มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 49 ปีศาจกระบี่ปรากฎตัวขึ้นบนโลก?
เสียงฟ้าคำรามดังครืนๆ ยังคงดังสะท้อนไปมาอยู่ในท้องฟ้า เมื่อมีข่ายพลังชิงซานคอยขวางกั้นอยู่ เสียงฟ้าคำรามนั่นฟังดูค่อนข้างทุ้มต่ำ แต่กลับยังคงทำให้ภายในใจเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นเหมือนดั่งเสียงกลอง
ยอดเขาเทียนกวงแปรเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดอีกครั้ง ทุกคนสบตากันอย่างตกตะลึง รู้สึกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้นั้นเหลวไหลเป็นอย่างยิ่ง
อันดับแรกคือฟางจิ่งเทียนบรรลุสภาวะขั้นทะลวงสวรรค์ ออกมาจากยอดเขาซ่อนเร้น จากนั้นแสดงความแคลงใจในคำสั่งเสียที่นักพรตหลิ่วฉือทิ้งเอาไว้ สงสัยในตัวตนของจิ๋งจิ่ว
จากนั้นจิ๋งจิ่วยอมรับว่าตนเองคือนักพรตจิ่งหยางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียน
จากนั้นฟางจิ่งเทียนกลับกล่าวว่าเขามิใช่นักพรตจิ่งหยาง หากแต่เป็น…กระบี่เล่มหนึ่ง!
ชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นนั่งกอดแมวขาวอยู่บนเก้าอี้ ดูคล้ายดอกอวี้หลานที่ขาวดั่งหิมะ
งดงามเป็นอย่างยิ่ง
มิได้มีอะไรผิดปกติ
แต่ปัญหานั้นอยู่ที่ว่า อะไรคือกระบี่เล่มหนึ่ง?
เสียงที่เรียบเฉยแต่กลับเฉยชาของฟางจิ่งเทียนดังขึ้นอีกครั้ง
“ในตอนที่อาจารย์อาจิ่งหยางโบยบิยกลายเป็นเซียน เขาได้เอากระบี่มิคำนึงแอบซ่อนไว้ในยอดเขาเสินม่อ แล้วก็เอากระบี่ไร้อัตตากับ….กระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งที่หายสาบสูญติดตัวไปด้วย”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผู้คนพากันส่งเสียงฮือฮาออกมา
“กระบี่สรรพสิ่งร่วมเป็นหนึ่งคือของวิเศษชั้นสวรรค์ เกิดมาพร้อมกับดวงจิต มันฉวยโอกาสตอนที่อาจารย์อาบรรลุกลายเป็นเซียนทำการลอบโจมตี ช่วงชิงดวงจิตของอาจารย์อา สืบทอดเอาความทรงจำทั้งหมดของเขามา แล้วกลับมาเกิดใหม่กลายเป็นเด็กหนุ่มชุดขาวในหมู่บ้านเล็กๆ บนเขา จากนั้นเข้ามาเป็นศิษย์ชิงซานอีกครั้ง หลอกศิษย์พี่หลิ่วฉือกับศิษย์พี่หยวนฉีจิง และสุดท้ายก็กลายเป็น…เจ้าสำนักในตอนนี้”
เขามองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา “ถูกต้อง ข้าหมายถึงเจ้านั่นแหละ เจ้าไม่ใช่อาจารย์อาจิ่งหยาง เจ้าคือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง เจ้า…คือปีศาจกระบี่”
เสียงฟ้าคำรามยังคงดังอย่างต่อเนื่องอยู่บนท้องฟ้า ส่งเสียงครืนๆ ไม่หยุด
หากไม่ใช่ว่ามีข่ายพลังชิงซานคอยคุ้มครองอยู่ เชื่อว่าบนยอดเขาเทียนกวงคงจะมีลมรุนแรงและสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนผ่าลงมาแล้ว
ไม่รู้ว่านี่เป็นพลังขั้นทะลวงสวรรค์ที่ฟางจิ่งเทียนพยายามปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ หรือว่ากระทั่งท้องฟ้าก็ยังตกใจเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ของเขา
ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่สามารถทำความเข้าใจทุกสิ่งที่ตนเองได้ยินมาในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ได้
ตัวแทนของสำนักบางสำนักครุ่นคิดขึ้นมาอย่างสับสนว่ากระบี่เล่มแรกของสำนักชิงซานมิใช่กระบี่แบกสวรรค์หรือ? แล้วกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งมาจากไหนอีก?
เหล่าศิษย์สำนักชิงซานคิดถึงหนังสือเล่มแรกที่ตนเองได้เห็นในหอสี่เจี้ยนหลังจากที่เข้ามาเป็นศิษย์ในสำนัก ในหน้าแรกของหนังสือมีตัวหนังสือเขียนเอาไว้ว่า
“สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งกระบี่”
เหล่าศิษย์ชิงซานนึกว่าตัวหนังสือเหล่านี้ืคือหลักสัจธรรมของวิถีกระบี่ วันนี้ถึงได้รู้ว่านั่นคือชื่อของกระบี่จริงๆ!
เพียงแค่กระบี่เล่มหนึ่งจะกลายเป็นปีศาจได้อย่างไร? ปีศาจบนแผ่นดินเฉาเทียนล้วนแต่เปลี่ยนร่างมาจากพวกสัตว์ต่างๆ จำเป็นต้องมีชีวิตก่อนถึงจะมีสติปัญญาได้…. ไม่สิ หลายคนพลันคิดขึ้นมาได้ หากกระบี่สรรพสิ่งร่วมเป็นหนึ่งนั้นคือของวิเศษชั้นเซียนที่หาได้ยากยิ่งบนโลกนี้และมีดวงจิตเป็นของตัวเองอย่างที่ฟางจิ่งเทียนว่ามาจริงๆ อย่างนั้นขอเพียงมีเวลามากพอ มันก็จะสามารถก่อเกิดสติปัญญาขึ้นมาและกลายเป็นปีศาจได้!
ทุกคนมองไปยังจิ๋งจิ่วอย่างตกตะลึง ในใจครุ่นคิดว่าหรือเขาจะเป็นอย่างที่ฟางจิ่งเทียนว่ามาจริงๆ เป็นปีศาจกระบี่ที่เปลี่ยนร่างมาจากกระบี่สรรพสิ่งร่วมเป็นหนึ่ง?
แต่ถ้าหากจิ๋งจิ่วคือปีศาจกระบี่ เหตุใดนักพรตหลิ่วฉือกับหยวนฉีจิงที่เป็นยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ทั้งสองคนถึงมองไม่ออก?
ข้อสงสัยของฟางจิ่งเทียนได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่หลังจากที่ทุกคนใจเย็นลงแล้ว พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าคำพูดนี้มันช่างเหลวไหลเป็นยิ่งนัก
สุดท้ายคนเราก็ยังเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นได้ง่ายกว่า
แม้นเรื่องราวของกระบี่สรรพสิ่งร่วมเป็นหนึ่งกลายเป็นปีศาจจะฟังดูน่ามหัศจรรย์ แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร ชายหนุ่มชุดขาวที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ก็ดูเหมือนเซียนชัดๆ จะเป็นปีศาจกระบี่ไปได้อย่างไร?
คนอื่นๆ คิดว่าฟางจิ่งเทียนจะต้องถูกตัวตนที่แท้จริงของจิ๋งจิ่วทำให้ตกใจอย่างแน่นอน เขาถึงได้คิดหาเหตุผลที่เหลวไหลเช่นนี้ขึ้นมา
พายุหิมะพลันตกลงมาพร้อมกับเสียงหวีดของลม กลบเสียงฟ้าร้องที่อยู่บนท้องฟ้า
หยวนฉีจิงมองฟางจิ่งเทียนพลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ห้ามเสียมารยาทต่ออาจารย์อา”
หนานว่างเองก็กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ศิษย์พี่ฟาง ท่านไม่มีหลักฐาน อย่ากล่าวอะไรเหลวไหล”
ถูกต้อง หากฟางจิ่งเทียนจะกล่าวหาว่าจิ๋งจิ่วมิใช่นักพรตจิ่งหยางที่กลับมาเกิดใหม่ หากแต่เป็นกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งที่กลายเป็นปีศาจ อย่างนั้นเขาก็ต้องมีหลักฐานอะไรมายืนยันบ้าง
หากอาศัยเพียงแค่เรื่องเล่าเรื่องเดียวแล้วอยากจะให้คนทั้งโลกเชื่อคำพูดของเขา แบบนั้นมันก็ออกจะน่าขันไปเสียหน่อย
“หลักฐานหรือ?”
ฟางจิ่งเทียนชี้ไปยังจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อม พลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นกันว่า “การมีอยู่ของเขา ร่างคนของเขาร่างนี้…ก็คือหลักฐาน”
ไม่มีใครเข้าใจคำพูดของเขา
“เจ้าสมบูรณ์แบบมากเกินไป ไม่มีตำหนิใดๆ แม้แต่น้อย สิ่งที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ไม่ควรปรากฏขึ้นมาบนโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีทางที่จะเป็นคนได้”
ฟางจิ่งเทียนจ้องมองดวงตาของเขาพลางกล่าวว่า “เจ้างดงามจนคล้ายปีศาจ เฉลียวฉลาดจนคล้ายปีศาจ และที่สำคัญที่สุดก็คือพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของเจ้าเรียกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์…เพียงแค่ไม่กี่สิบปี เจ้าก็บำเพ็ญเพียรจนบรรลุขั้นแหวกทะเลแล้ว นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?”
ในเวลานี้เอง จัวหรูซู่ยได้ยกมือขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “ความจริงแล้ว….มีความเป็นไปได้อยู่”
ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือว่าเจ้าล่าเยวี่ย หรือว่าหลิ่วสือซุ่ยที่แอบซ่อนพลังสภาวะของตัวเองเอาไว้ค่อนข้างมิดชิดก็ล้วนแต่มีโอกาสที่จะบรรลุสภาวะขั้นแหวกทะเลภายในเวลาสามสิบปีหลังจากนี้ อย่างนั้นถ้านับดูแล้วพวกเขาก็บำเพ็ญเพียรมาไม่ถึงหนึ่งร้อยปี
ฟางจิ่งเทียนไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย หากแต่มองจิ๋งจิ่วแล้วกล่าวต่อว่า “คนที่ปล่อยจักรพรรดิหมิงออกมาจากคุกสะกดมารและทำร้ายชางหลงจนตายในตอนนั้นก็คือเจ้าสินะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ ทุกคนพากันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมา สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปทางนักพรตไป๋
นักพรตไป๋นิ่งเงียบไม่พูดอะไร แสดงให้เห็นว่าสำนักจงโจวได้สืบเรื่องนั้นจนรู้ความจริงตั้งนานแล้ว เพียงแต่ไม่มีหลักฐาน
“ความเคลื่อนไหวในตอนที่เจ้าหลบหนีออกมาจากคุกสะกดมารรวดเร็วเป็นอย่างมาก เพียงพริบตาก็ไปได้ไกลสิบกว่าลี้ ตอนนี้ความเร็วน่าจะเร็วขึ้นกว่าตอนนี้ เจ้าทำได้อย่างไรกัน?”
ฟางจิ่งเทียนกล่าวว่า “ผู้ฝึกกระบี่สามารถขี่กระบี่ท่องทะยานไปในฟ้าดินได้ แต่เจ้ากลับไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องใช้แม้กระทั่งกระบี่ นี่เป็นเพราะอะไร?”
บนยอดเขาเทียนกวงยิ่งเงียบสงัดขึ้นกว่าเดิม ได้ยินเพียงเสียงฟ้าคำรามและเสียงของฟางจิ่งเทียน
“สุดท้ายข้าอยากจะถามเจ้าคำถามหนึ่ง”
ฟางจิ่งเทียนมองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวถามว่า “ตอนที่อยู่ในทะเลตะวันตก ลำแสงกระบี่ที่ศิษย์พี่สองสังหารหนานชวีสายนั้น…ก็คือเจ้าใช่ไหม?”
แต่ละคำถามเป็นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดจากบนท้องฟ้าลงมาบนยอดเขา ก่อนจะระเบิดขึ้นในหูและในใจของทุกคน
คุณชายชุดขาวที่สมบูรณ์แบบจากเมืองเจาเกอ เงาสลัวที่ก่อความวุ่นวายในคุกสะกดมาร ลำแสงกระบี่บนทะเลตะวันตกที่สร้างความตกตะลึงให้ทั้งแผ่นดิน
ทุกคนสบตากัน ต่างคนต่างมองเห็นความตกตะลึงและไม่แน่ใจในใจอีกฝ่าย
……
……
หยวนฉีจิงพลันกล่าวขึ้นมาว่า “สิ่งที่เจ้าพูดขึ้นมาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการคาดเดา ไม่อาจถือเป็นหลักฐานได้”
เฉิงโหยวเทียนกล่าวว่า “ถูกต้อง ท่านเจ้าสำนักเคลื่อนไหวดั่งเซียน นั่นเพราะว่าท่านคือร่างกระบี่ไร้ลักษณ์แต่กำเนิด ตอนงานชุมนุมทดสอบกระบี่ครั้งนั้น แต่ละยอดเขาก็ล้วนได้พูดคุยถึงเรื่องนี้กันแล้ว”
ฝูว่างลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ถูกต้อง ตอนนั้นท่านเจ้าสำนักและทุกคนต่างคิดเช่นนี้”
“ร่างกระบี่ไร้ลักษณ์แต่กำเนิดอย่างนั้นหรือ?”
คิ้วสีขาวของฟางจิงเทียนพลิ้วไหวแผ่วเบา ให้ความรู้สึกคล้ายกำลังเย้ยหยัน เขามองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวว่า “จริงอยู่ที่การเตรียมการที่เจ้าทำเอาไว้ล่วงหน้าและข้ออ้างเหล่านี้ล้วนแต่ยอดเยี่ยม มันช่วยอธิบายความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเจ้าได้ แต่เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าเมื่อแสดงนานวันเข้า บางครั้งก็มักจะเกิดความประมาท จนทำให้รายละเอียดบางอย่างเปิดเผยออกมา?”
ตั้งแต่ตอนที่ถูกกล่าวหาว่ามิใช่จิ่งหยาง หากแต่เป็นปีศาจกระบี่ของกระบี่สรรพสิ่งร่วมเป็นหนึ่ง จิ๋งจิ่วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ไม่ว่าฟางจิ่งเทียนจะถามคำถามอะไร เขาก็ล้วนแต่ไม่ตอบ มีบางคนมองว่านี่คือความหวาดกลัวที่ถูกจับได้ แต่สำหรับคนอื่นๆอย่างกู้ชิงแล้ว นี่ย่อมต้องเป็นเพราะจิ๋งจิ่วรู้สึกว่าคำถามเหล่านี้มันไร้สาระจนไม่มีค่าให้ต้องตอบ
แต่ในเวลานี้เขากลับมีความสนใจขึ้นมา เขาลูบหลังของอาต้า มองดูฟางจิ่งเทียนพลางกล่าวถามว่า “รายละเอียดอะไรบ้าง?”
“ข้าอยากจะถามหน่อยว่า มีคนเคยเห็นเจ้าสำนักหนุ่มของพวกเราท่านนี้ขี่กระบี่หรือไม่?”
ฟางจิ่งเทียนมองดูผู้คนที่อยู่รอบๆ ยอดเขาเทียนกวง บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม
กู้ชิงพลันคิดถึงเรื่องบางเรื่องขึ้นมา ใบหน้าขาวซีดเล็กน้อย
“อาจารย์อาเจ้าสำนัก…ไม่สิ ปรมาจารย์อาคืออัจฉริยะแห่งวิถีกระบี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก แล้วจะขี่กระบี่ไม่เป็นได้อย่างไร?”
เหลยอี้จิง กล่าวออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว ชี้ไปทางศิษย์ร่วมสำนักหลายๆ คนพลางกล่าวว่า “ตอนที่พวกเราอยู่ในที่ราบหิมะก็ล้วนแต่ได้ปรมาจารย์อาช่วยชีวิตเอาไว้ ทุกคนต่างก็เห็นกับตาตัวเอง!”
ฟางจิ่งเทียนมองดูศิษย์หนุ่มผู้นี้ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “เจ้าแน่ใจนะว่าสิ่งที่เห็นคือการขี่กระบี่ มิใช่….นั่งกระบี่?”
เหลยอี้จิงงุนงง ก่อนจะเริ่มคิดถึงภาพเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา
ศิษย์สำนักชิงซานจำนวนมากและผู้บำเพ็ญพรตที่เคยเห็นจิ๋งจิ่วเองก็เริ่มหวนคิดขึ้นมา ทันใดนั้นพลันพบว่าน้อยครั้งนักที่พวกเขาจะเห็นภาพจิ๋งจิ่วขี่กระบี่
จิ๋งจิ่วย่อมต้องเคยขี่กระบี่ในช่วงเวลาที่ไม่มีทางเลือก เพราะกระบี่มิคำนึงเล็กเกินไปจริงๆ
แต่ในเวลาส่วนใหญ่ เขาเลือกที่จะเดินไปในอากาศ เดินไปบนทางขึ้นเขา หรือไม่ก็นั่งรถมากกว่า ต่อให้ต้องขี่กระบี่ เขาก็จะนั่งอยู่บนตัวกระบี่คมจักรวาลที่ค่อนข้างกว้าง
เมื่อก่อนเหล่าศิษย์สำนักชิงซานต่างคิดว่านี่เป็นนิสัยส่วนตัวของเขา จึงไม่ได้ใส่ใจอะไร ตอนนี้เมื่อถูกฟางจิ่งเทียนชี้ให้เห็น พวกเขาถึงได้รู้สึกว่าค่อนข้างแปลก
“เพราะเจ้าสงสารพวกเดียวกันเหล่านั้น ก็เลยไม่อยากเหยียบพวกมันใช่หรือเปล่า?”
ฟางจิ่งเทียนดึงสายตากลับมา ก่อนจะมองไปทางจิ๋งจิ่วแล้วพูดว่า “หรือจะบอกว่าเจ้าเห็นพวกเดียวกันเหล่านี้ถูกผู้บำเพ็ญพรตกดขี่ ภายในใจก็เลยเกิดความรู้สึกไม่ยินยอมขึ้นมา?”
จิ๋งจิ่วรู้ว่าต่อให้ตัวเองอธิบายก็ไม่มีใครเชื่อ จึงกล่าวถามว่า “ยังมีอะไรอีก?”
ฟางจิ่งเทียนมองดูเขา ยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ยังมีหูคู่นี้ของเจ้าอีก.… ใบหน้าที่งดงามเช่นนี้ แต่ทำไมกลับมีหูที่กางจนดูสะดุดตาคู่หนึ่งเช่นนี้ ทุกคนไม่รู้สึกว่ามันดูขัดๆ หรือ? เพราะว่าหูคู่นั้นก็คือคมของกระบี่สรรพสิ่งร่วมเป็นหนึ่งยังไงล่ะ!”
บนยอดเขาพลันมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังหูของจิ๋งจิ่ว
ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีคนจำนวนไม่น้อยเคยพบเห็นเขา แต่ทุกคนมักจะถูกใบหน้าของเขาดึงดูดสายตาไป จึงมีน้อยคนนักที่จะสังเกตุเห็นหูที่กางคู่นั้นของเขา
มีเพียงคนของยอดเขาเสินม่อเท่านั้นที่รู้จักใบหูคู่นี้ดี เพราะเจ้าล่าเยวี่ยมักจะลูบมันอยู่บ่อยๆ
หนังตาของจัวหรูซุ่ยค่อยๆ ห้อยตกลงอีกครั้ง เขาหรี่ตา รู้สึกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้นั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก
กั้วหนานซานตกตะลึง ในใจเอาแต่ถามตัวเองไม่หยุดว่านี่เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ?
บนใบหน้าของศิษย์สำนักชิงซานอย่างเหลยอี้จิงและเยาซงซานเต็มไปด้วยความโกรธ ภายในใจคิดว่าเพื่อจะชิงตำแหน่งเจ้าสำนักแล้ว อาจารย์อาถึงขนาดกล่าวคำพูดที่เหลวไหลเช่นนี้ออกมา ช่างหน้าไม่อายเลยจริงๆ
หยวนฉวี่ยิ่งรู้สึกร้อนผ่าว เขาใช้มือพัดใบหน้าของตนเองไม่หยุด ด้วยคิดอยากจะลดอุณหภูมิลงเสียหน่อย แล้วก็พัดเอาควันที่อยู่บนหัวเหล่านั้นออกไป
กู้ชิงไม่ได้มองดูหยดเหงื่อที่อยูบนพื้นอีก เขาเงยศีรษะขึ้นมาอย่างค่อนข้างฝืน มองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อม อ้าปากค้างเล็กน้อย ในสายตานอกจากความรู้สึกผิดหวังแล้วยังมีความรู้สึกร้อนใจอยู่เล็กน้อย
แต่ปากของหลิ่วสือซุ่ยกลับหุบลงแล้ว
ยอดฝีมือเหล่านั้นเองก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป
ฉานจึขมวดคิ้วเล็กน้อย เท้าที่เปลือยเปล่าทั้งสองข้างวางอยู่ด้วยกัน ถูกันไปถูกันมาโดยไม่รู้ตัว
นักพรตไป๋เลิกคิ้วเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าที่แท้แผนการของนักพรตไท่ผิงก็อยู่ที่นี่ มิน่าในตอนนั้นคันฉ่องฟ้ากระจ่างถึงเกิดความรู้สึกใกล้ชิดกับจิ๋งจิ่วถึงเพียงนั้น
เหล่าศิษย์ชิงซานที่อยู่ด้านหลังนางเองก็อยู่ในสภาพตกตะลึง เซี่ยงหว่านซูส่ายศีรษะไม่หยุด แต่กลับไม่รู้ว่าเขากำลังปฏิเสธอะไร
ไป๋เจ่าเงยหน้าขึ้นมา มองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อมอย่างงุนงง ไม่รู้ว่ากำลังรู้สึกอย่างไร
ทั่วทั้งยอดเขาเทียนกวงไปจนถึงบนแท่นหินที่อยู่รอบด้าน คนเดียวที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ หลังจากที่ได้ยินคำพูดของฟางจิ่งเทียนก็คือเจ้าล่าเยวี่ย
นางยืนอยู่ไม่ไกลจากจิ๋งจิ่ว มองดูพื้นอย่างเงียบๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
……
……
จิ๋งจิ่วลูบติ่งหูที่แหว่งไปเล็กน้อย กล่าวถามว่า “ยังมีอะไรอีก?”
“ยังจะต้องมีอะไรอีก? รายละเอียดมากมายขนาดนี้ล้วนแต่อธิบายให้เห็นถึงเรื่องเรื่องหนึ่ง เจ้าไหนเลยจะเป็นร่างกระบี่ไร้ลักษณ์แต่กำเนิดอะไรนั่น….”
ฟางจิ่งเทียนจ้องมองใบหน้าของเขา กล่าวเสียงทุ่มต่ำว่า “เจ้าคือกระบี่เล่มหนึ่ง!”
บนยอดเขาเทียนกวงไม่สามารถรักษาความเงียบได้อีกต่อไป เสียงพูดคุยดังขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง
ทุกคนต่างมองไปยังจิ๋งจิ่วอย่างตกตะลึง อารมณ์ที่อยู่ในสายตาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป
รายละเอียดที่ฟางจิ่งเทียนว่ามาเหล่านี้ดูคล้ายเหลวไหล แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกัน มันกลับเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ
หากจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องบังเอิญ มันก็…. ออกจากบังเอิญเกินไปเสียหน่อย
บังเอิญจนยากจะจินตนาการได้ แต่ก็อาจจะมิใช่ความจริงเช่นกัน เรื่องนี้จะต้องมีอะไรอยู่อย่างแน่นอน
จิ๋งจิ่วจะอธิบายอย่างไรกันล่ะ?”
“รายละเอียด….สำเร็จหรือล้มเหลว….ปีศาจ…”
จิ๋งจิ่วครุ่นคิด ก่อนกล่าวกับฟางจิ่งเทียนว่า “ถึงแม้เรื่องที่เจ้าว่ามาเหล่านี้มันจะไม่มีเหตุผล แต่ว่าร่างกายของข้าในตอนนี้มันก็คือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งจริงๆ”
เสียงครืนดังขึ้นมา
มิใช่เสียงฟ้าร้อง
หากแต่เป็นเสียงอุทานตกใจที่ผู้บำเพ็ญพรตจำนวนพันกว่าคนที่อยู่บนยอดเขาเทียนกวงเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน
นี่เท่ากับเขายอมรับแล้วอย่างนั้นหรือ?
จิ๋งจิ่วยื่นนิ้วชี้ไปยังหางคิ้วของตัวเอง คล้ายชี้ไปยังใต้ต้นเหมย สีหน้าสงบนิ่งและเฉยชา
“แต่ข้ายังคงเป็นจิ่งหยาง”