มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 50 สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง ไม่เจอกันนาน
ข้ายังคงเป็นจิ่งหยาง
คนส่วนใหญ่ต่างฟังคำพูดประโยคนี้ของจิ๋งจิ่วไม่ออก มีบางคนที่คล้ายเข้าใจความหมายของเขา แต่กลับไม่แน่ใจ
“เรื่องนี้ ข้าอยากจะอธิบายเสียหน่อย”
หยวนฉีจิงก้าวมาข้างหน้าสองเก้า สายตากวาดมองเหล่าผู้ฝึกกระบี่ของสำนักชิงซานและตัวแทนจากสำนักต่างๆ ที่อยู่บนลานเมฆ
เสียงฮือฮาและเสียงพูดคุยเหล่านั้นค่อยๆ เงียบลง
อำนาจและบารมีของกฎแห่งกระบี่แห่งชิงซาน ใครกล้ามองข้าม?
สุดท้ายสายตาของหยวนฉีจิงก็ไปหยุดอยู่บนลานเมฆของสำนักจงโจว มองไปยังใบหน้าของนักพรตไป๋
“ตอนนั้นอาจารย์อาจิ่งหยางกำลังจะบรรลุกลายเป็นเซียนได้สำเร็จ คิดไม่ถึงว่าจะถูกพวกต่ำช้าไร้ยางอายบางคนลอบโจมตี ร่างกายบาดเจ็บสาหัสจนเกือบจะต้องตายลงไป”
หยวนฉีจิงดึงสายตากลับมา มองฟางจิ่งเทียนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงคร่ำเคร่งว่า “ภายใต้เคราะห์กรรมเช่นนี้ อาจารย์อาได้แต่ต้องใช้ไม้วิญญาณอัสนีที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า เอาวิญญาณใส่เข้าไปในกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งเพื่อกลับมายังแผ่นดินเฉาเทียน ใช้กระบี่เป็นร่าง ถึงได้มีเรื่องราวแปลกๆ อย่างที่เจ้าว่ามา”
ฟางจิ่งเทียนนิ่งเงียบไปครู่ “กระทั่งตัวเขาก็ยอมรับแล้วว่าคือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง ไยศิษย์พี่ถึงยังต้องช่วยปีศาจผู้นี้ปิดบังอีก?”
จิ๋งจิ่วมองเขาอย่างเงียบๆ ก่อนกล่าวว่า “หากตัวข้าที่เป็นแบบนี้คือกระบี่เล่มหนึ่ง อย่างนั้นอาจารย์ของเจ้าคืออะไร? ไม้ท่อนหนึ่งหรือ?”
การจะแยกแยะสิ่งมีชีวิตต้องดูที่ร่างกายหรือว่าดวงจิตเป็นหลักกันแน่?
แมวดำที่มีดวงจิตของมนุษย์ตัวหนึ่งมันคือมนุษย์หรือว่าแมว?
ปีศาจที่อยู่ในร่างกายมนุษย์นั้นคือมนุษย์หรือว่าปีศาจ?
สำหรับคนธรรมดาบนโลกแล้ว นี่คือปัญหาที่ยากจะเข้าใจ
ผีดิบเด็กที่ถูกวิญญาณร้ายในดินแดนหมิงยึดครองร่างในราชวงศ์ก่อนหน้านี้มักจะถูกแม่ของตนเองถือมีดเหวี่ยงไปมา ทั้งร้องไห้และส่งเสียงตะโกน คอยปกป้องไม่ให้คนของราชสำนักเข้ามาใกล้ แล้วก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายเผา ‘ลูก’ ที่ยังขยับเขยื้อนได้ของตนเอง จนสุดท้ายทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นนรก.… นี่ก็เป็นเพราะคำถามนี้มันยากจะตอบได้มิใช่หรือ?
สำหรับผู้บำเพ็ญพรตแล้ว คำถามนี้ตอบได้ค่อนข้างง่าย
ไม่ว่าจะเป็นจิตทารก ผีกระบี่ หรือว่าวิญญาณเหล่านั้นของสำนักวิถีมารก็ล้วนแต่สามารถแยกตัวออกมาใช้ชีวิตนอกร่างกายได้
เช่นนั้นสำหรับผู้บำเพ็ญพรตแล้ว การจะแยกแยะคนๆ หนึ่งยอมต้องดูที่ดวงจิต
หากจะว่ากันตามที่หยวนฉีจิงได้กล่าวมา ในอดีตนักพรตจิ่งหยางโบยบินกลายเป็นเซียนล้มเหลว ถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนเป็นร่างกระบี่ ใช้กระบี่สรรพสิ่งร่วมเป็นหนึ่งมาเป็นร่างกาย แต่ไม่ว่าจะเป็นสำนักชิงซานหรือว่าสำนักอื่นก็ล้วนแต่จะเห็นพ้องต้องกันอย่างแน่นอนว่าเขาคือนักพรตจิ่งหยาง แม้จะรู้ว่าค่อนข้างแปลกก็ตาม
เมื่อครู่จิ๋งจิ่วชี้ไปที่หางคิ้วของตัวเองแล้วบอกว่าข้ายังคงเป็นจิ่งหยาง มันก็คือความหมายนี้
ฟางจิ่งเทียนคิดเอาไว้แต่แรกแล้วว่าจิ๋งจิ่วจะรับมือกับการเล่นงานของตนเองอย่างไร เขายิ้มอย่างเยือกเย็นแล้วกล่าวว่า “แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าตัวเจ้าที่นั่งอยู่ในเก้าอี้…. คืออาจารย์อาจิ่งหยางที่ชิงเอาร่างกระบี่ของสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งไป หรือว่าเป็นสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งที่ชิงดวงจิตของอาจารย์อาจิ่งหยางไปกันแน่?”
นี่คือส่วนสำคัญของปัญหา แล้วก็เป็นเรื่องที่ยากจะวิเคราะห์ได้มากที่สุด
กระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งคือกระบี่เล่มแรกของสำนักชิงซาน แต่เมื่อหลายร้อยปีก่อนได้หายสาบสูญไป ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อมันแปลงกายเป็นร่างปีศาจแล้วจะมีรูปร่างเป็นอย่างไร จะมีรูปร่างเหมือนอย่างจิ๋งจิ่วในเวลานี้หรือเปล่า
ถ้าหากจิ๋งจิ่วคือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งที่ชิงเอาดวงจิตของนักพรตจิ่งหยางไป เขาก็ย่อมต้องสืบทอดเอาความทรงจำ รวมไปถึงพรสวรรค์ในการบำเพ็ญพรตทั้งหมดของนักพรตจิ่งหยางไป ไม่มีใครที่จะสามารถแยกเขากับนักพรตจิ่งหยางได้ คำถามอะไรก็ล้วนแต่ไม่มีประโยชน์ การทดสอบอะไรก็ล้วนแต่ไร้ความหมาย ขอเพียงตัวเขาไม่ยอมรับ ประเด็นนี้ก็ไม่สามารถที่จะถกเถียงกันต่อไปได้
“ถูกต้อง! ในเมื่อไม่มีใครรู้ว่าเป็นอย่างแรกหรือยังหลัง หรืออาศัยเพียงคำพูดของท่านก็ให้ข้าเชื่อจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
ในที่สุดเซ่อเซ่อก็ทนไม่ไหวแล้ว นางกระโดดออกมาจากด้านหลังเฉินเสวี่ยเซียว ตะโกนใส่ฟางจิ่งเทียนว่า “อะไรๆ ก็กระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง? กระทั่งได้ยินก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย มีใครเคยเห็นอย่างนั้นหรือ!”
“จริงอยู่ที่ข้าไม่เคยเห็นสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง และข้าก็เชื่อว่าศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่หลิ่วฉือก็คงไม่เคยเห็นเช่นกัน ดังนั้นสำนักชิงซานถึงได้ถูกมันหลอก”
มือของฟางจิ่งเทียนตบลงไปบนรถเข็นเบาๆ พลางกล่าวว่า “โชคดีที่สำนักชิงซานในตอนนี้ยังมีคนที่เคยเห็นปีศาจกระบี่ตัวนั้นอยู่”
สายตาทุกคนมองไปยังชายชราที่ร่างกายซูบผอมบนรถเข็นผู้นั้น
ตั้งแต่ตอนแรกสุด ทุกคนก็พากันคาดเดาแล้วว่าชายชราที่ร่างกายซูบผอมผู้นี้คือใคร
เหตุใดคนที่ดูเหมือนไม้ใกล้ฝั่งผู้นี้กลับถูกฟางจิ่งเทียนเข็นมาที่นี่?
เพียงแต่ภายหลังได้เกิดเรื่องราวที่น่าตกตะลึงเป็นอย่างมากติดต่อกัน จนทำให้ผู้คนไม่ทันได้คิดถึงปัญหานี้
ฟางจิ่งเทียนกล่าวว่า “สหายทุกท่าน ท่านผู้นี้คือปรมาจารย์อาไท่หลูแห่งยอดเขามั่วเฉิง”
เมื่อได้ยินชื่อปรมาจารย์อาไท่หลู คนส่วนใหญ่ต่างไม่มีปฏิกิริยาอะไร เพราะว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
แต่มีบางคนที่คิดขึ้นมาได้ว่ากระทั่งฟางจิ่งเทียนยังต้องเรียกว่าปรมาจารย์อา อย่างนั้นมิเท่ากับว่าความอาวุโสของคนผู้นี้นั้น เหนือกว่านักพรตไท่ผิงกับนักพรตจิ่งหยางขึ้นไปอีกรุ่นหนึ่งหรอกหรือ?
คนอย่างนักพรตไป๋ ฉานจึและเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยย่อมต้องรู้จักชื่อของไท่หลู แล้วก็ยังจำยอดเขามั่วเฉิงของสำนักชิงซานที่หายสาบสูญไปลูกนั้นได้ สีหน้าจึงเปลี่ยนขึ้นมาเล็กน้อย ในใจคิดว่าคนผู้นี้แก่กว่านักพรตไท่ผิงเสียอีก ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือนี่? นี่ช่างเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้จริงๆ
ข่าวคราวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่ากระบี่มิคำนึง เหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่รอบๆ ยอดเขาเทียนกวง ต่างทราบถึงความเป็นมาของปรมาจารย์ไท่หลูผู้นี้ จึงพากันส่งเสียงฮือฮาออกมา
“สำนักชิงซานยังมีอาจารย์ที่อาวุโสขณะนี้อยู่อีกหรือนี่ เขามีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ได้อย่างไร?” เซี่ยงหว่านซูกล่าวเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
นักพรตไป๋มองดูภาพบนยอดเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย คล้ายกับกำลังดูละครเรื่องหนึ่งอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ในสุสานริมทะเลสาบหลีหมิงปีนั้น นางยืนอยู่หน้าหลุมศพของเต๋อเหล่าไท่จวิน ในตอนนั้นนางก็ได้คิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีวันนี้
เพียงแต่กระทั่งนางก็ยังคิดไม่ถึงว่าไท่หลูจะยังมีชีวิตอยู่ นักพรตไท่ผิงวางบทละครเช่นนี้ขึ้นมา ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
ไป๋เจ่าก้มหน้าลงไปอีกครั้ง ดูอ่อนแอบอบบาง ไม่ยอมให้ใครเห็นดวงตาและความคิดของตัวเอง
……
……
ไท่หลูนั่งอยู่ในรถเข็น มองไปยังจิ๋วจิ๋วที่อยู่ในกระท่อม พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง ไม่เจอกันนานนะ”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ตั้งสายตากลับมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก
มีทั้งความอาฆาต แล้วก็มีความเสียใจ
มีทั้งความรู้สึกเย้ยหยัน แล้วก็มีความสุข
ส่วนเสียงของเขาก็ฟังดูอ่อนแรงและแก่ชราเหมือนกับร่างกายของเขา
ทุกคนฟังเสียงที่แก่ชราของนักพรตไท่หลู คล้ายว่ามองเห็นตัวหนังสือที่แห้งเหี่ยวเหล่านั้นกำลังจะหายไป
ไม่มีใครเคยเห็นสภาพหลังกลายเป็นปีศาจของกระบี่สรรพสิ่งร่วมเป็นหนึ่ง เช่นนั้นต่อให้ฟางจิ่งเทียนจะเอาหลักฐานออกมา มากแค่ไหนก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจิ๋งจิ่วมิใช่จิ่งหยาง
แต่นักพรตไท่หลูมีชีวิตอยู่ในชิงซานมาเป็นเวลานานมากพอ อีกทั้งเขายังเคยเห็นกระบี่เล่มนั้นจริงๆด้วย
คำพูดของเขาย่อมต้องกลายเป็นการยืนยันที่หนักแน่นมากที่สุด
จิ๋งจิ่วรู้ว่าอาจารย์อาไท่หลูเคยเห็นกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งจริงๆ นั่นก็คือตอนที่ศิษย์พี่เอากระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง บุกขึ้นไปบนยอดเขามั่วเฉิงในคืนนั้น
แต่นั่นไม่สำคัญ สำนักชิงซานในตอนนี้ไม่มีใครแก่ไปกว่าเขาแล้ว เช่นนั้นก็ไม่มีใครที่จะสงสัยในคำพูดของเขาได้
ก็เหมือนอย่างที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครที่จะพิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นจิ่งหยางหรือว่ากระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งกันแน่
“ไม่เจอกันนาน อาจารย์อา”
ไม่ว่าใครต่างก็ฟังออกว่าเขาพูดในฐานะของจิ่งหยาง
“ปีศาจกระบี่ จนถึงตอนนี้แล้วยังคิดอยากจะหลอกคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรอดอีกอย่างนั้นหรือ?”
ในดวงตานั้นแก่ชราของไท่หลูมีคล้ายมีแววตาหยอกเย้าปรากฏขึ้นมา
จิ๋งจิ่วรับรู้ถึงความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อได้อย่างชัดเจน
ไม่ว่าเจ้าจะเป็นจิ่งหยางหรือว่าสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง วันนี้เจ้าก็ต้องตายสถานเดียว
ในตอนนั้นยอดเขามั่วเฉิงถูกกวาดล้าง ยังไงหนี้แค้นนี้ก็ต้องเอาคืน
……
……
ทันใดนั้นพลันมีพายุหิมะปกคลุมยอดเขา
กระบี่สามฉื่อทะลวงอากาศออกไป ชี้ตรงไปยังรถเข็นคันนั้น
หยวนฉีจิงมองฟางจิ่งเทียน พลางกล่าวเสียงทุ่มต่ำว่า “ศิษย์น้อง เจ้าข้ามเส้นแล้ว”
สายสืบทอดหลักของชิงซานในตอนนี้คือสายสืบทอดของยอดเขาซั่งเต๋อ สืบทอดมาจากนักพรตเต้าหยวนและนักพรตเฉินโจว ระหว่างนั้นได้ถูกอาจารย์ของยอดเขามั่วเฉิงเจ้ามาก่อความวุ่นวาย จนกระทั่งเมื่อหกร้อยกว่าปีก่อนถึงจะถูกนักพรตไท่ผิง นักพรตจิ่งหยาง หลิ่วฉือ หยวนฉีจิงกับเย่เซี่ยวและอินเฟิ่งที่เป็นผู้พิทักษ์อีกสองตัวร่วมมือกันยึดเอาสำนักชิงซานกลับมาได้ใหม่อีกครั้ง
ในอดีตนักพรตไท่หลูคือบุคคลระดับอัจฉริยะของยอดเขามั่วเฉิง ยอมตายไม่ยอมแพ้ สุดท้ายถูกนักพรตไท่ผิงจับไปขังไว้ในคุกกระบี่
ฟางจิ่งเทียนคือศิษย์สายตรงของยอดเขาซั่งเต๋อ เป็นศิษย์คนที่สามของนักพรตไท่ผิง แต่วันนี้เขากลับแอบปล่อยไท่หลูออกมาจากคุกกระบี่ นี้สามารถมองว่าเป็นการทรยศสำนักได้เลย
ไท่หลูนั่งเอียงๆ อยู่ในรถเข็น มองหยวนฉีจิงพลางส่งเสียงเหอะออกมา จากนั้นกล่าวว่า “เจ้าขังข้ามาตั้งหลายร้อยปี ตอนนี้ข้าใกล้ตายแล้ว ออกมาพูดอะไรนิดหน่อยไม่ได้หรือไง? อย่าลืมเสียล่ะ ตอนนั้นอาจารย์ของเจ้าไม่ได้ไล่ข้าออกจากสำนัก อย่างนั้นข้าก็ยังเป็นปรมาจารย์อาของเจ้าอยู่!”
“ถูกต้อง จริงอยู่ที่ตอนนั้นปรมาจารย์อาไท่หลูมีความผิด แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นปรมาจารย์อา ทำไมคำพูดถึงจะเชื่อถือไม่ได้?”
ฟางจิ่งเทียนมองหยวนฉีจิงพลางกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้นข้ามองว่าการให้ปีศาจกระบี่มาเป็นเจ้าสำนักชิงซานต่างหากถึงจะเป็นเรื่องที่ศิษย์ชิงซานไม่อาจยอมรับได้ที่สุด”
……
……
เมื่อหิมะตกลงมา กระบี่สามฉื่อปรากฎตัว อุณหภูมิบนยอดเขาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว บรรยากาศเองก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
แต่เจ้าล่าเยวี่ยกลับรู้ว่าหยวนฉีจิงไม่มีทางทำอะไร เพราะฟางจิ่งเทียนบรรลุสภาวะขั้นทะลวงสวรรค์แล้ว
นักพรตหลิ่วฉือกลายเป็นฝนฤดูใบไม้ผลิ สำนักชิงซานเหลือยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์อยู่เพียงคนเดียว ถึงแม้จะสามารถอาศัยแผนการของจิ๋งจิ่วหยุดยั้งการรุกคืบของสำนักจงโจวในวัดกั่วเฉิงเอาไว้ได้ แต่นั่นมันก็ไม่ใช่แผนการระยะยาว สำหรับสำนักชิงซานในตอนนี้ ฟางจิ่งเทียนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
ในเมื่อสถานะของฟางจิ่งเทียนมีความสำคัญ เช่นนั้นก็ยากจะกล่าวโทษเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้นการพาไท่หลูออกมาจากคุกกระบี่ ตอนนี้ก็ดูเหมือนเขาจะมีเหตุผลอย่างเต็มที่ นั่นก็คือหลีกเลี่ยงไม่ให้สำนักชิงซานมีปีศาจเป็นเจ้าสำนักจนกลายเป็นที่ขายหน้ารุ่นแล้วรุ่นเล่า
เมื่อไม่สะดวกที่จะกล่าวโทษฟางจิ่งเทียน เช่นนั้นไท่หลูก็สามารถพูดได้ จิ๋งจิ่วก็จะหลีกหนีจากข้อสงสัยว่าเป็นปีศาจไม่พ้น
จะแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้อย่างไร?
นางมองพื้นหินที่อยู่บนผาด้วยสีหน้าเรียบเฉย คิดในใจอย่างเงียบๆ ว่ามีแต่ต้องให้คนแก่ผู้นี้ตายไปซะ
ตาย ก็พิสูจน์อะไรไม่ได้
ตอนนี้ศิษย์สำนักชิงซานหลายคนได้เชื่อคำพูดของฟางจิ่งเทียนแล้ว คิดว่าจิ๋งจิ่วนั้นเป็นปีศาจกระบี่จริงๆ
อย่าว่าแต่ศิษย์และผู้อาวุโสของยอดเขาซีไหล หรือว่าศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่างอย่างกู้หานเลย กระทั่วกั้วหนานซานเองก็ยังเริ่มดูเอนเอียงอย่างเห็นได้ชัด
ในเวลาที่สำคัญเช่นนี้ ไม่มีใครที่จะลงมือกับไท่หลู ต่อให้เป็นจัวหรูซุ่ยที่กินหม้อไฟของยอดเขาเสินม่อไปสองมื้อก็ตาม
ในฐานะที่เป็นกฎแห่งกระบี่ของชิงซาน หยวนฉีจิงเองก็ไม่มีทางที่จะลงมือสังหารไท่หลูในเวลาที่สำคัญแบบนี้ จนกลายเป็นจุดอ่อนให้คนอื่นใช้เล่นงานตัวเองได้
จิ๋งจิ่วเองก็ไม่มีทางลงมือ เพราะในสายตาคนอื่น นั่นคือการฆ่าคนปิดปาก
อย่างนั้นตัวเองก็ต้องเป็นคนจัดการเอง แต่ปัญหาก็คือตอนนี้นางอยู่ในสภาวะขั้นคเนจรระดับสูง แล้วจะไปสังหารอาจารย์ที่อาวุโสกว่าตัวเองสามรุ่นได้อย่างไร?
ไท่หลูแก่ชรา เรียกได้ว่าเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็น่าจะเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่แข็งแกร่งและมีสภาวะที่สูงส่งเป็นอย่างมาก ตัวเองจะสังหารได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้นสองมือของฟางจิ่งเทียนก็จับอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา นั่นมันผู้ที่บรรลุสภาวะขั้นทะลวงสวรรค์เลยนะ
—-ต้องโยนแมวออกไปก่อน
เจ้าล่าเยวี่ยมองดูเศษหิมะและน้ำที่ขังอยู่บนพื้นหิน ในใจครุ่นคิดเช่นนี้
จากนั้นนางเริ่มโคจรปราณกระบี่อย่างเงียบๆ เตรียมที่จะใช้เพลงกระบี่ีที่่เจ็ดในเคล็ดกระบี่เก้ามรณาซึ่งเป็นเพลงกระที่มีอานุภาพรุนแรงที่สุด ใช้ปราณก่อกำเนิดมากที่สุด แล้วก็อันตรายที่สุด
……
……
ในตอนที่ฟางจิ่งเทียนบอกว่าจิ๋งจิ่วมิใช่จิ่งหยาง หากแต่เป็นปีศาจกระบี่ กู้ชิงก็เงยหน้าขึ้นมา
เขามองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อม สีหน้าค่อนข้างขาวซีด สายตาดูค่อนข้างสับสน ริมฝีปากอ้าขึ้นเล็กน้อย ดูคล้ายว่าได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง
มีบางคนสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าของเขา จึงอดรู้สึกเห็นใจและทอดถอนใจขึ้นมาไม่ได้ ในใจครุ่นคิดว่ากู้ชิงที่ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรก็สุขุมเยือกเย็น ในที่สุดวันนี้ก็ยังปั่นป่วน
ไม่มีใครรู้ว่านั่นเป็นเพียงภาพภายนอก
ภายใต้ใบหน้าที่ดูวิตกกังวลและสับสนนั้นคือหัวใจที่ยังคงเต้นเป็นปกติและสมองที่เยือกเย็นกว่าในเวลาปกติ
กู้ชิงคิดไปมากกว่าเจ้าล่าเยวี่ย
ทำไมฟางจิ่งเทียนถึงพานักพรตไท่หลูออกมาจากคุกกระบี่ได้?
ทำไมท่านเย่เซี่ยวถึงไม่ห้าม มันคิดอะไรอยู่?
นี่แสดงให้เห็นว่าอาจารย์ลุงหยวนฉีจิงอาจจะถูกฟางจิ่งเทียนพูดเกลี้ยกล่อม เชื่อว่าอาจารย์เป็นผีกระบี่ตัวนั้นจริงๆ?
จะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร?
นักพรตไท่หลูต้องตาย
ไม่อาจให้อาจารย์ลงมือเองได้
ตัวเองเพิ่งจะบรรลุสภาวะขั้นคเนจรระดับต้น จะไปสังหารอีกฝ่ายได้อย่างไร?
ตอนที่อยู่บนทะเลพายุน้ำแข็งเมื่อหลายปีก่อนเขาก็สามารถบรรลุสภาวะได้แล้ว แต่เขากลับสะกดมันเอาไว้ อย่างนั้นก็วันนี้แล้วกัน
ในตอนที่บรรลุสภาวะจะทำให้เกิดการระเบิดของพลังวิญญาณในฟ้าดิน กระบี่แรกในตอนนั้นจะมีอานุภาพเพิ่มขึ้นสองเท่า ผู้ปล่อยกระบี่จะต้องถูกกลืนกินอย่างแน่นอน แต่มันก็คุ้มที่จะเสี่ยง
ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าล่าเยวี่ยจะต้องลงมือเองอย่างแน่นอน แล้วยังมีเจ้านั่นอีก
แต่แน่นอน อาจารย์ลุงฟางจิ่งเทียนอยู่ด้านหลังรถเข็น อย่างนั้น….ก็มีแต่ต้องเชิญท่านไป๋กุ่ยลงมือแล้ว
กู้ชิงมองดูแมวเขาที่อยู่ในอ้อมอกของจิ๋งจิ่ว ภายในหัวคิดคำนวณถึงรายละเอียดทุกอย่างอย่างรวดเร็ว รู้สึกมีโอกาสสำเร็จอยู่หลายส่วน
อย่างนั้นก็เริ่มกันเถอะ
เขาครุ่นคิดถึงคำพูดเหล่านี้พร้อมกับหายตัวไปด้านหลังกระท่อมหลังเล็กนั้นอย่างเงียบๆ