มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 52 เด็กชุดน้ำเงิน จดหมายฉบับหนึ่ง
รถเข็นคันนั้นและอาจารย์อาไท่หลูที่อยู่ในรถเข็นล้วนแต่กลายเป็นเศษฝุ่นไปแล้ว
จิ๋งจิ่วไม่ได้เหลือบมอง หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในกระท่อม
ไม่ว่าสุดท้ายสถานการณ์ในวันนี้จะเดินไปทางไหน จุดจบของอาจารย์อาไท่หลูก็ได้ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อนแล้ว
ถูกต้อง เมื่อสี่ปีก่อนเขาก็ตัดสินใจที่จะสังหารอีกฝ่ายในวันนี้
เมื่อคำนวณจากสภาวะและอายุขัยแล้ว อาจารย์อาไท่หลูควรจะตายไปตั้งนานแล้ว แต่เขากลับยังมีชีวิตอยู่ในคุกกระบี่
นั่นเป็นเพราะเขาเลือกที่จะใช้วิชาลับที่เจ็บปวดนั้นฝืนต่ออายุตัวเอง
คนที่สามารถแบกรับความเจ็บปวดขนาดนั้นเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องไม่มีทางจากโลกนี้ไปอย่างเงียบๆ แน่นอน
ก่อนที่คนแบบนี้จะจากโลกนี้ไป เขาจะต้องทำเรื่องใหญ่บางเรื่อง เอาวันเวลาหลายร้อยปีที่ถูกขังอยู่ในคุกกระบี่และความเจ็บปวดเผาไหม้เป็นเปลวเพลิงที่คลุ้มคลั่ง
หลังจิ๋งจิ่วทำการตัดสินใจออกมาเมื่อสี่ปีก่อน เขาก็ได้ครุ่นคิดถึงเรื่องราวหลังจากนี้
ชิงซานไม่อาจวุ่นวาย คุกกระบี่ยิ่งไม่อาจวุ่นวาย นั่นเป็นเพราะเสวี่ยจียังอยู่ข้างใน
อาจารย์อาไท่หลูจะต้องตาย
จากกฎของสำนักชิงซาน เขาไม่อาจสังหารอาจารย์อาไท่หลูที่ยังถูกขังอยู่ในคุกกระบี่ได้ อย่างนั้นก็ให้ฟางจิ่งเทียนพาท่านออกมาแล้วกัน
แต่แน่นอน เรื่องนี้ไม่ใช่ส่วนสำคัญของวันนี้
แค่ถือโอกาสจัดการไปด้วยเท่านั้น
……
……
นักพรตไท่หลูถูกฟางจิ่งเทียนเสี่ยงพาตัวออกมา เป็นที่พึ่งพิงที่สำคัญที่สุดในการกล่าวหาจิ๋งจิ่วของเขา ตอนนี้อีกฝ่ายตายไปต่อหน้าเขาแล้ว
แต่ที่น่าแปลกก็คือ ฟางจิ่งเทียนกลับยังนิ่งเงียบ ไม่ได้ลงมือ
ที่นี่ไม่มีการสมรู้ร่วมคิดอะไรทั้งสิ้น แล้วก็มิใช่ว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นั้นร่วมมือกัน แค่อาจจะเป็นเพราะว่าแมวขาวตัวนั้นคอยจ้องเขาอยู่
ก็เหมือนอย่างในเวลานี้ จิ๋งจิ่วหมุนตัวเดินเข้าไปในกระท่อม แมวขาวตัวนั้นนั่งอยู่บนไหล่ของเขา ยังคงมองดูฟางจิ่งเทียนอย่างเยือกเย็น
ฟางจิ่งเทียนมองเห็นเมฆที่หลั่งไหลอยู่ด้านนอกข่ายพลังชิงซาน แล้วก็ยังมีเงายักษ์สีขาวที่เย็นยะเยือกและไร้ความปราณีที่ปรากฏให้เห็นลางๆ
ความหมายของอาต้าชัดเจน หากเจ้าขยับ ข้าก็ขยับ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการขยับไปหาความตายด้วย
เจ้าเพิ่งจะบรรลุสภาวะ
ข้าทะลวงสวรรค์มาหลายปีแล้ว
อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ สุดท้ายฟางจิ่งเทียนจึงเลือกที่จะไม่ทำอะไร
เขาเป็นลูกศิษย์ของนักพรตไท่ผิง เป็นสายสืบทอดของยอดเขาซั่งเต๋อที่ดั้งเดิมที่สุด เขาย่อมไม่มีทางโกรธที่นักพรตไท่หลูถูกสังหารไป
แต่การที่จิ๋งจิ่วลงมือสังหารนักพรตไท่หลูด้วยตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังทำได้สำเร็จ นี่ทำให้เขารู้สึกค่อนข้างตกใจจริงๆ
“เจ้าคิดว่าฆ่าคนปิดปากแล้วจะมีประโยชน์หรือ?”
ฟางจิ่งเทียนมองดูแผ่นหลังของเขาพลางกล่าว
จิ๋งจิ่วไม่ได้สนใจเขา ในตอนที่เดินผ่านกู้ชิง เขายื่นมือไปหิ้วอีกฝ่ายขึ้นมา พากลับเข้ามาในกระท่อม จากนั้นตบไปที่กลางศีรษะของเขาเบาๆ
เสียงผัวะดังขึ้นเบาๆ เจตน์กระบี่ที่บริสุทธิ์อย่างมากหลายสิบสายถูกกรอกเข้าไปในร่างกายของกู้ชิง แล้วเริ่มซ่อมแซมเส้นลมปราณและต้นไม้แห่งเต๋าที่ได้รับความเสียหายของเขา
กู้ชิงนั่งขัดสมาธิลงไป หลับตาแล้วเริ่มทำการบรรลุสภาวะใหม่อีกครั้ง
ตอนที่เขาพยายามบรรลุสภาวะก่อนหน้านี้ เขาได้ถูกนักพรตไท่หลูใช้เจตน์กระบี่โจมตีใส่ ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรถึงขนาดอาจจะต้องหยุดลงแต่เพียงเท่านี้
แต่ตอนนี้จิ๋งจิ่วใช้เพียงฝ่ามือเดียวก็จัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
จิ๋งจิ่วมองเจ้าล่าเยวี่ย
เจ้าล่าเยวี่ยเดินเข้าไปอย่างช้าๆ ก้มศีรษะเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าสุดท้ายตัวเองยังคงไม่เชื่อฟัง ไม่รู้ว่าจะถูกตำหนิอะไรหรือเปล่า
จิ๋งจิ่วหยิบเอายาเม็ดหนึ่งมาวางไว้บนมือของนาง
เจ้าล่าเยวี่ยกินยาเข้าไป ไม่แม้แต่จะถามว่านี่คืออะไร จากนั้นก็มองไปทางหยวนฉวี่
หยวนฉวี่ได้สติขึ้นมา รีบวิ่งเข้าไปในในกระท่อม ยืนอยู่ด้านหลังอาจารย์อย่างเคารพนอบน้อม
……
……
ในตอนที่คนของยอดเขาเสินม่อทำเรื่องเหล่านี้ บนยอดเขาเทียนกวงเงียบสงัดเป็นอย่างมาก ไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คนเดียว
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปในกระท่อม มีทั้งความรู้สึกสงสัยใคร่รู้ อิจฉาและเหลวไหล แต่แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นความรู้สึกหวาดกลัว
ทุกคนต่างเห็นกับตาว่าจู่ๆ จิ๋งจิ่วก็ไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้ารถเข็นคันนั้น กำปั้นกระแทกออกไป….นักพรตไท่หลูก็ตายลงไป!
ถึงแม้ผู้อาวุโสที่มีอายุมากที่สุดในสำนักชิงซานผู้นี้จะเป็นไม้ใกล้ฝั่ง เป็นคนที่กำลังใกล้ตาย แต่เขาก็เป็นผู้ที่บรรลุสภาวะขั้นทะลวงสวรรค์ ทำไมถึงถูกฆ่าตายง่ายๆ เช่นนี้ล่ะ?
“ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง?” ปู้ชิวเซียวกล่าวถามด้วยเสียงคร่ำเคร่ง
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตต่างส่งเสียงฮือฮาขึ้นมา สายตาที่มองดูจิ๋งจิ่วเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ฟางจิ่งเทียนมองดูจิ๋งจิ่ว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกเล็กน้อยว่า “กระทั่งลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงก็ยังถูกเจ้าหลอกเอามาอย่างนั้นรึ?”
จิ๋งจิ่วเงยหน้าขึ้นมา กวาดตามองไปรอบด้าน ตรงตำแหน่งที่สายตากวาดผ่านล้วนแต่เงียบสงัด
หลังจากสังหารนักพรตไท่หลูตายไป อำนาจบารมีของเขาก็ใกล้เคียงกับหยวนฉีจิง
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ตอนที่จักรพรรดิแห่งหมิงถูกจับไปไว้ในคุกสะกดมารก็ได้ตกลงกันแล้วว่าชิงซานจะเป็นคนดูแลลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง ข้าเป็นเจ้าสำนักชิงซาน ลัญจกรอยู่ในมือข้ามีปัญหาอะไร?”
ฟางจิ่งเทียนมองไปยังตำแหน่งที่รถเข็นตั้งอยู่ก่อนหน้านี้
บนหินมีรอยแตกจำนวนนับไม่ถ้วน เศษฝุ่นปลิวหายไปจนหมดแล้ว
เขาเงยหน้าขึ้นมา มองดูจิ๋งจิ่วพลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ใช้ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงสังหารผู้อาวุโสของชิงซาน ปีศาจกระบี่อย่างเจ้าจะโอหังอวดดีเกินไปแล้ว”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เจ้าล่าเยวี่ยก็มองไปทางหยวนฉวี่อีกครั้ง
เมื่อได้รับสัญญาณมาจากอาจารย์ หยวนฉวี่ไหนเลยจะกล้าชักช้า เขาเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กระแอมลำคอเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ในภาคผนวกของอรรถาธิบายที่สิบเจ็ดเล่มที่สามหมวดที่สามกล่าวไว้ว่า….”
ทุกคนต่างตกตะลึง ในใจครุ่นคิดว่านี่เขาจะทำอะไร?
หลังจากนั้นครู่หนึ่งเหล่าศิษย์ชิงซานถึงได้สติขึ้นมา รู้ว่าเขากำลังพูดถึงกฎของสำนักชิงซาน
กฎของสำนักชิงซานซับซ้อนเป็นอย่างมาก แบ่งออกเป็นห้าหมวดสิบเจ็ดเล่ม ขอบเขตของกฎกว้างเป็นอย่างยิ่ง นอกจากผู้อาวุโสที่ไม่ค่อยยิ้มแย้มของยอดเขาซั่งเต๋อเหล่านั้นแล้ว ลูกศิษย์ชิงซานธรรมดาหากคิดอยากจะจำกฎเพียงหนึ่งในสิบก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างมาก แต่สำหรับหยวนฉวี่แล้ว กฎของสำนักชิงซานนั้นมิได้ต่างอะไรกับคัมภีร์สามอักษรที่เด็กน้อยอ่านในตอนที่เริ่มจะรู้เรื่องเลย เขาอธิบายมันออกมาได้อย่างแม่นยำ ไม่ตกหล่นแม้แต่นิดเดียว
ในเวลาเพียงสั้นๆ เขาเลือกเอากฎเจ็ดข้อออกมาจากในหมวดต่างๆ ของกฎชิงซาน ทุกข้อล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการที่จิ๋งจิ่วสังหารนักพรตไท่หลู ชัดเจนเป็นอย่างมาก
กฎทั้งเจ็ดข้อนี้ล้วนแต่มีความหมายสองความหมายที่เหมือนกัน
หนึ่ง ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงและวัตถุวิเศษใดๆ ของสำนักชิงซาน เจ้าสำนักล้วนแต่เก็บรักษาดูแลเอาไว้กับตัวได้
สอง นักพรตไท่หลูออกมาจากคุกกระบี่มีโทษถึงตาย เจ้าสำนักสามารถจัดการได้โดยไม่ต้องถาม
จิ๋งจิ่วเป็นเจ้าสำนักชิงซาน เจ้าสำนักชิงซานคือจิ๋งจิ่ว เช่นนั้นเขาก็ย่อมต้องเก็บลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงเอาไว้ได้ แล้วก็สามารถสังหารนักพรตไท่หลูได้
ส่วนจะใช้อะไรฆ่า นี่สำคัญด้วยหรือ?
ผู้บำเพ็ญพรตของสำนักต่างๆ โดยเฉพาะเหล่าลูกศิษย์ของสำนักชิงซานนั้นตกใจเป็นอย่างมาก ในใจครุ่นคิดว่าเหตุใดคนผู้นี้ถึงรู้จักกฎของสำนักชิงซานดีขนาดนี้? ยอดเขาเสินม่อคือสถานที่แบบไหนกันแน่?
ไม่มีใครสังเกตเห็นสีหน้าของหยวนฉีจิง เขามองดูหยวนฉวี่ที่พูดจาฉะฉาน สายตาดูอ่อนโยนและชื่นชม
……
……
อย่างน้อยเหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่มาร่วมงานสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานในวันนี้ก็มั่นใจในเรื่องๆ หนึ่ง
เจ้าสำนักหนุ่มของชิงซานผู้นี้ไม่มีทางใช่คุณชายสองของตระกูลจิ๋งในเมืองเจาเกออย่างแน่นอน แต่เขาเป็นนักพรตจิ่งหยางกลับมาเกิดใหม่หรือเป็นปีศาจกระบี่ที่อยากจะมาใช้ชีวิตบนโลกกันแน่?
ตอนนี้หลายๆ คนค่อนข้างเอนเอียงไปทางอย่างหลัง เพราะคำพูดเหล่านั้นของฟางจิ่งเทียน แล้วก็เป็นเพราะการปรากฏตัวของนักพรตไท่หลูและการตายของเขา
ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่มองว่าจิ๋งจิ่วฆ่าคนปิดปาก
เขาโจมตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถสังหารนักพรตไท่หลูที่เป็นเพียงคนเดียวที่เคยเห็นกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง แล้วตอนนี้ใครจะมองตัวตนที่แท้จริงของเขาออกอีก?
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตอนนี้เขาเป็นเจ้าสำนักชิงซาน เขาสังหารได้หมดจดเช่นนี้ ต่อให้ทุกคนจะรู้ว่ามีปัญหา แต่พวกเขาจะทำอะไรได้?
ฟางจิ่งเทียนจ้องมองดวงตาของเขาพลางกล่าวว่า “ด้วยสภาวะของเจ้าในตอนนี้ ไม่มีทางที่จะปลดปล่อยพลังของลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงออกมาได้ทั้งหมด การโจมตีเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ อย่างมากเจ้าก็ใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
จิ๋งจิ่ววางอาต้าไว้บนเข่า ใช้นิ้วมือหวีขนของมัน ไม่ได้พูดอะไร
อาต้าพลันรู้สึกหวาดกลัวข้นมา ขนสีขาวพองออกตามสัญชาตญาณ
สีหน้าของเขาตอนนี้ขาวซีด เห็นได้ชัดว่าได้รับผลกระทบจากการกลืนกินของลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง กำลังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ แต่กลับไม่มีใครกล้าทำอะไร
ในสายตาที่ผู้คนมองดูเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สับสนและไม่ยินยอม
หากอยู่ในเรื่องอื่น ในเวลานี้เขาน่าจะเหมือนผู้ร้ายจริงๆ
“หรือว่าเจ้าคิดจะสังหารศิษย์ชิงซานทุกคนที่ไม่ยอมรับเจ้า? ต่อให้ท่านไป๋กุ่ยจะช่วยเจ้า แต่พวกข้าก็ยังมีท่านเย่เซี่ยว! เจ้าเลิกฝันที่จะปิดปากทุกคนไปได้เลย!”
ภายในกลุ่มของศิษย์ชิงซานมีเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดและความโกรธแค้นดังขึ้นมา
จิ๋งจิ่วไม่ได้มองไปทางด้านนั้น หากแต่มองดูทะเลเมฆที่อยู่ไกลออกไปแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าจะคิดอย่างไรมันก็ไม่เกี่ยวกับข้า เรื่องที่ข้าเป็นใครก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้พวกเจ้าฟังเช่นกัน”
หากต้องอธิบายให้คนอื่นฟังว่าตนเองเป็นใคร นั่นคงกลายเป็นเรื่องที่น่าขันที่สุดในโลก
ต่อให้ศิษย์ชิงซานทุกคน หรือกระทั่งคนทั่วทั้งใต้หล้าต่างคิดว่าข้ามิใช่จิ่งหยาง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?
นี่คือความคิดของเขา
……
……
หยวนฉีจิงนิ่งเงียบ
ฟางจิ่งเทียนนิ่งเงียบ
ทุกคนต่างนิ่งเงียบ
รวมไปถึงผู้ฝึกกระบี่ที่ตะโกนออกมาด้วยความเกลียดชังและโกรธแค้นก่อนหน้านี้ก็นิ่งเงียบด้วยเช่นกัน
บนยอดเขาเทียนกวงเงียบสงัด
ทันใดนั้นบนทางขึ้นเขาพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“พระอาทิตย์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองคือพระอาทิตย์ นั่นเป็นเพราะว่ามีหลักฐานทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวนนับไม่ถ้วน และประสบการณ์ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดนี้แล้ว มันคือความจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวมันเอง แต่ต่อให้ท่านจะมีความทรงจำทั้งหมดของนักพรตจิ่งหยาง มันก็ยังเหมือนว่าท่านหลงตัวเอง สุดท้ายท่านยังคงไม่ใช่พระอาทิตย์ที่แท้จริง แล้วก็ไม่ใช่ความจริง ดังนั้นท่านควรจะถูกพิสูจน์ ยิ่งไปกว่านั้นท่านเองก็สามารถถูกพิสูจน์ได้”
ทุกคนมองไปยังทางขึ้นเขาอย่างตกใจ
เด็กน้อยที่สวมชุดน้ำเงินไพลินผู้หนึ่งกำลังเดินขึ้นมาบนทางขึ้นเขา ดูแล้วน่าจะเป็นเสียงของเขา
เด็กน้อยผู้นั้นประสานมือเอาไว้ข้างหน้า แขนเสื้อห้อยตกลงมาเหมือนน้ำทะเล ปกปิดใบหน้าของเขาเอาไว้ แล้วก็มีคนสังเกตเห็นว่าเท้าของเขาไม่ได้สัมผัสกับพื้น
หรือว่าเด็กน้อยชุดน้ำเงินผู้นี้จะลอยมา?
เสียงของเด็กน้อยฟังดูนุ่มนวล การพูดการม้วนลิ้นแต่ละคำล้วนดูจงใจ สำเนียงคล้ายคนทางภาคกลาง
หลายคนพลันคิดไปถึงว่าหรือนี่จะเป็นแผนการที่สำนักจงโจวแอบซ่อนเอาไว้?
หลังจากนั้น ทุกคนก็ปฏิเสธความคิดนี้ไป
เพระทุกคนรับรู้ได้ถึงพลังเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายออกมาจากตัวของเด็กน้อยชุดน้ำเงินผู้นี้ได้อย่างชัดเจน ส่วนยอดฝีมืออย่างต้าเจ๋อลิ่งนั้นถึงขนาดไม่ได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้น!
เด็กน้อยชุดน้ำเงินผู้นี้มาจากไหนกันแน่?
……
……
ศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่างอย่างกั้วหนานซานผ่านการต่อสู้มาเป็นเวลายาวนาน สัญชาตญาณเฉียบคม เขารู้ว่าคนผู้นี้คือศัตรูมิใช่มิตร ก่อนจะคิดอย่างตกตะลึงว่าคนผู้นี้ผ่านข่ายพลังชิงซานมาได้อย่างไร?
ในขณะที่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ กระบี่ทะเลครามก็พากระบี่บินอีกสิบกว่าเล่มแหวกอากาศออกไป ล้อมเด็กน้อยชุดน้ำเงินเอาไว้ตรงกลาง พร้อมที่จะฟันลงไปทุกเมื่อ
“เผยใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าซะ!”
เด็กน้อยชุดน้ำเงินค่อยๆ วางสองมือของตัวเองลง แขนเสื้อที่เหมือนน้ำทะเลแยกออก เผยให้เห็นใบหน้าใบหน้าหนึ่ง
ใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์เป็นอย่างมาก ผมหน้าม้าแปะอยู่ตรงหน้าผากเหมือนใบไม้ หน้าตาน่ารักน่าชัง ท่าทางดูเยือกเย็น เรียกได้ว่าเหมือนรูปปั้นหยกแกะสลักอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งที่ทำให้ทุกคนสะดุดตามากที่สุดก็คือบนใบหน้าของเด็กน้อยผู้นั้นเหมือนจะมีแสงประหลาดบางอย่างเปล่งประกายขึ้นมา
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตพากันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมา
เด็กน้อยชุดน้ำเงินผู้นี้ืคือมารเผ่าหมิง! กระทั่งอาจจะเป็นราชวงศ์ของดินแดนหมิง!
วันนี้ชิงซานจัดการฉลองสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซาน เขามาถึงบนยอดเขาได้อย่างไร? แล้วทำไมเขาถึงกล้ามาที่นี่? มาฆ่าตัวตายหรือ?
หลายๆ คนคิดว่าในเมื่อเด็กน้อยชุดน้ำเงินผู้นี้คือสมาชิกราชวงศ์ของดินแดนหมิง อีกทั้งยังกล้ามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ เห็นทีเขาจะต้องเป็นยอดฝีมือที่มีสภาวะน่ากลัวเป็นอย่างมากแน่นอน อีกประเดี๋ยวเด็กน้อยชุดน้ำเงินอาจจะเปลี่ยนร่างกลายเป็นปีศาจที่ตัวใหญ่ยักษ์เหมือนภูเขา เปิดฉากโจมตีใส่ผู้บำเพ็ญพรตอย่างคลุ้มคลั่ง…..
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับเหนือไปจากความคาดหมายของทุกๆ คน
เด็กน้อยชุดน้ำเงินมองดูกระบี่บินที่ล้อมตัวเองอยู่เหล่านั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัว มุ่ยปากขึ้นมาคล้ายกำลังจะร้องไห้ออกมา
“ศิษย์ร่วมสำนักทุกท่านไม่ต้องโหดร้ายกันถึงขนาดนี้ได้หรือเปล่า?”
เด็กน้อยชุดน้ำเงินกล่าวด้วยสีหน้าน่าสงสารว่า “ข้าเป็นเพียงจดหมายฉบับหนึ่งเท่านั้น”
กั้วหนานซานเลิกคิ้วเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้ามาส่งจดหมายอะไร?”
เด็กน้อยชุดน้ำเงินถอนใจออกมาพลางกล่าวว่า “ท่านฟังผิดแล้ว ข้ามิได้มาส่งจดหมาย ข้าคือจดหมายฉบับนั้นต่างหาก”
หยวนฉีจิงพลันคิดถึงจดหมายฉบับนั้นที่ลอยลงมาบนยอดเขาเทียนกวงในปีนั้น ก่อนจะนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เด็กน้อยชุดน้ำเงินหมุนตัวมองไปทางจิ๋งจิ่วที่อยู่ในกระท่อม กล่าวว่า “ข้าเป็นจดหมายที่อาจารย์ไท่ผิงเขียนมาให้ท่าน”
…………………………………………….