มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 51 หนึ่งหมัด หนึ่งทะลวงสวรรค์
เจ้าล่าเยวี่ยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ลำแสงกระบี่จำนวนหลายสายพุ่งออกมาจากในชุดของนาง เชือกมัดผมฉีกขาดอย่างเงียบๆ ผมสีดำแผ่กระจาย เหมือนหมึกสีดำที่สาดกระจาย
ขณะเดียวกัน กู้ชิงก็เคลื่อนตัวไปด้านข้างหนึ่งก้าว พลังที่แผ่กระจายออกมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากจะจินตนาการได้
กระบี่คมจักรวาลลอยขึ้นมาอย่างเงียบๆ เตรียมจะพุ่งไปทางแมวขาวที่อยู่ในอ้อมอกของจิ๋งจิ่วตัวนั้น
ในระหว่างนี้พวกเขาทั้งสองคนไม่ได้สบตากันเลย
การรู้ใจกันเช่นนี้มีอยู่ในศิษย์ชิงซานทุกๆ คน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเป็นคนของยอดเขาเสินม่อด้วย
ในอดีตตอนที่อยู่ในเมืองกุ้ยอวิ๋น เจ้าล่าเยวี่ยและหลิ่วสือซุ่ยก็เคยเป็นแบบนี้ในตอนที่สังหารลั่วไหวหนาน
ไม่มีใครคิดถึงว่าจู่ๆ เจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิงจะลงมือ พูดอีกอย่างก็คือไม่มีใครกล้าคิดเช่นนี้ โดยเฉพาะกู้ชิง
ทุกคนมองเห็นว่ากู้ชิงใบหน้าขาวซีด สีหน้าสับสน เห็นได้ชัดว่าถูกเรื่องที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ตัวเองทำให้ตกตะลึง
เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังของเขาที่เพิ่มขึ้นอย่างคลุ้มคลั่ง ทุกคนก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าเขากำลังเตรียมจะบรรลุสภาวะ!
การบรรลุสภาวะคือเรื่องที่สำคัญที่สุดแล้วก็ยากลำบากที่สุดในการบำเพ็ญเพียร หากถูกรบกวนเพียงเล็กน้อยก็อาจจะล้มเหลวได้ ผู้บำเพ็ญพรตมักจะต้องเตรียมตัวสำหรับเก็บตัวเป็นเวลายาวนาน — ไม่ว่าจะเป็นยาวิเศษหรือว่าวิชาหรือว่าความมุ่งมั่น —- จากนั้นก็เริ่มทำการบรรลุสภาวะโดยมีการคุ้มครองจากอาจารย์หรือไม่ก็ข่ายพลัง
การบรรลุสภาวะต่อหน้าทุกคนเหมือนอย่างกู้ชิงนั้นเป็นเรื่องที่พบเห็นได้น้อยมาก หรือวเขาไม่กลัวว่าจะเกิดปัญหา?
ใครจะไปคิดถึงว่าเป้าหมายที่แท้จริงของกู้ชิงก็คือการยืมการเปลี่ยนแปลงของพลังวิญญาณในฟ้าดินที่เกิดขึ้นตอนบรรลุสภาวะมาฆ่าคน?
ทุกคนต่างคิดว่าวันนี้เขาถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงจนธาตุไฟเข้าแทรก!
……
……
ที่ทุกคนคิดไม่ถึงว่ากู้ชิงจะตัดสินใจบรรลุสภาวะต่อหน้าทุกคน นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่รู้ถึงธรรมเนียมในการเก็บตัวและบรรลุสภาวะของยอดเขาเสินม่อ
ตัวประหลาดอย่างจิ๋งจิ่วนั้นไม่ต้องพูดถึงแล้ว ในตอนที่กู้ชิงกับหยวนฉวี่บรรลุสภาวะขั้นมิประจักษ์ก่อนหน้านี้ก็ทำกันแบบสบายๆ เจ้าล่าเยวี่ยถึงขนาดบรรลุสภาวะขั้นคเนจรระดับกลางในตอนที่ไล่ล่านักพรตไท่ผิง!
ในตอนที่กู้ชิงดึงดูดความสนใจของทุกคนเอาไว้ เจ้าล่าเยวี่ยก็เตรียมตัวที่จะใช้เคล็ดกระบี่เก้ามรณาที่มีอานุภาพร้ายกาจที่สุด แล้วก็อันตรายมากที่สุดออกมา
ภายในชุดสีขาวมีลำแสงกระบี่ที่สลัวเล็กน้อยลอยออกมา และเจตน์กระบี่ที่ลอยขึ้นมาตามเส้นผมสีดำ นั่นล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์ของร่างกระบี่ไร้ลักษณ์หลังกำเนิดที่ถูกกระตุ้นจนอยู่ในขั้นสูงสุด
ขอเพียงแมวขาวถูกกระบี่คมจักรวาลส่งไปถึงหน้าฟางจิ่งเทียน นางก็จะปล่อยกระบี่
……
……
ทันใดนั้นพลันมีลมพัดขึ้นมา
มิใช่ลมที่รุนแรง แต่กลับพัดพาพลังทั้งหมดจนสลายไป
พลังอันคลุ้มคลั่งที่กู้ชิงปลดปล่อยออกมาเหล่านั้นถูกพัดจนสลายไป
จิตสังหารที่เจ้าล่าเยวี่ยปลดปล่อยออกมาเองก็ถูกพัดจนสลายหายไปเช่นกัน กระทั่งลำแสงกระบี่ของร่างกระบี่ไร้ลักษณ์หลังกำเนิดก็ยังถูกลมสายนี้พัดจนสลัวลงไป คล้ายพร้อมจะหายไปทุกเมื่อ
ทะเลเมฆบนยอดเขาเทียนกวงมีคลื่นยักษ์จำนวนนับไม่ถ้วนซัดสาดขึ้นมา เกี่ยวกระหวัดจนกลายเป็นเหมือนกระบี่ ดูแล้วน่าหวาดกลัว
ผู้อาวุโสและลูกศิษย์ของยอดเขาต่างๆ พากันขี่กระบี่หลบออกไป
ลายเมฆที่อยู่รอบด้านเองก็ลอยห่างออกไป
คลื่นยักษ์ที่ยกตัวขึ้นมาจากในทะเลเมฆม้วนตัวขึ้นไปบนท้องฟ้า เกิดเป็นรูปร่างที่ดูคล้ายกระบี่
นี่มิใช่กระบี่บินจริงๆ หากแต่เป็นเจตน์กระบี่ที่จับตัวกัน
เจตน์กระบี่สายนั้นให้ความรู้สึกของวันเวลาอันยาวนาน แต่ก็กระหายเลือดและโหดร้ายเหมือนสัตว์ป่าแรกเกิด
เจตน์กระบี่ที่ทำให้ฟ้าดินเกิดการตอบสนองได้ ทำให้ทะเลเมฆก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาเอง….นี่มันต้องแข็งแกร่งถึงระดับไหนกัน?
ผมสีดำที่ยุ่งเหยิงปลิวกระจายอย่างคลุ้มคลั่งอยู่ในสายลม บนใบหน้าที่ขาวซีดมีเส้นเลือดปรากฏขึ้นมาจำนวนนับไม่ถ้วน เจ้าล่าเยวี่ยจ้องมองดูชายชราที่รูปร่างผอมแห้งในรถเข็นผู้นั้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกโกรธแค้น
การบรรลุสภาวะของกู้ชิงถูกเจตน์กระบี่ที่รุนแรงสายนั้นขัดจังหวะ สถานการณ์ยิ่งแย่กว่าเจ้าล่าเยวี่ย เขากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
นักพรตไท่หลูมองดูเจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิงพลางกล่าวชื่นชมว่า “พวกเจ้าสองคนอ่อนแอถึงเพียงนี้ แต่กลับกล้าคิดที่จะสังหารข้า…สมแล้วที่เป็นศิษย์ชิงซานของข้า”
ทะเลเมฆสงบลง ลานเมฆเหล่านั้นก็หยุดลอยออกไป
ปู้ชิวเซียวมองดูรถเข็นที่อยู่บนยอดเขาคันนั้น สายตาค่อนข้างคร่ำเคร่ง
หลิ่วสือซุ่ยยืนอยู่ด้านหลังเขา ค่อยๆ เก็บพู่กันครองเมือง คล้ายว่าเมื่อครู่ไม่ได้คิดทำอะไรทั้งสิ้น
ปู้ชิวเซียวเหลือบมองดูเขา ไม่ได้กล่าวอะไรเช่นกัน
“แก่ชราถึงขนาดนี้ แต่กลับร้ายกาจถึงเพียงนี้ ในอดีตมิเท่ากับว่าอยู่ในขั้นทะลวงสวรรค์หรอกหรือ!”
เจ้าสำนักคุนหลุนเหอเว่ยมองไปทางด้านนั้น ใบหน้าขาวซีด กล่าวพึมพำกับตัวเองว่า “สำนักชิงซาน...มีทะลวงสวรรค์อยู่กี่คนกันแน่?”
ลานเมฆอยู่ห่างจากยอดเขาเทียนกวงหลายลี้ เสียงของเหอเว่ยเองก็ไม่ได้ดัง แต่นักพรตไท่หลูกลับยังคงได้ยิน เขาเหลียวหน้ามองไปทางด้านนั้นพลางกรอกตาใส่ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันปนดูถูกว่า “หากมิใช่ว่าข้าบรรลุขั้นทะลวงสวรรค์ระดับสูง เจ้าสารเลวไท่ผิงนั่นจะไว้ชีวิตข้ารึ? ทำไมต้องขังข้าเอาไว้ในคุกกระบี่ตั้งนานขนาดนั้นล่ะ?”
ลานเมฆหยุดนิ่ง แต่เงากระบี่ที่ใหญ่โตมโหฬารนั้นยังไม่สลายหายไป มันยังคงอยู่ในฟ้าดิน ก้มมองดูสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก
เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้บำเพ็ญพรตจากแต่ละสำนักต่างตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
ใครจะไปคิดถึงว่านักพรตไท่หลูผู้นี้ใกล้ตาย แต่สภาวะกลับยังสูงส่งเป็นอย่างมาก วิถีกระบี่ยิ่งฝึกปรือจนลึกล้ำอย่างที่ยากจะประมาณได้!
มิเสียทีที่เป็นสัตว์ประหลาดที่มีความอาวุโสสูงที่สุดและอายุมากที่สุดของสำนักชิงซาน!
จากนั้นก็มีคนคิดขึ้นมาได้ว่าในตอนนั้นยอดเขามั่วเฉิงมีสัตว์ประหลาดทางวิถีกระบี่ที่น่ากลัวขนาดนี้อยู่ แต่ก็ยังถูกกวาดล้างจนหมดยอดเขา ยิ่งไปกว่านั้นนักพรตไท่หลูยังถูกขังเอาไว้ในคุกกระบี่หกร้อยกว่าปี…
นักพรตไท่ผิงกับนักพรตจิ่งหยางในตอนนั้นน่ากลัวถึงขนาดไหนกัน?
……
……
พายุหิมะบนยอดเขาเทียนกวงปรากฏขึ้นพร้อมกับกระบี่สามฉื่อ
ก่อนหน้านี้พายุหิมะได้ถูกลมกระบี่สายนั้นพัดจนสลายไป เพียงพริบตาก็กลับมารวมตัวกันใหม่ จากนั้นก็ตกลงมา
เพียงไม่กี่อึดใจ บนร่างกายของนักพรตไท่หลูก็มีหิมะจับตัวขึ้นมา บนใบหน้าก็มีรอยแตกปรากฏขึ้นหลายรอย แต่กลับไม่มีเลือดไหลออกมา
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นฝีมือของหยวนฉีจิง
ถึงแม้ในอดีตนักพรตไท่หลูจะเป็นสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่ง แต่ในตอนที่เป็นเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง เขาก็ไม่มีทางที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของหยวนฉีจิงได้
“โลหิตข้าแห้งไปหมดแล้ว อยู่ได้อีกไม่นานเท่าไร ทำไมเจ้าต้องรีบร้อนด้วย?”
นักพรตไท่หลูไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขามองหยวนฉีจิงพลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เอาไว้ให้ข้ากำจัดปีศาจกระบี่ตัวนี้แล้ว เจ้าค่อยฆ่าข้ามันก็ยังไม่สาย”
……
……
ลมพัดผ่านชุดขาว ดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง
จิ๋งจิ่วลุกขึ้นมาจากเก้าอี้
ถูกขังอยู่ในคุกกระบี่มาหกร้อยปี อาจารย์อาไท่หลูคิดวิถีกระบี่แขนงใหม่บางอย่างออกมาได้จริงๆ ด้วย หากปล่อยให้เขาก่อเรื่องก่อนตาย มันจะเกิดปัญหาจริงๆ เอาได้
เขามองไปทางเจ้าล่าเยวี่ยกับกู้ชิง สายตาอ่อนโยนและจริงจัง จากนั้นมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เขายิ้มออกมา
ไม่มีใครคิดถึงว่าด้วยสภาวะอย่างเจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิง พวกเขาจะกล้าคิดสังหารอาจารย์อาไท่หลู
กระทั่งเขาก็ยังคิดไม่ถึง
จากนั้นเขามองไปทางด้านนั้นของยอดเขา
“ตอนนั้นข้าคิดว่าควรจะสังหารท่านซะ แต่ศิษย์พี่เสียดายพรสวรรค์ของท่าน คิดว่าท่านจะสามารถคิดเข้าใจได้ จึงเก็บท่านเอาไว้ให้ศิษย์รุ่นหลังของชิงซานใช้ก็น่าจะดี”
จิ๋งจิ่วมองนักพรตไท่หลูพลางกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านคิดไม่เข้าใจก็ควรจะตายไปเสียตั้งนานแล้ว ใช้วิธีที่เจ็บปวดขนาดนี้มาต่อชีวิตให้ตัวเองตั้งนานขนาดนี้ ไม่ลำบากหรือ?”
นักพรตไท่หลูหรี่ตาเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าเขาจะรู้ถึงวิธีการต่อชีวิตของตนเอง
ทันใดนั้น นักพรตไท่หลูก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นไหม้จางๆ สายหนึ่ง
นั่นเป็นกลิ่นที่ขอบกระทะเหล็กที่ถูกไฟเผามาเป็นเวลาหลายสิบปี แล้วก็เป็นกลิ่นหินเพลิงที่เสียดสีอยู่ใต้ดินด้วยความเร็วสูง
สุดท้ายเขาก็เป็นคนที่แก่มากแล้ว การรับรู้ทั้งหกไม่ค่อยว่องไวอีก โดยเฉพาะการรับกลิ่น เขาไม่แน่ใจว่านี่คือกลิ่นของความตายหรือเปล่า แต่ในนั้นจะต้องมีกลิ่นของจิตสังหารอยู่อย่างแน่นอน
“เจ้าปีศาจกระบี่ หรือเจ้าคิดจะฆ่าข้าปิดปาก?”
นักพรตไท่หลูมองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวเย้ยหยัน
ทันใดนั้น จิ่งจิ่วหายตัวไปจากสายตาเขา
แล้วหลังจากนั้น จิ๋งจิ่วก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา
การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและแปลกประหลาดเช่นนี้ย่อมต้องทำให้เกิดลม ลมทำให้เสื้อผ้าขยับ
ภายในเสื้อผ้ามีลำแสงกระบี่สิบกว่าสาย สว่างกว่าลำแสงกระบี่ของเจ้าล่าเยวี่ยก่อนหน้านี้ไม่น้อย
“ร่างกระบี่ไร้ลักษณ์แต่กำเนิด!” มีคนอุทานตกใจขึ้่นมา
“ไม่! เขาเป็นปีศาจกระบี่จริงๆ ด้วย!” มีคนตะโกนขึ้นมาอย่างหวาดกลัว
……
……
ในโลกแห่งการบำเพ็ญพรตมีการบอกเล่าต่อๆ กันถึงการเคลื่อนไหวที่เหมือนผีเหมือนเซียนของจิ๋งจิ่ว แต่คนที่เคยเห็นมันจริงๆ กลับมีไม่มาก
จนกระทั่งในเวลานี้ ทุกคนถึงได้รู้ว่าที่แท้คำพูดที่เล่าต่อๆ กันมานั้นมิใช่เรื่องโกหก พวกเขาจึงยิ่งรู้สึกเชื่อในคำพูดของฟางจิ่งเทียน
การเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ความเร็วที่ยากจะจินตนาการได้เช่นนี้ เรียกได้ว่าเหนือว่าวิชาหลบหนีฟ้าดินของสำนักจงโจวด้วยซ้ำ นอกจากกระบี่บินแล้วยังมีอะไรที่สามารถทำเช่นนี้ได้อีก?
จิ๋งจิ่วมาถึงตรงหน้ารถเข็น
ฟางจิ่งเทียนไม่ได้ขยับ
ไม่รู้ว่าเขาเชื่อมั่นในกระบี่ที่ก่อตัวขึ้นมาจากเจตน์กระบี่ของนักพรตไท่หลูหรือว่าเป็นเพราะเหตุผลอื่น
นักพรตไท่หลูมองเขา ก่อนจะกล่าวในกระแสจิตว่า “เจ้าไม่ควรหยุดเลย ไม่อย่างนั้นด้วยความเร็วของเจ้าคงจะเล่นงานข้าจนมือไม้ปั่นป่วนได้”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ไม่ว่าจะออกกระบี่ที่ไหน กระบี่ของข้าก็ล้วนแต่เร็วเหมือนกัน”
นักพรตไท่หลูกล่าวว่า “แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเจ้าไม่ควรใช้กระบี่มาฆ่าข้า”
กระบี่ยักษ์ที่ก่อตัวขึ้นมาจากเจตน์กระบี่ที่อยู่ในทะเลเมฆเล่มนั้นได้หายไปแล้ว
กระบี่เล่มนั้นพุ่งมาจากระยะไกล มาถึงยอดเขาเทียนกวง กลายเป็นม่านพลังจำนวนนับไม่ถ้วนขวางกั้นอยู่ตรงหน้านักพรตไท่หลู
สิ่งที่ถักทอเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนาเหล่านั้นคือเจตน์กระบี่
ต่อให้เป็นกระบี่เซียนที่ทรงอานุภาพแค่ไหนก็ไม่สามารถทะลุผ่านม่านพลังนี้ได้
จิ๋งจิ่วย่อมต้องรู้ว่าม่านพลังเหล่านี้คืออะไร
มันคือ ‘ข่ายพลังน้ำแข็งพันลี้’ ที่เขาใช้ขังนักพรตไท่ผิงกับเสวี่ยจีเอาไว้ เป็นเคล็ดกระบี่ลับที่มีต้นกำเนิดมาจากยอดเขามั่วเฉิง
“ต่อให้เจ้าเป็นกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง แต่สุดท้ายเจ้าก็ยังเป็นกระบี่ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะคิดใช้ร่างกระบี่สังหารข้า เจ้าทำให้ข้ารู้สึกผิดหวังจริงๆ”
นักพรตไท่หลูกล่าวอย่างรู้สึกเสียดายในกระแสจิตว่า “ดูเหมือนเจ้าจะไม่ใช่จิ่งหยางจริงๆ ด้วย เขาไม่มีทางจะทำผิดพลาดโง่ๆ เช่นนี้”
การสนทนาในกระแสจิตนี้ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาในโลกแห่งความเป็นจริง
ในสายตาของคนส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของจิ๋งจิ่วไม่มีการหยุดชะงักใดๆ
เขาลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้
เขาออกมาจากกระท่อมหลังเล็ก
เขามาถึงฝั่งตรงข้ามของยอดเขา
เขายืนอยู่ตรงหน้ารถเข็น
เขายกมือขวาขึ้นมา
กระแทกเข้าไปยังนักพรตไท่หลู
……
……
ถูกต้อง
กระแทกเข้าไป มิใช่การฟัน แล้วก็มิใช่การสับ
บนแขนเสื้อและบนแขนของเขาไม่มีลำแสงกระบี่ส่องแสงออกมา
ในทางกลับกัน ภายในกำปั้นของเขากลับมีแสงสีดำจำนวนนับไม่ถ้วน ภายในลำแสงสีดำนั้นมีสีทองปะปนอยู่จำนวนหนึ่ง
แสงสีดำเหล่านั้นเข้มข้นเป็นอย่างมาก มองดูเหมือนความมืดในดินแดนหมิงอย่างไรอย่างนั้น
สีทองเหล่านั้นก็ดูสูงศักดิ์เป็นอย่างมาก มองดูเหมือนราชบัลลังก์ในเมืองเจาเกอ
ในดวงตาของไท่หลูมีอารมณ์แปลกประหลาดปรากฏขึ้นมา น่าจะกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าในเมื่อเจ้าเป็นกระบี่ ทำไมถึงใช้กำปั้น?
ภายในเสียงแคร่กๆ ม่านพลังที่ก่อตัวขึ้นมาจากเจตน์กระบี่และดูเหมือนไม่สามารถทำลายเหล่านั้นได้ปริแตกออกเหมือนก้อนน้ำแข็ง
กำปั้นของจิ๋งจิ่วแทงทะลุเข้าไปถึงหน้าอกของไท่หลู
รถเข็นแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ
ยอดเขาเทียนกวงสั่นสะเทือน
ทะเลเมฆสลายหายไปทันที
ท้องฟ้าสีน้ำเงินเหมือนดั่งเครื่องเคลือบ
ภูเขาเงียบสงัด
……
……
นักพรตไท่หลูใช้สายตาแปลกๆ มองจิ๋งจิ่ว คล้ายกำลังถามว่าหรือเจ้ากำลังรอคอยให้ข้าออกจากคุกกระบี่มาที่นี่?
จิ๋งจิ่วส่งเสียงอืม
สายลมที่เย็นสบายพัดผ่านร่างของนักพรตไท่หลู เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นฝุ่นแสงจำนวนนับไม่ถ้วน
ฝุ่นแสงลอยตามลมออกไป ก่อนจะค่อยๆ สลัวลง จากนั้นตกลงในเมฆตรงบริเวณหน้าผาเหมือนฝุ่นจริงๆ สุดท้ายก็มองไม่เห็นอีก
สายตาตกตะลึงจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังมือขวาของจิ๋งจิ่ว
นักพรตไท่หลูถูกเขากระแทกจนตาย?
ต่อให้จิ๋งจิ่วจะเป็นผู้บำเพ็ญพรตขั้นแหวกทะเลที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกแห่งการบำเพ็ญพรต แต่เขาก็ยังแค่ขั้นแหวกทะเลเท่านั้น
ต่อให้เขาจะเป็นนักพรตจิ่งหยางที่อาศัยร่างกระบี่กลับมาเกิดใหม่ แต่เขาก็ยังอยู่แค่ขั้นแหวกทะเลเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญพรตขั้นแหวกทะเลจะใช้วิธีง่ายๆ และตรงไปตรงมาเช่นนี้สังหารยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ได้อย่างไร?
ปู้ชิวเซียวมองดูมือขวาของจิ๋งจิ่ว สีหน้ายิ่งคร่ำเคร่ง เห็นได้ชัดว่ามีความหวาดระแวงเพิ่มมากขึ้น
สายตาของนักพรตไป๋ยิ่งเยือกเย็น คล้ายกำลังคิดคำนวณอะไรบางอย่าง
ฉานจึถอนใจออกมา ภายในเสียงถอนหายใจเต็มไปด้วยความรู้สึกยุ่งยาก
ต่อให้จิ๋งจิ่วจะเป็นกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง ต่อให้มือขวาเขาจะคมแค่ไหน แต่นักพรตไท่หลูก็สามารถรับเอาไว้ได้
มิใช่กำปั้นของเขาที่ร้ายกาจ หากแต่เป็นสิ่งที่เขากำอยู่ต่างหากที่ร้ายกาจ
ผู้บำเพ็ญพรตที่เคยเข้าร่วมงานชุมนุมแสวงมรรคาเหล่านั้น อย่างเช่นไป๋เจ่ากับจัวหรูซุ่ย หรือว่าซีอี้อวิ๋นกับหลิ่วสือซุ่ย พวกเขาพลันคิดถึงภาพเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันขึ้นมา
ตอนที่อยู่ข้างคันฉ่องฟ้ากระจ่างในตอนนั้น จิ๋งจิ่วใช้เพียงกำปั้นเดียวก็จัดการไป๋เชียนจวินได้ หากมิเป็นเพราะนักพรตไป๋ออกหน้า ไป๋เชียนจวินจะต้องตายไปตรงนั้นอย่างแน่นอน
ในตอนนั้นจิ๋งจิ่วใช้มือซ้าย สิ่งที่กำเอาไว้ในมือคือยันต์เซียนวัฒนะ
แล้ววันนี้ล่ะ? เขาใช้เพียงกำปั้นเดียวก็สามารถสังหารยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ได้ ในมือขวาเขากำอะไรเอาไว้กันแน่?
…………………………………………………………………….