มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 37 วัดผิงกู่ถูกทำลายและห่าน
ไต้ซือฮุ่ยหยวนเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของวัดทงฮว่า ธรรมะล้ำลึก สภาวะเองก็ไม่ธรรมดา
เฉินเหวินที่เป็นผู้อาวุโสของสำนักคุนหลุนเป็นยอดฝีมือขั้นแหวกทะเลระดับต้น แต่กลับถูกเขาสังหารอย่างง่ายดาย กระทั่งเรือเมฆของสำนักจงโจวก็ดูเขาไม่ค่อยหวาดกลัวเท่าไร
แต่ในเวลานี้ เขากลับรู้สึกได้ถึงอันตรายอย่างร้ายแรง
นี่ย่อมต้องมีความเกี่ยวข้องกับระยะห่าง ในตอนนั้นเรือเมฆของสำนักจงโจวลอยอยู่ใกล้ดินแดนแห่งความว่างเปล่า แต่ในเวลานี้จิ๋งจิ่วกลับอยู่เบื้องหน้าเขา
ผู้ฝึกกระบี่ของชิงซานมักจะเคยชินกับการรักษาระยะห่างจากศัตรูมิใช่หรือ?
สายตาเขามองไปยังมือของจิ๋งจิ่ว
มือที่ขาวสะอาดไม่มีริ้วรอยใดๆ ข้างนั้นเป็นเหมือนผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง แต่กลับมีความน่ากลัวอย่างมาก ภายในคล้ายมีสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วน
“ดูเหมือนข้ามิอาจออมมือได้แล้ว”
ไต้ซือฮุ่ยหยวนมองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวว่า “ขอโทษด้วย”
ร่างกายที่ต้องแสงจากตะเกียงน้ำมันของเขาค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเข้ากับพระพุทธรูป พลังแปรเปลี่ยนเป็นเบาบางลอยล่อง
ลูกประคำจำนวนนับไม่ถ้วยลอยออกมาจากในเงาของตะเกียงและในร่องอิฐ บ้างก็ลอยลงมาจากเสาคาน กลายเป็นหมู่ดาวระยิบระยับจำนวนนับไม่ถ้วน กระจัดกระจายอยู่เต็มห้องภาวนา
……
……
ตระกูลเจี่ยทำการค้าขายหินแร่ นอกจากขุนนางในพื้นที่ของเมืองอี้โจวแล้ว ก็ยังมีขุนนางใหญ่โตที่อยู่ในเมืองเจาเกอคอยหนุนหลัง ในด้านการค้าย่อมไม่มีอุปสรรคอะไร ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่สิบปี เจี่ยเซิ่งก็กลายเป็นคหบดีที่มีชื่อเสียงของเมืองอี้โจว ถึงแม้จะยังไม่มีสิทธิ์ไปเทียบกับตระกูลใหญ่ๆ ที่ได้รับการสนับสนันจากสำนักบำเพ็ญพรต แต่ก็ถือว่ามีหน้า ามีตาอย่างมาก
ปีใหม่ใกล้มาถึง ตระกูลเจี่ยเชิญขุนนางและพ่อค้าที่สนิทสนมมาทานเลี้ยง พวกเขากำลังกินอาหารกันอย่างครึกครื้นอยู่ในสวนด้านหน้า ขณะเดียวกันก็หารือกันถึงเรื่องสำคัญในวันพรุ่งนี้
อาหารเลิศรสจำนวนนับไม่ถ้วนถูกส่งเข้าไปในสวน ภายในสวนอบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ ไม่ได้มีความรู้สึกของฤดูหนาวเลยแม้แต่น้อย ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรู้สึกดื่มด่ำและความห หรูหรา
วัดผิงกู่เป็นวัดประจำตระกูลของตระกูลเจี่ย ระหว่างวัดกับเรือนตระกูลเจี่ยมีลำธารสายหนึ่งและภูเขาครึ่งลูกคั่นกลางเอาไว้ สามารถมองเห็นได้ไกลๆ
อาต้าฟุบหมอบอยู่บนกำแพงของวัดผิงกู่ มองดูความคึกคักที่อยู่ไกลออกไป แต่ในดวงตากลับไม่ได้มีความรู้สึกอิจฉาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเฉยชา หากมองลึกเข้าไปก็จะมองเห็นความรู้ส สึกของคนที่ผ่านโลกมาเยอะ ความเจริญรุ่งเรืองของโลกมันเคยเห็นมามากแล้ว ไหนเลยจะมองบรรยากาศของความมั่งคั่งเพียงเท่านี้อยู่ในสายตา
ไม่รู้ว่ามีเสียงประทัดไม้ไผ่ดังลอยมาจากไหน อาต้าเหลียวหน้ากลับไปมองในวัด
ด้านล่างกำแพงวัดมีสมณะนอนทับกันอยู่เจ็ดแปดรูป สลบไสลไม่ได้สติ คนที่อยู่บนสุดคือเณรน้อยผู้นั้น
มันมองไปทางอารามด้านหลัง ภายในดวงตาเผยให้เห็นความรู้สึกเป็นห่วง
จิ๋งจิ่วไม่ใช่คู่ต่อสู้ของไต้ซือฮุ่ยหยวน สภาวะของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่เขาจะลองกระบี่ให้ได้ มันก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน
โชคดีที่จิ๋งจิ่วไม่ตายง่ายๆ อีกประเดี๋ยวหากเกิดเรื่องจริงๆ มันย่อมต้องลงมือช่วยเหลือ
ครืน!
ในเวลานี้เอง ภายในท้องฟ้าช่วงปลายฤดูหนาวพลันมีเสียงฟ้าคำรามทึบๆ ดังกัมปนาท
ม่านตาของอาต้าหดเล็กลง ขนสีขาวทั่วทั้งตัวพลันตั้งชูชันขึ้นมา
……
……
ฟ้าคำรามในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง เดิมนี่ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้น้อยมากอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในท้องฟ้าที่เป็นสีครามของวันนี้ก็ไม่มีเมฆลอยอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
ภายในเรือนตระกูลเจี่ย เหล่าขุนนางและพ่อค้าที่กำลังกินดื่มพูดคุยกันพากันสะดุ้งตกใจ ต่างคนต่างมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ในใจครุ่นคิดว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
“ฟ้าร้องอย่างนั้นรึ หรือว่าฝนจะตก?” มีผู้ดูแลคนหนึ่งพูดขึ้นมา
เจี่ยเซิ่งมองดูผู้ดูแลด้วยสายตาเยือกเย็น ขณะเตรียมจะกล่าวสั่งสอนเขา ทันใดนั้นพลันมีเสียงฟ้าร้องที่น่ากลัวดังขึ้นมาอีกครั้ง!
จากนั้นเสียงฟ้าคำรามจำนวนนับไม่ถ้วนก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมา!
ลมกระโชกรุนแรง เสาคานส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด พื้นดินสั่นไหวขึ้นมา ทุกที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันคละคลุ้ง กำแพงที่ไม่ค่อยแข็งแรงบางแถบพังถล่มลงมา
“แผ่นดินไหว! แผ่นดินไหว!”
“รีบหนีเร็ว!”
“ไปพยุงเหล่าไท่ไท่[1]!”
“ผิงกู่! วัดผิงกู่ถล่มลงมาแล้ว!”
ภายในเรือนตระกูลเจี่ยเต็มไปด้วยเสียงตะโกนร้องด้วยความหวาดกลัว
ขุนนางและพ่อค้าเหล่านั้นไม่สามารถรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อีก พวกเขารีบมุดเข้าไปใต้โต๊ะอย่างรวดเร็ว
สาวใช้ส่งเสียงร่ำไห้พลางวิ่งหนีกันอลหม่าน แสงอาทิตย์ถูกฝุ่นควันบดบัง ทุกทีล้วนแต่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความมืดสลัว
……
……
วัดผิงกู่ถล่มลงมาจริงๆ
อารามสามหลังและกุฏิเหล่านั้นกลายเป็นเศษซาก
กำแพงวัดเองก็พังถล่มลงจนหมด
อาต้าค่อนข้างประหลาดใจ มันแปลงเป็นเส้นสีขาวกระโจนไปยังด้านหลังวัดอย่างรวดเร็ว
อารามด้านหลังหายไปทั้งหมด เสาคานและพระพุทธรูปและกำแพงล้วนแต่กลายเป็นเศษไม้ เศษหิน แผ่นโลหะและผงอิฐแดง
บนพื้นที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายยังมีเศษซากที่เล็กละเอียดและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่อีกเป็นจำนวนมาก —- เศษซากเหล่านั้นคือเศษของลูกประคำที่ทำขึ้นมาจากทองคำแดงและห หินแดงหลอมรวมกัน ในเวลานี้มันได้กลายเป็นเศษผงสีทองและสีดำ ผสมเข้าด้วยกันกับผงอิฐสีแดง แต่ยังคงแผ่พลังและอานุภาพออกมาได้เหมือนอย่างโลหะ
จิ๋งจิ่วยืนอยู่ในอากาศ มองดูสมณะชรารูปนั้นอย่างเงียบๆ แขนเสื้อพลิ้วไหวเล็กน้อย คล้ายมีเสียงเปรี๊ยะๆ เบาๆ ดังอยู่ข้างใน
บนร่างกายของสมณะชราเต็มไปด้วยผงสีทองและสีแดง ไม่รู้ว่าเป็นเศษอิฐ หรือว่าน้ำยาเคลือบหรือว่าลูกประคำ หรือว่าเป็นเลือดของเขาเอง
ดวงตาของเขาบอดไปแล้ว โลหิตสดๆ ไหลออกมาจากข้างใน เปียกชุ่มไปบนคิ้วสีขาวที่อยู่ด้านบน จากนั้นค่อยๆ หยดลงมา เหมือนกับพลังชีวิตที่อยู่ในร่างกายของเขา
แต่ในเวลานี้เขายังไม่ตาย คล้ายกำลังคิดอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
ริมฝีปากอันแห้งผากของเขาขยับเล็กน้อย ตัวอักษรที่เปล่งแสงสีทองไหลออกมาจากริมฝีปากของเขา ก่อนจะลอยขึ้นไปตามลม ดูคล้ายใบไม้ที่เติบโตอยู่ในสายลมฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อเห็นภาพนี้ ดวงตาของอาต้าหดเล็กลง เกิดความรู้สึกระแวงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมจะเข้าไปขย้ำศีรษะของสมณะชรารูปนี้
ตัวอักษรที่เปล่งแสงสีทองเหล่านั้นคืออักษรธรรม ค่อนข้างคล้ายอักขระยันต์ของเรือนอี้เหมา แต่กลับมีความอันตรายมากกว่า
เรื่องที่อาต้ากังวลไม่ได้เกิดขึ้น เพราะอักษรธรรมเหล่านั้นไม่สามารถออกมาจากริมฝีปากได้ ใบไม้สีเขียวเหล่านั้นไม่สามารถงอกออกมา มันหลุดออกจากขั้ว ก่อนจะลอยร่วงลงมา
บนเศษซากของวัดผิงกู่มีเจตน์กระบี่ที่ไร้รูปร่างลอยอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน
นั่นคือเจตน์กระบี่ที่คมที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับกระบี่ไร้อัตตาแล้วมีความคมมากกว่า
ใบไม้ที่คล้ายมีหมึกดำเขียนอยู่เหล่านั้นลอยลงไปในเศษซาก ก่อนจะแตกกระจายกลายเป็นผงสีทอง
สุดท้ายสิ่งที่เหลืออยู่นั้นมีเพียงตัวอักษรเหล่านั้น หรือก็คือเสียงของไต้ซือฮุ่ยหยวน
“ท่านไม่มีวันหานักพรตพบ”
คิ้วสีขาวที่ปกปิดอยู่บนดวงตาของสมณะชราถูกโลหิตย้อมจนชุ่ม มองดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก
“ความโกรธของสายฟ้าก็ไม่ยาวนานเช่นเดียวกัน”
คิ้วขาวลอยตกลงมาตามลมหนาว สาดโลหิตออกมาสองสาย
เขาใช้ดวงตาที่มืดบอดไปแล้วมองดูจิ๋งจิ่ว บนใบหน้ามีรอยยิ้มเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเห็นใจ คล้ายล่วงรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว
“ท่านกลับมาก็เพราะโลกนี้ต้องการท่าน และสุดท้ายท่านเองก็จะเข้าใจในจุดนี้ จากนั้นก็ได้รับความสงบอย่างแท้จริง”
นี่คือคำพูดประโยคสุดท้ายที่ไต้ซือฮุ่ยหยวนทิ้งเอาไว้ในโลกใบนี้ มิใช่คำสาปแช่ง หากแต่เป็นคำอธิบาย แล้วก็คล้ายกับการอวยพร
เมื่อกล่าวประโยคนี้จบ สายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนก็แลบแปลบปลาบออกมาจากด้านล่างจีวรของเขา ส่งเสียงดังแน่นขนัดติดต่อกัน
ก็เหมือนกับเสียงประทัดไม้ไผ่ที่จุดในวันปีใหม่
ท่ามกลางเสียงประทัดไม้ไผ่ ร่างกายของเขาสลายกลายเป็นฝุ่นผง หลอมรวมเป็นหนึ่งกับเศษผงที่อยู่ในเศษซากปรักหักพัง
……
……
ลมหนาวค่อยๆ สงบลง เศษฝุ่นค่อยๆ ร่วงตกลงมา ในที่สุดความวุ่นวายภายในเรือนตระกูลเจี่ยก็ได้รับการควบคุม
เจี่ยเซิ่งมุดออกมาจากใต้โต๊ะโดยมีผู้ดูแลคอยพยุง เขารีบสั่งคนให้ไปดูว่าเหล่าขุนนางและพ่อค้าแต่ละท่านเป็นอย่างไรบ้าง
ภายในสวนเสียหายไม่มาก มีเพียงกำแพงบางส่วนที่พังถล่มลงมา แล้วก็ไม่มีการบาดเจ็บล้มตายอะไรที่รุนแรง คนที่หัวแตกสองสามคนก็ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต
แต่วัดผิงกู่ที่อยู่ตรงภูเขาด้านหลังกลับกลายเป็นเศษซากจริงๆ
ไม่นานก็มีผู้ดูแลเข้ามารายงานว่าเหล่าสมณะที่อยู่ในวัดพากันสลบไสล แต่ว่าไม่เป็นอะไร ส่วนเจ้าอาวาสที่เพิ่งจะรับตำแหน่งได้ไม่นานผู้นั้น…กลับหายตัวไปแล้ว
เจี่ยเซิ่งมองดูเศษซากเหล่านั้น บนใบหน้าอันขาวซีดเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน ภายในใจครุ่นคิดว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น
จากนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้ พรุ่งนี้ท่านจือโจวจะพาญาติเดินทางมากราบไว้ แล้วนี่จะทำอย่างไร….
……
……
ประตูด้านหน้าของเรือนจือโจวมีกองกระดาษสีแดงที่ฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ภายในอากาศยังคงมีกลิ่นเหม็นไหม้หลงเหลือ
ดูเหมือนที่นี่จะไม่ได้จุดประทัดไม้ไผ่ หากแต่เป็นประทัดจริงๆ
เด็กเล็กสองสามคนกำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้น ควานหาของเล่นที่ยังหลงเหลืออยู่ กลุ่มคนที่มาดูความคึกคักยังไม่สลายตัวไปไหน
ภายในเหลาสุราที่อยู่ไม่ไกล ซูจึเย่สวมใส่หน้ากาก ดื่มชามะลิ บนใบหน้าไม่มีอารมณ์ใดๆ
จิ๋งจิ่วไม่ได้สนใจเขา หากแต่บินลงไปในเรือนด้านหลัง
“อันตรายเกินไป…หากเขาใช้อักษรธรรมตั้งแต่แรกล่ะก็ แบบนั้นมันอันตรายอย่างมากจริงๆ”
“ยิ่งไปกว่านั้นเขาพูดถูก เจ้าไม่สามารถไปเก็บสายฟ้าทุกๆ ครั้งที่จะฆ่าคนได้นะ!”
“เฮ้ ข้าพูดกับเจ้านะ!”
แมวขาวฟุบอยู่บนหัวไหล่ของเขา ส่งเสียงร้องเมี้ยวๆๆ ไม่หยุด
จิ๋งจิ่วไม่ได้สนใจ โบกมือแหวกกิ่งไผ่ออก จากนั้นเดินตรงไปยังห้องหนังสือห้องนั้น
แมวขาวยื่นอุ้งเท้ามาเขี่ยติ่งหูที่แหว่งไปของเขา ก่อนจะกล่าวในกระแสจิตว่า “ร่างกายของเจ้าไม่ได้แข็งแรงเหมือนอย่างที่เจ้าคิดนะ ระวังเอาไว้หน่อยดีกว่า”
จิ๋งจิ่วยังคงไม่สนใจมัน เดินขึ้นบันไดหินเข้าในห้องหนังสือ
ภายในห้องหนังสือเงียบสงัดเป็นอย่างมาก ไม่มีเสียงเสียดสีกันของปลายพู่กันกับกระดาษ แล้วก็ไม่มีเสียงฝนหมึก
เจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิงยืนอยู่ตรงมุมหนึ่ง มองดูโต๊ะตัวนั้น
จือโจวแห่งอี้โจวนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหลังโต๊ะ ศีรษะเอียงเล็กน้อย ใบหน้าขาวซีด ไม่มีลมหายใจ เขาตายไปแล้ว
จิ๋งจิ่วมองดูจัวหรูซุ่ย
จัวหรูซุ่ยกล่าวด้วยใบหน้าน่าสงสาร “ข้าใช้เพลงกระบี่แบกสวรรค์ทำเป็นข่ายพลังควบคุมทุกๆ ส่วนในร่างกายของเขาเอาไว้ กระทั่งเส้นลมปราณก็ผนึกเอาไว้ ใครจะไปรู้ได้ว่าเขายังหาว วิธีมาฆ่าตัวตายได้อีก”
จิ๋งจิ่วไม่ได้ว่าอะไร จือโจวผู้นี้มีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก สิ่งที่คนของปู้เหล่าหลินถนัดมากที่สุดก็คือการฆ่าคนและการฆ่าตัวตาย แล้วก็ยังมีการไม่แพร่งพรายคว วามลับ ไต้ซือฮุ่ยหยวนเองก็ไม่ยอมรับเงื่อนไขของเขา แสดงให้เห็นว่าในใจของคนเหล่านี้ นักพรตไท่ผิงนั้นคือสิ่งที่น่าหวาดกลัวเสียยิ่งกว่าความตาย หรือพูดอีกอย่างก็คือสิ่งที่ควร รแค่แก่การเคารพ
“ซูจึเย่ไม่ได้หลอกพวกเรา จือโจวเป็นคนของปู้เหล่าหลินจริงๆ พรุ่งนี้เขาจะไปวัดผิงกู่เพื่อส่งมอบเศษธงสุริยันชิ้นที่สอง”
เจ้าล่าเยวี่ยเอาขวดดินเผาเล็กๆ ใบหนึ่งส่งให้จิ๋งจิ่ว
จิ๋งจิ่วเปิดขวดดินเผาออก มองดูเศษผ้าที่อยู่ด้านใน นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เศษผ้าชิ้นนั้นแผ่ไอพลังที่ชั่วร้ายแต่กลับมีความร้อนแรงออกมา นั่นคือกลิ่นอายเฉพาะตัวของธงสุริยัน
ตอนนั้นหลิ่วฉือและเขาได้ทำลายสำนักเสวียนอิน หลังจากสังหารหวังเสี่ยวหมิงแล้ว ธงสุริยันที่หวังเสี่ยวหมิงใช้ห่อหุ้มร่างกายก็ฉีกกระจายเป็นชิ้นๆ ด้วยตัวมันเอง
ในนั้นมีเศษชิ้นส่วนสองชิ้นตกอยู่ในมือซูจึเย่
ในฐานะที่เป็นอดีตนายของสำนักเสวียนอิน การเคลื่อนไหวของซูจึเย่นั้นมีความรวดเร็วกว่าประมุขนิกายเฟิงเตาและกองทัพเสินเว่ย
พวกเขาใช้เศษธงสุริยันที่อยู่ในมือซูจึเย่จนหาตัวจือโจวผู้นี้พบ จากนั้นสืบจนรู้เรื่องวัดผิงกู่ และพบตัวไต้ซือฮุ่ยหยวนในท้ายที่สุด
ตอนนี้เศษธงสุริยันชิ้นแรกน่าจะอยู่ในมือนักพรตไท่ผิงแล้ว
จิ๋งจิ่วสะบัดแขนเสื้อ สิ่งของทุกอย่างภายในห้องหนังสือลอยขึ้นมา
หินฝนหมึกที่หนักอึ้งลอยขึ้นมาเหมือนใบไม้ ม้วนภาพวาดที่แผ่วเบาลอยค้างอยู่กลางอากาศ สิ่งของต่างๆ นาๆ หมุนวนขึ้นมาอย่างช้าๆ แสดงรายละเอียดทั้งหมดของตัวเองออกมา
หนังสือจำนวนหลายร้อยเล่มพลิกเปิดขึ้นมาเอง คล้ายการสนทนาธรรมกับฉานจึภายในวัดกั่วเฉิงตอนฤดูร้อนปีที่แล้วอย่างไรอย่างนั้น
กู้ชิงรู้ว่าสภาวะของตัวเองไม่สูงพอ จึงถอยออกไปจากห้องหนังสือ เจ้าเล่าเยวี่ยและจัวหรูซุ่ยฝืนดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงไปเช่นเดียวกัน — หนังสือเหล่านั้นพลิกเปิดเร็วเกิ นไป รายละเอียดที่อยู่ในพู่กัน แท่งหมึก กระดาษ หินฝนหมึก ผ้าม่านและจดหมายเหล่านั้นมีมากเกินไป ซับซ้อนเหมือนดวงดาว พวกเขาไม่สามารถสังเกตดูรายละเอียดเหล่านั้นได้ หากฝืนดูต่อไป จะทำให้บาดเจ็บภายในได้
จิ๋งจิ่วมองดูรายละเอียดเหล่านั้นอย่างเงียบๆ จู่ๆ พลันกล่าวขึ้นมาว่า “เรืออยู่บนทะเล”
จัวหรูซุ่ยรู้สึกเหนื่อยใจเป็นอย่างมาก ในใจครุ่นคิดว่าคำพูดที่เหลวไหลเช่นนี้ช่างยอดเยี่ยมจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไรเลยจริงๆ
เรือลำนั้นเป็นเรือมหาสมบัติ ก็ย่อมต้องอยู่บนทะเลสิ
ก็เหมือนอย่างห่านที่ตุ๋นอยู่ในหม้อก็ย่อมต้องอยู่ได้แค่ในหม้อ
จิ๋งจิ่วกล่าวต่อว่า “ทะเลพายุน้ำแข็ง”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของเจ้าล่าเยวี่ยแปรเปลี่ยนเป็นคร่ำเคร่งขึ้นมาเล็กน้อย จัวหรูซุ่ยเรอออกมาอย่างตื่นเต้น คล้ายกินห่านตุ๋นเข้าไปทั้งหม้อ
……………………………………………………………….
[1]เหล่าไท่ไท่ หมายถึงท่านแม่เฒ่า