหลังจากนี้อีกร้อยปีสำนักชิงซานคงจะมียอดฝีมือขั้นแหวกทะเลระดับสูงสุดเพิ่มขึ้นมาอีกสามคน
หลิ่วสือซุ่ยนั้นแล้วไป แต่จัวหรูซุ่ยนั้นถูกสำนักจำนวนมากจับตาดูตั้งแต่ที่เกิดมา ส่วนเจ้าล่าเยวี่ยนั้นยิ่งแล้วใหญ่ นางเป็นคนเมืองเจาเกอ ทำไมตอนนั้นถึงชิงมาไม่ได้?
แล้วลองมาดูสำนักของตัวเองสิ? ลั่วไหวหนานตายไปตั้งนานแล้ว ไป๋เชียนจวินนิสัยใช้ไม่ได้ ยากที่จะบรรลุมรรคผลได้ ถงเหยียน.…หรือต้องฝากความหวังเอาไว้ที่เจ่าเอ๋อร์เพียงคนเดียว ว?
เยวี่ยเชียนเหมินสลัดความคิดเหล่านี้ทิ้งไป ก่อนจะชี้ไปยังก้อนหินที่อยู่ริมลำธารพลางกล่าวว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
ในเวลานี้น้ำในลำธารได้หยุดไหลจนหมด รอยคราบเลือดที่อยู่บนก้อนหินไม่ได้ถูกน้ำชะล้างอีก คล้ายจับตัวแข็งอย่างไรอย่างนั้น
จัวหรูซุ่ยกล่าวสำทับว่า “นั่นสิ มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?”
เยวี่ยเชียนเหมินไม่คิดสนใจเขา หากแต่มองไปยังเจ้าล่าเยวี่ยที่อยู่ใต้ต้นไม้แล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้เกี่ยวพันกับหลิ่วสือซุ่ย พวกเจ้าเห็นด้วยไหม? หรือว่าข้าต้องไปหาท่านเจ้าเร รือนปู้?”
หากสำนักชิงซานยอมรับว่าหลิ่วสือซุ่ยเป็นศิษย์ของชิงซาน อย่างนั้นเรื่องนี้ก็ย่อมต้องให้สำนักชิงซานเป็นคนรับผิดชอบ หากไม่ใช่ เช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาของเรือนอี้เหมา
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “มาหาพวกข้าก็ได้”
หลิ่วสือซุ่ยคิดอยากจะอธิบายเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เสียหน่อย แต่เยวี่ยเชียนเหมินกลับไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย หากแต่ยังคงมองดูเจ้าล่าเยวี่ยแล้วกล่าวว่า “ข้าต้องพาเขาไปสอบถามหน่ อย”
สภาวะความสามารถของเยวี่ยเชียนเหมินอยู่เหนือเจ้าล่าเยวี่ย แต่สถานะและความอาวุโสภายในสำนักกลับอยู่ในระดับเดียวกับเจ้าล่าเยวี่ย สำหรับเขาแล้ว เรื่องแบบนี้ก็ได้แต่ต้องมาพู ดกับเจ้าล่าเยวี่ย
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “อย่าได้คิด”
คำพูดยิ่งสั้นก็ยิ่งแข็งกร้าว
เยวี่ยเชียนเหมินเลิกคิ้วเล็กน้อย ศิษย์สำนักคุนหลุนที่ยังตกใจและหวาดกลัวเหล่านั้นยิ่งรู้สึกสับสน
ต่อให้พวกเจ้าล่าเยวี่ยทั้งสามคนจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าแต่กำเนิด แต่สภาวะยังไม่สูงพอ ยอดฝีมือขั้นศูนยตาสามารถสังหารพวกนางได้อย่างง่ายดาย เหตุใดนางถึงได้มีท่าทีแข็งกร้าวถ ถึงเพียงนี้?
สายตาของเยวี่ยเชียนเหมินมองไปในอ้อมอกของเจ้าล่าเยวี่ย
เงาไม้ตกลงมาบนตัวนาง ในเวลานี้ผู้คนถึงได้สังเกตเห็นว่าที่แท้นางก็อุ้มแมวขาวตัวหนึ่งอยู่ตลอดเวลา
แมวขาวตัวนั้นหาวออกมา ก่อนจะตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย
ศิษย์หลายคนของสำนักชิงซานไม่รู้ผู้พิทักษ์ทั้งสี่ของชิงซานคือใคร แต่เหล่าผู้อาวุโสของสำนักจงโจวกลับรู้จักเป็นอย่างดี
“ที่แท้ท่านไป๋กุ่ยก็มาด้วย”
สีหน้าของเยวี่ยเชียนเหมินแปรเปลี่ยนเป็นคร่ำเคร่งขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขากลับยังไม่มีความหวาดกลัวใดๆ จากนั้นกล่าวว่า “แต่เป็นความคิดของนักพรตไป๋”
ในเวลานี้นักพรตไป๋อยู่ในเรือเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าลำนั้น
เจ้าล่าเยวี่ยไม่กังวลใจ เพราะอาต้าไม่ได้แกล้งทำเป็นนอนต่อ แสดงว่ามันมีความมั่นใจอยู่
แล้วก็เป็นดั่งคาด ไกลออกไปมีเสียงระฆังดังลอยมา
สุดท้ายการต่อสู้และการลอบสังหารที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันที่ิริมธารนี้ก็ทำให้วัดกั่วเฉิงรู้ตัว
จากนั้นภายในท้องฟ้าก็มีเสียงระฆังที่ดังกังวาลอย่างมากดังขึ้นมา
เมื่อเทียบกับเสียงระฆังของวัดกั่วเฉิงแล้ว เสียงระฆังนี้เบากว่ามาก แต่พลังในการทะลุทะลวงกลับแข็งแกร่งกว่า ไม่รู้ว่าเป็นระฆังมหาบรรพตทิศใต้หรือว่าของวิเศษอย่างอื่น
นั่นคือสัญญาณเรียกให้กลับไป
เยวี่ยเชียนเหมินไม่ได้กล่าวอะไรอีก เขาพาศิษย์สำนักคุนหลุนเหล่านั้นจากไปอย่างไม่รีรอ
แต่ทุกคนต่างรู้ว่าสำนักจงโจวจะต้องไม่มีทางยอมรามือแต่เพียงเท่านี้อย่างแน่นอน ในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยที่จะจัดขึ้นหลังจากนี้อีกหลายวันจะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นอีกแน่
ลำธารกลับมามีชีวิตอีกครั้ง สายน้ำไหลเอื่อยลงไปด้านล่าง ส่งเสียงดังจ้อกๆ
เสี่ยวเหอเดินมาข้างกายหลิ่วสือซุ่ย มองดูรอยเลือดที่อยู่บนก้อนหินค่อยๆ ถูกสายน้ำชะออกไป ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าลมที่อยู่บนลำธารหนาวเย็นเสียดกระดูก ใบหน้านางขาวซีดขึ้นมา
เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก อีกทั้งในนั้นยังมีกลิ่นที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างมากอยู่ นี่ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัว
“อาจารย์อาหญิง” หลิ่วสือซุ่ยคารวะเจ้าล่าเยวี่ยอย่างตั้งใจ
ในชิงซานตอนนี้ คนที่เขาเคารพนับถือที่สุดย่อมต้องเป็นคุณชาย รองลงมาก็คือเจ้าล่าเยวี่ย
เจ้าล่าเยวี่ยเป็นต้นแบบที่เขาพยายามไล่ตามในตอนที่อยู่ศาลาหนานซง แล้วก็เป็นผู้ร่วมทางในเมืองกุ้ยอวิ๋นในภายหลัง
“ศิษย์พี่…”
หลิ่วสือซุ่ยคารวะจัวหรูซุ่ย จากนั้นก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี หลังแยกจากกันในดินแดนแห่งความฝัน นี่ก็ผ่านมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถึงแม้ตอนที่อยู่ในดินแดนแห่งความฝัน พวกเขาจะ ะเคยเจอหน้ากันในวังของแคว้นฉู่อยู่บ่อยครั้ง ถือว่าคุ้นเคยกันดี แต่ว่านั่นมันอยู่ที่อื่น
“กระบี่เล่มนี้สวยจริงๆ”
เขามองดูกระบี่กลืนเรือ ก่อนกล่าวว่า “ดูแล้วเหมือนเครื่องปั้นดินเผา เรียกว่าอะไรเหยานะ ข้าลืมแล้ว….”
เสี่ยวเหอที่อยู่ข้างๆ กล่าวเตือนเสียงเบาๆ ว่า “จึเหยา”
“ใช่แล้ว จึเหยา”
หลิ่วสือซุ่ยจะพูดจะจาหรือทำอะไรล้วนแต่จริงใจ ทำให้คนรู้สึกเชื่อใจได้ง่ายและอยากจะอยู่ใกล้ ทว่าพอจัวหรูซุ่ยได้ยินคำพูดของเขากลับรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าที่บ บนกระบี่มีรอยแตกเยอะแยะมากมายเช่นนี้เป็นเพราะถูกกระบี่คมจักรวาล ฟันใส่ในตอนนั้น ยิ่งไปกว่านั้นสร้อยข้อมือที่อยู่บนข้อมือของเจ้าเส้นนั้นมันคืออะไรกันล่ะ ถ้ามีปัญญาเจ้าก็เอามา าแลกสิ?
บนแผ่นดินเฉาเทียนในตอนนี้ กระบี่ไร้อัตตาและกระบี่พรหมจรรย์เป็นกระบี่บินสองเล่มที่มีระดับชั้นสูงสุด ไหนเลยจะมีคนยอมเอามาแลก ต่อให้หลิ่วสือซุ่ยยอม… เขาเองก็ไม่ยอม
กลืนเรือชื่อนี้ฟังแล้วไพเราะมากกว่า แล้วก็เข้ากับนิสัยของเขามากกว่า
“ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่?” จัวหรูซุ่ยถาม
หลิ่วสือซุ่ยกล่าว “มาช่วยน่ะสิขอรับ”
คนหนึ่งถามแปลกๆ
คนหนึ่งตอบซื่อๆ
งานชุมนุมเหมยฮุ่ยที่วัดกั่วเฉิงครั้งนี้ไม่เหมือนกับงานชุมนุมเหมยฮุ่ยที่ผู้บำเพ็ญพรตรุ่นเยาว์จะมาประลองแลกเปลี่ยนความรู้กันที่เมืองเจาเกออย่างที่แล้วๆ มา หากแต่คล้ายคลึงกับงา านชุมนุมเหมยฮุ่ยเมื่อหกร้อยปีก่อนครั้งนั้นมากกว่า
ในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยเมื่อหกร้อยปีก่อน เผ่าพันธุ์มนุษย์เผชิญหน้ากับวิกฤตอันตรายอันร้ายแรง ความสำคัญของการชุมนุมในครั้งนี้ย่อมไม่อาจเทียบกับครั้งนั้นได้ แต่มันก็ยังสำคัญอย่ างมากอยู่
หากสำนักชิงซานและสำนักจงโจวที่เป็นสองผู้นำแห่งฝ่ายธรรมะฉีกหน้ากันขึ้นมาจริงๆ แผ่นดินเฉาเทียนคงจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่วุ่นวายอย่างแน่นอน
ในเวลาแบบนี้ หลิ่วสือซุ่ยย่อมต้องมา ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้คุณชายยังเป็นเจ้าสำนักชิงซานด้วย
“ไม่ได้มาสู้กันเสียหน่อย คนเยอะไม่มีประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นหากมีอะไรกันขึ้นมาจริงๆ เจ้าก็คงเอาอาวุธวิเศษของเรือนอี้เหมามาช่วยออกหน้าแทนสำนักชิงซานไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?”
จัวหรูซุ่ยคิดถึงความกดดันที่สำนักชิงซานต้องเผชิญ ความรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนได้หายไปตั้งนานแล้ว เขาถอนใจพลางกล่าวออกมาว่า “สุดท้ายก็ต้องดูว่าอาจารย์อาเจ้าสำนักคิดอย่างไร”
ในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยตอนฤดูใบไม้ผลิ ท่าทีของสำนักจงโจวนั้นชัดเจนและแน่วแน่เป็นอย่างมาก พวกเขาต้องการลดสัดส่วนทรัพยากรของสำนักชิงซานลงให้ได้ ถึงแม้จะเป็นแค่การทำแบบพอเป็นพิธี ก็ตาม
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวว่า “เกรงว่าคุณชายคงจะเกียจคร้านที่จะคิดเรื่องแบบนี้”
คนซื่อมักจะพูดความจริง
เจ้าล่าเยวี่ยรู้ว่านิสัยของจิ๋งจิ่วเป็นแบบที่ว่าจริงๆ แต่ในเมื่อเขาส่งถงเหยียนไปยังดินแดนหมิง ดูแล้วเขาก็น่าจะมีการเตรียมการอะไรเอาไว้ จึงกล่าวว่า “กลับไปแล้วค่อยว่ากัน ”
……
……
ในตอนที่ใกล้จะถึงวัดกั่วเฉิง เสี่ยวเหอมองเห็นสวนผักที่อยู่ในสภาพรกร้าง ภายในใจคิดถึงชีวิตอันสงบสุขเมื่อครั้งที่ตนเองและหลิ่วสือซุ่ยอาศัยอยู่ที่นี่ในช่วงเวลาหลายปีนั้น จ จึงอดรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาไม่ได้
ตอนนี้นางไม่อาจพักอยู่ที่สวนผักได้ เพราะด้านนอกวัดไม่ปลอดภัย ใครจะไปรู้บ้างว่าสำนักจงโจวและสำนักฝ่ายธรรมะเหล่านั้นจะทำอะไร หลิ่วสือซุ่ยไม่อาจพานางเข้าไปยังเรือนอี้เหมา ได้ การพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมด้านนอกระเบียงลมกับการอยู่ด้วยกันนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเขาจึงได้แต่ต้องพานางไปหาจิ๋งจิ่ว
ส่วนจิ้งหยวนยังคงเงียบสงัด กู้ชิงถูกเสียงระฆังของวัดกั่วเฉิงปลุกจนตื่นขึ้นมาแล้ว
หลายปีมานี้ยอดเขาเสินม่อติดต่อกับหลิ่วสือซุ่ยอยู่ตลอด โดยเขากับเสี่ยวเหอส่งจดหมายไปมาหากัน ทั้งเรื่องส่วนผักและโรงเตี๊ยมก็ล้วนแต่เขาเป็นคนจัดการให้ แต่เขาไม่ได้กล่าว วทักทายอะไรกับเสี่ยวเหอ หากแต่กล่าวกับหลิ่วสือซุ่ยว่า “อาจารย์ยังอยู่ด้านใน รออีกครู่หนึ่ง”
ในเวลานี้หลิ่วสือซุ่ยจึงได้รู้ว่าจิ๋งจิ่วกำลังสนทนาธรรมอยู่กับฉานจึ ในใจครุ่นคิดว่าคุณชายช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
กู้ชิงสังเกตเห็นใบหน้าที่ขาวซีดของเสี่ยวเหอ ก่อนจะคิดถึงเสียงระฆังก่อนหน้านี้ จึงกล่าวถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
หลิ่วสือซุ่ยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นริมลำธารก่อนหน้านี้ออกมา
กู้ชิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “พวกชั่วที่เหลืออยู่ของปู้เหล่าหลินอยู่เงียบๆ มาเป็นเวลาหลายปี เหตุใดจู่ๆ ครั้งนี้ถึงได้กระโดดออกมา?”
หลังจากลานเมฆของซีหวังซุนถูกทำลายไป ปู้เหล่าหลินดูเหมือนพังพินาศ แต่ความจริงฐานรากที่แท้จริงเหล่านั้นกลับมิได้สั่นคลอน การต่อสู้ที่เกิดขึ้นในวัดกั่วเฉิงครั้งนั้นคือสิ่งยืนยัน น
ก่อนหน้านั้นใครจะคิดบ้างว่าสมณะตู้ไห่ผู้เป็นหัวหน้าอารามหลี่ว์ถังของวัดกั่วเฉิงจะเป็นคนของปู้เหล่าหลิน?
ในสำนักต่างๆ และในราชสำนักจะต้องมีคนอย่างสมณะตู้ไห่อยู่ไม่น้อยอย่างแน่นอน
อย่างเช่นไต้ซือฮุ่ยหยวนที่จู่ๆ วันนี้ก็ลงมือสังหารผู้อาวุโสเฉินเหวินของสำนักคุนหลุนผู้นั้น
“เขาน่าจะตามพวกเรามาตลอด ตั้งแต่ระเบียงลมจนมาถึงที่นี่ จนในที่สุดก็สบโอกาส”
หลิ่วสือซุ่ยใช้ชีวิตอยู่ในปู้เหล่าหลินมาเป็นเวลานานหลายปี เคยจัดการม้วนเอกสารมานับไม่ถ้วน คุ้นเคยกับวิธีการของอีกฝ่ายดี
ไต้ซือฮุ่ยหยวนรูปนั้นย่อมไม่ได้คิดที่จะสังหารหลิ่วสือซุ่ย ไม่อย่างนั้นหลิ่วสือซุ่ยกับเสี่ยวเหอคงจะตายไปนานแล้ว เช่นนั้นโอกาสที่เขาต้องการคืออะไร?
เสี่ยวเหอคิดถึงคนที่เด็ดดอกบัวผู้นั้น ใบหน้ายิ่งขาวซีด
ภายในสวนจิ้งหยวนเงียบสงัดเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนต่างคิดถึงคนผู้นั้น
นักพรตไท่ผิงจะทำอะไรกันแน่?
หรือว่าเขาจะยั่วยุให้สำนักชิงซานสู้กับสำนักจงโจว สำนักคุนหลุนและสำนักทางเหนือทั้งหมด?
ไม่มีใครตอบคำถามของเขาได้ กรมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาใบไม้ร่วงหล่นลงมาในส่วนจิ้งหยวน ค่อยๆ กองอยู่รอบๆ เจดีย์หิน
อาต้าเดินไปฟุบนอนขดเป็นก้อนบนกองใบไม้
บนท้องปลาที่อยู่ไกลออกไปมีเงาขนาดใหญ่เงาหนึ่งปรากฏขึ้นมา นั่นคือเรือเมฆของสำนักจงโจว สร้างความกดดันให้แก่โลกนี้ และคนหนุ่มสาวเหล่านี้อย่างมาก
จัวหรูซุ่ยมองไปทางด้านนั้น จู่ๆ พลันกล่าวขึ้นมาว่า “อย่างนั้นก็สู้”
ดวงอาทิตย์สีแดงได้แต่งแต้มภาพท้องฟ้ายามเย็นที่สวยงามขึ้นมาเหนือท้องทะเล ค่อยๆ บดบังเงาของเรือเมฆ คล้ายกลืนกินมันเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น