มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 57 ข้าจะไป แล้วก็จะเอาทุกอย่างไป
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
กระบี่บินบนยอดเขาเทียนกวงเหล่านั้นไม่มีการตอบสนองใดๆ
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ในเวลานี้ศิษย์สำนักชิงซานเหล่านั้นพากันตกตะลึงเป็นอย่างมาก
กระบี่บินปรากฏก็ตัดสินความเป็นความตายทันที เหตุผลที่พวกเขาตกตะลึงย่อมมิได้เป็นเพราะโลหิตที่อยู่บนหน้าผา หรือว่าแขนทั้งสองข้างที่ขาดออกและเสียงร้องโหยหวนของผู้อาวุโสไป๋
และเหตุผลที่พวกเขาตกตะลึงก็มิได้เป็นเพราะผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเช่นนี้เหมือนกัน — เจ้าล่าเยวี่ยเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรดีที่สุดของชิงซาน อายุเพียงเท่านี้ก็บรรลุสภาวะขั้นคเนจรระดับสูง ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้นแหวกทะเล แต่การที่ฉวยโอกาสออกกระบี่ตอนที่กระบี่บินของไป๋หรูจิ้งถูกท่านไป๋กุ่ยกลืนกินเข้าไป มันก็ย่อมต้องทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว
สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่ว่าไม่มีศิษย์ชิงซานคนไหนคิดถึงว่าเจ้าล่าเยวี่ยจะใช้โอกาสนี้ออกกระบี่
จังหวะที่นางเลือกออกกระบี่นั้นทั้งเย็นชาและไร้ความปราณีเป็นอย่างมาก ให้ความรู้สึกเหมือนว่านางยอมทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเล่นงานอีกฝ่าย
ศิษย์ชิงซานมักจะพบเห็นความรู้สึกแบบนี้ได้จากในตัวของคนพรรคมารเท่านั้น ไหนเลยจะคิดถึงว่ามันจะมาปรากฏอยู่บนตัวของนางได้
เจ้าล่าเยวี่ยเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าแต่กำเนิด เป็นคนที่เหล่าศิษย์ชิงซานต่างพากันเคารพยกย่องที่สุดก่อนที่จิ๋งจิ่วจะปรากฏตัวขึ้นมา เป็นผู้ที่ทุกคนมองว่ามิได้ต่างอะไรกับเซียนเลย
ภายหลังนางกลายเป็นเจ้าแห่งยอดเขาเสินม่อ สถานะและอำนาจสูงส่ง ยิ่งทิ้งห่างจากศิษย์ธรรมดาไปไกล สูงจนไม่อาจเอื้อมถึง
แต่ใครจะไปคิดบ้างว่าวันนี้จะได้มาเห็นภาพแบบนี้
จนกระทั่งในเวลานี้ ศิษย์ชิงซานหลายๆ คนถึงได้นึกขึ้นมาได้ ในอดีตตอนที่เจ้าล่าเยวี่ยออกไปท่องเที่ยวนอกสำนักเป็นครั้งแรก สภาวะของนางยังไม่สูงเท่าไร แต่นางก็สังหารผู้บำเพ็ญพรตและปีศาจไปไม่น้อย สร้างความตื่นตระหนกให้แก่โลกมนุษย์ จึงอดรู้สึกตกตะลึงไม่ได้ ในใจคิดว่าที่แท้นางโหดร้ายถึงขนาดนี้เลยหรือนี่
อาต้านั่งยองๆ อยู่บนไหล่ของจิ๋งจิ่ว มันมองดูเจ้าล่าเยวี่ย แล้วก็มองไปทางริมผา มองดูหนานว่างที่อยู่ไกลออกมา ในใจครุ่นคิดว่าทำไมถึงเป็นคนแบบนี้กันหมดนะ?
“ปีศาจกระบี่อย่างเจ้ากล้าลงมือโหดเหี้ยมกับผู้อาวุโสของสำนักเราอย่างนั้นรึ”
ฟางจิ่งเทียนจ้องมองจิ๋งจิ่ว กล่าวด้วยเสียงเย็นยะเยือกว่า “ทำเรื่องชั่วช้ามากมายขนาดนี้ เจ้ายังคิดที่จะหนีรอดออกไปจากชิงซานอีกอย่างนั้นหรือ?”
ทุกคนต่างเห็นเจ้าล่าเยวี่ยปล่อยกระบี่นั้นกับตาตัวเอง แต่มันมิได้มีผลอะไรต่อการที่เขาจะโยนความผิดนี้ไปให้จิ๋งจิ่ว
“เจ้าน่าเบื่อมาตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ พูดมากเกินไป อยากจะแสดงความเฉลียวฉลาดของตัวเองมากเกินไป แต่กลับดูค่อนข้างโง่เขลา เพราะเดิมความเฉลียวฉลาดมันก็ไม่มีประโยชน์”
จิ๋งจิ่วมองดูเขาพลางกล่าวว่า “อาจารย์ของเจ้าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก แต่เหตุใดจนถึงตอนนี้เขายังคงทำอะไรไม่สำเร็จสักเรื่อง ได้แต่เร่ร่อนอยู่ข้างนอกเหมือนหมาตัวหนึ่ง?”
เมื่อได้ยินคำพูดลบหลู่อาจารย์ประโยคนี้ สายตาของฟางจิ่งเทียนยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นยิ่งเย็นยะเยือก จิตสังหารยิ่งรุนแรง
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะว่าเขาฉลาดเกินไป อยากเอาชนะเกินไป มักจะอยากรู้ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่กลับไม่รู้ว่าภายในใจข้านั้นไม่เคยสนใจอะไรอย่างอื่น ไม่เคยมีความคิดอะไร ข้าไม่เคยคิดว่าจะเกลี้ยกล้อมพวกเจ้าให้เชื่อว่าข้าคือจิ่งหยาง แล้วก็ไม่เคยคิดว่านั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าสำนักนี้ไปตลอด แล้วเขาจะเอาชนะข้าได้อย่างไร?”
ฟางจิ่งเทียนแค่นหัวเราะ คิดอยากจะบอกว่าในเมื่อไม่คิดอะไร เหตุใดถึงตอบรับคำสั่งเสียของศิษย์พี่หลิ่วฉือ? เหตุใดถึงยังทำเรื่องราวมากมายขนาดนี้?
ไม่ทันรอให้เขาได้พูด จิ๋งจิ่วกลาวต่อว่า “เจ้ารั้งข้าเอาไว้ไม่ได้ อีกประเดี๋ยวเจ้าคงจะพูดว่า ในเมื่อข้าจะไปแล้ว ทำไมถึงไม่เอากระบี่แบกสวรรค์และลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงทิ้งเอาไว้”
จนถึงเวลานี้ ผู้อาวุโสและเหล่าลูกศิษย์อีกเป็นจำนวนมากยังเลือกจุดยืนไม่ได้
ในใจพวกเขาคิดเช่นนี้จริงๆ จะไปก็ไปสิ แต่ในเมื่อเจ้าไม่อยากเป็นเจ้าสำนักแล้ว ก็เอาของวิเศษทั้งสองอย่างทิ้งเอาไว้สิ
ไม่ว่าจะเป็นกระบี่แบกสวรรค์หรือว่าลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง ก็ล้วนแต่มีเพียงเจ้าสำนักชิงซานเท่านั้นที่มีสิทธิ์ดูแล
“ข้าไม่มีทางเอากระบี่แบกสวรรค์ออกมา แล้วก็ไม่มีวันเอาลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงออกมา”
จิ๋งจิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เพราะข้าไม่มีทางจะมอบตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานออกไป”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ ทุกคนต่างตกใจ ในใจครุ่นคิดว่าเจ้ากำลังจะพาคนของยอดเขาเสินม่อออกไปจากชิงซาน หรือว่านี่มิใช่การสละตำแหน่ง?
“ข้าคือจิ่งหยาง อย่างนั้นเมื่อก่อนข้าเป็นอย่างไร ตอนนี้ข้าก็ยังเป็นอย่างนั้น”
จิ๋งจิ่วกล่าวจบประโยคนี้ก็พาเจ้าล่าเยวี่ยและคนอื่นๆ เดินไปทางริมผา
ยอดเขาเทียนกวงเงียบสงัด
ทุกคนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
นักพรตจิ่งหยางเป็นคนแบบไหนกันแน่?
ศิษย์หนุ่มสาวของชิงซานไม่รู้ แต่เจ้าแห่งยอดเขาอย่างฟางจิ่งเทียน ฝูว่างและเหล่าผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์นั้นไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน
อาจารย์อาจิ่งหยางไม่สนใจเรื่องราวบนโลก รู้จักแต่เพียงเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
บางครั้งเมื่อมีเรื่องใหญ่ หรือถูกหลิ่วฉือกับหยวนฉีจิงรบกวนมากๆ เขาจะพูดออกมาเพียงประโยคเดียว
ประโยคนั้นมิใช่คำพูดติดปากของสำนักชิงซาน — “เจ้าอยากตายหรือ?”
หากแต่เป็น —- “น่ารำคาญ….จริงๆ”
ที่แท้ที่ท่านออกจากชิงซานนั้นมิใช่ว่าจะสละตำแหน่ง หากแต่เป็นเพราะรำคาญอย่างนั้นหรือ?
ผู้บำเพ็ญพรตหลายคนมองดูจิ๋งจิ่วที่เดินไปทางริมผา ภายในใจเกิดความรู้สึกเหลวใหลอย่างมากขึ้นมา
“มีเพียงคนตายเท่านั้นถึงจะไม่รู้สึกรำคาญ”
ฟางจิ่งเทียนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เจตน์กระบี่ที่เย็นชาเป็นอย่างยิ่งสายหนึ่งปรากฏขึ้นในท้องฟ้า
ทะเลเมฆเกิดการตอบสนอง ยืดตัวออกเป็นเส้นเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วน มองดูคล้ายกิ่งไม้และใบไม้
ปลายสุดของกิ่งไม้และใบไม้เหล่านั้นล้วนแต่เป็นความคมที่จับตัวขึ้นมาจากเจตน์กระบี่
เจตกระบี่ที่ประเดี๋ยวตรงประเดี๋ยวหักงอเหล่านั้นดูคล้ายกิ่งเหมยแห้งที่ถูกคนดัดอย่างไรอย่างนั้น บดบังทั่วทั้งท้องฟ้า
ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของจิ๋งจิ่วจะรวดเร็วพิสดารอย่างไร เขาก็ไม่มีทางที่จะทะลุออกไปได้
นี่คือพลังของยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์อย่างนั้นหรือ?
ฟางจิ่งเทียนทำได้อย่างไรกันแน่?
เพราะว่าเขาเพิ่งจะบรรลุขั้นทะลวงสวรรค์ แต่การปล่อยเจตน์กระบี่บดบังไปทั่วทั้งท้องฟ้าไหนเวลาชั่วพริบตา นั่นเป็นเรื่องที่กระทั่งยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ระดับสูงสุดก็ยังยากที่จะทำได้
คนที่มีสภาวะสูงที่สุดในวันนี้ก็คือนักพรตไป๋ แล้วก็มีเพียงนางเท่านั้นที่มองเห็นความจริง
หลังจากที่ฟางจิ่งเทียนเข็นรถเข็นมายังยอดเขาเทียนกวง เขาก็ไม่ได้พูดอะไร
หลังจากที่นักพรตไท่หลูถูกจิ๋งจิ่วต่อยตายไป ไป๋หรูจิ้งถูกเจ้าล่าเยวี่ยฟันแขนทั้งสองข้างจนขาด เขาก็ยังไม่ทำอะไร
เขาเอาแต่นิ่งเงียบ โกรธเกรี้ยว แค่นหัวเราะกล่าวถึงหลักฐานเหล่านั้น พูดแต่คำพูดที่เขาคิดว่าควรจะพูดเหล่านั้น
นี่มันช่างน่าเบื่ออย่างที่จิ๋งจิ่วบอกจริงๆ
แต่ใครจะไปคิดถึงบ้างว่านับตั้งแต่ตอนแรกสุด เขาก็ปล่อยเจตน์กระบี่ในร่างกายเข้าไปในตัวยอดเขาเทียนกวงผ่านเท้าทั้งสองข้างอยู่ตลอดเวลา
เจตน์กระบี่เหล่านั้นแปลงเป็นเส้นที่เล็กละเอียดและอ่อนแรง ทะลุผ่านตัวยอดเขา มาบนทะเลเมฆ จากนั้นค่อยๆ ถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเหมือนมหาสมุทรในเวลานี้
เขาเพียงขยับความคิดก็สามารถบดบังทั้งท้องฟ้า ขังจิ๋งจิ่วเอาไว้ในชิงซานได้
ถูกต้อง ฟางจิ่งเทียนที่ศิษย์อันดับที่สี่ของนักพรตไท่ผิง ทำตัวเงียบๆ อยู่ในชิงซานมาเป็นเวลาหลายปี ใช้เวลาเจ็ดปีในยอดเขาซ่อนเร้นก็สามารถผ่านความตาย ทะลวงสวรรค์ท่ามกลางดอกไม้ที่เบ่งบานทั่วทั้งยอดเขา
เขาสามารถน่าเบื่อ แต่เขาจะเป็นคนที่ไร้ความสามารถได้อย่างไร?
……
……
เจตน์กระบี่ปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดิน ราวพายุฝนที่กระหน่ำตกลงมา
กระบี่บินเล่มหนึ่งฟันลงมายังจิ๋งจิ่ว
มาอย่างรวดเร็ว
เหมือนกาลเวลา
ผู้อาวุโสและเหล่าลูกศิษย์ของยอดเขาซีไหล แล้วก็ยังมีเหล่าศิษย์ชิงซานที่คิดว่าจิ๋งจิ่วคิดปีศาจกระบี่อีกเป็นจำนวนมากขี่กระบี่บินพุ่งออกไปเช่นกัน!
แสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิอันงดงามดูหม่นหมองลงไปทันที ลำแสงกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนส่องสว่างยอดเขาเทียนกวง แหวกอากาศพุ่งออกไป กระบี่บินที่คิดปกป้องจิ๋งจิ่วเหล่านั้นพ่ายแพ้อย่างยับเยิน!
กระบี่บินทั่วทั้งท้องฟ้า พลังอำนาจยากจินตนาการ ต่อให้จิ๋งจิ่วอุ้มอาต้าเอาไว้ก็ไม่มีทางที่จะกันเอาไว้ได้ ดูแล้วคงจะต้องถูกฟันเป็นชิ้นๆ!
จิ๋งจิ่วยังคงอุ้มแมวขาวเดินไปทางริมผา คล้ายไม่รู้ว่ามีกระบี่บินนับร้อยเล่มกำลังฟันลงมาที่ตน
ทันใดนั้นบนท้องฟ้าพลันมีกระจกแสงบานหนึ่งปรากฏขึ้นมา
กระจกแสงบานนั้นใหญ่โตมโหฬารเป็นอย่างมาก ปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาเทียนกวงเอาไว้
แม้นจะบอกว่าเป็นกระจกแสง แต่มันกลับโปร่งแสง ให้ความรู้สึกที่ลึกและเงียบสงัด
บนผิวของกระจกแสงมีอักขระสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังไหลไปมาอยู่
ไม่ ควรจะบอกว่าหมุนวนมากกว่า เหมือนกับธรรมจักรอย่างไรอย่างนั้น
พลังฌานที่เงียบสงบแต่กลับลึกซึ้งสายหนึ่งปรากฏขึ้นมาบนยอดเขา
เสียงตู้มดังสนั่น!
กระจกแสงขัดขวางกระบี่กาลเวลาของฟางจิ่งเทียนเอาไว้ บนท้องฟ้าเกิดลมกระโชกรุนแรง ก้อนเมฆแตกกระจาย กระทั่งข่ายพลังชิงซานก็ยังถูกบีบให้ต้องเผยตัวออกมา
กระบี่บินของผู้อาวุโสและลูกศิษย์จากยอดเขาต่างๆ จำนวนร้อยกว่าเล่มเองก็พุ่งตกลงไปบนกระจกแสงราวห่าฝน ส่งเสียงตู้มๆๆ คล้ายเสียงฟ้าคำรามอย่างไรอย่างนั้น
อักขระสีทองบนกระจกแสงเองก็เปล่งแสงเจิดจ้าออกมา กระบี่บินจำนวนร้อยกว่าเล่มถูกกระแทกจนกระเด็น ทั่วทุกที่บนยอดเขาเต็มไปด้วยเสียง ‘อึก’ ที่เหล่าที่ผู้บำเพ็ญพรตที่เป็นเจ้าของกระบี่กระอักออกมา
ร่างกายของฟางจิ่งเทียนส่ายโงนเงนเล็กน้อย สีหน้าขาวซีดขึ้นกว่าเดิม
กระทั่งเขาที่บรรลุขั้นทะลวงสวรรค์ก็ยังได้รับบาดเจ็บไม่น้อย กระจกแสงนั่นมันคืออาวุธวิเศษอะไรของสำนักฌานกันแน่?
เขามองไปยังที่แห่งหนึ่งบนท้องฟ้า กล่าวตะคอกเสียงดังว่า “ฉานจึคิดจะปกป้องปีศาจกระบี่ตัวนี้อย่างนั้นหรือ!”
ไม่รู้ว่าฉานจึออกมาจากลานเมฆตั้งแต่เมื่อไร มายังดอกบัวของตัวเอง
เขานั่งอยู่ริมดอกบัว เท้าที่เปลือยเปล่าทั้งสองข้างยื่นออกมาในก้อนเมฆ หน้าตาดูอ่อนเยาว์ไร้เดียงสา เหมือนกับเซียนเด็กที่ขี้เล่น
แต่กระจกแสงอันเล็กๆ ที่เขาถืออยู่ในมือนั้นกลับทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก
“พวกเจ้าไม่เชื่อว่าเขาคือนักพรตจิ่งหยาง”
ฉานจึมองฟางจิ่งเทียนพลางกล่าว “แต่อาตมาเชื่อ”
หมู่เขาชิงซานเงียบสงัดลงอีกครั้ง
กระบี่บินที่เตรียมจะโจมตีจิ๋งจิ่วต่อเหล่านั้นก็หยุดลงเช่นเดียวกัน
ทั่วทั้งโลกต่างรู้ว่านักพรตจิ่งหยางไม่มีเพื่อน คนเดียวที่ได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษก็คือฉานจึจากวัดกั่วเฉิง ทั้งสองคนเคยสนทนาธรรมบนยอดเขาเสินม่อเป็นเวลาร้อยวัน ความสัมพันธ์เป็นทั้งอาจารย์และสหาย
หากจะบอกว่าใครรู้จักนักพรตจิ่งหยางดีที่สุด นอกจากพวกหยวนฉีจิงกับฟางจิ่งเทียนแล้วก็คือเขานี่แหละ
ความคิดของเขาย่อมต้องสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งยังส่งผลต่อความคิดของหลายๆ คนได้
ฟางจิ่งเทียนเรียกกระบี่กาลเวลากลับมา กล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า “ปีศาจตัวนี้ชิงเอาดวงจิตและความทรงจำของอาจารย์อาจิ่งหยางไป มันย่อมต้องเหมือนกับอาจารย์อา ฉานจึอย่าได้ถูกมันหลอก”
ฉานจึยิ้มขึ้นมา ราวกับว่าได้ยินเรื่องที่น่าขันที่สุดในโลก เขากล่าวว่า “เจ้าคิดว่าอาตมาจะถูกหลอกอย่างนั้นหรือ?”
วัดกั่วเฉิงเชี่ยวชาญเรื่องเชื่อมโยงสองจิตมากที่สุด
นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต่างรู้
สีหน้าของฟางจิ่งเทียนค่อนข้างดูแย่ เขากล่าวว่า “อันที่จริงนี่เป็นเรื่องภายในของสำนักชิงซาน ขอฉานจึอย่าได้สอดมือเข้ามายุ่ง”
ฉานจึหุบยิ้มลง มองเขาพลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เจ้าผิดแล้ว เรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับนักพรตจิ่งหยาง นั่นล้วนแต่เป็นเรื่องของใต้หล้า ทุกคนมีสิทธิ์ยุ่ง”
……
……
“พอได้แล้ว”
เสียงที่จริงจังและเย็นยะเยือกของหยวนฉีจิงดังสะท้อนไปมาในหมู่ยอดเขา
เขามองจิ๋งจิ่วที่เดินไปถึงริมผา นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “เชิญ….ท่านไปพักผ่อนนอกสำนักสักระยะแล้วกัน แต่อย่าไปไหนไกล”
ฟางจิ่งเทียนสายตาเย็นยะเยือกเล็กน้อย กล่าวว่า “ศิษย์พี่ ท่านจะทำอะไร?”
หยวนฉีจิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ข้าเป็นกฎแห่งกระบี่ จะทำอะไรไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเจ้า”
นี่คือกฎของชิงซาน ต่อให้ตอนนี้ฟางจิ่งเทียนจะเป็นยอดคนขั้นทะลวงสวรรค์ เขาก็ไม่มีเหตุผล แล้วก็ยิ่งไม่มีสิทธิ์คัดค้านการตัดสินใจของหยวนฉีจิง
ฟางจิ่งเทียนจ้องมองดูดวงตาของเขา กล่าวว่า “ฉานจึเองก็กล่าวแล้วว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์อาล้วนเป็นเรื่องของใต้หล้า เกรงว่าเรื่องนี้ท่านเพียงคนเดียวคงไม่อาจตัดสินใจได้”
หากคำพูดประโยคนั้นของฉานจึมีเหตุผล เช่นนั้นการที่เขากล่าวเช่นนี้ก็มีเหตุผลเช่นเดียวกัน
การจะเลือกใครเป็นเจ้าสำนักนั้นเป็นเรื่องภายในของสำนักชิงซาน สำนักอื่นเข้ามายุ่มย่ามไม่ได้
แต่ถ้าหากเจ้าสำนักชิงซานคนใหม่เป็นปีศาจที่สมคบคิดกับดินแดนหมิง เช่นนั้นมันก็ย่อมต้องเป็นอันตรายต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างแน่นอน แล้วมีหรือที่สำนักอื่นๆ จะยังนั่งมองอยู่เฉยๆ?
ความหมายของฟางจิ่งเทียนชัดเจน ในเมื่อหยวนฉีจิงเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ในเวลานี้ เขาก็ได้แต่ต้องทำให้เรื่องนี้ขยายใหญ่จนกลายเป็นเรื่องของทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญพรต
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปบนลานเมฆ
……
……
คนที่แสดงความเห็นออกมาเป็นคนแรกคือต้าเจ๋อลิ่งที่เหมือนไม่มีตัวตนอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่ดูใจดีมีเมตตา ผมยาวกระจัดกระจายผู้นั้นส่ายศีรษะ “พวกเราไม่มีความเห็น”
นี่ืคือการเลือกเป็นกลาง
เจ้าสำนักจิ้งจงมองดูเชวี่ยเหนียง หลังลังเลอยู่ครู่ก็ให้คำตอบแบบเดียวกันออกมา
เขาค่อนข้างเอนเอียงไปทางที่ว่าจิ๋งจิ่วคือกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง แต่ใครจะมั่นใจได้ล่ะ ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ของนักพรตจิ๋งจิ่วกับสำนักจิ้งจงในช่วงนี้…ก็ดีอย่างมากด้วย
สำนักในดินแดนทางใต้ที่มีความสัมพันธ์กับสำนักชิงซานดีที่สุดก็คือต้าเจ๋อ สำนักจิ่งจง สำนักเสวียนหลิงและสำนักอู๋เอินเหมินสี่สำนัก
สำนักอู๋เอินเหมินกำลังปิดสำนัก สำนักต่อไปที่แสดงความเห็นคือสำนักเสวียนหลิง
เฉินเสวี่ยเซียวนั่งอยู่บนรถเข็น มองดูชายชุดขาวที่อยู่บนยอดเขาเทียนกวง ยิ้มหวานขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “พวกเราย่อมต้องเชื่อเจ้าสำนักจิ๋ง”
เซ่อเซ่อรู้สึกเหนื่อยใจ เบนหน้าหนีไป ไม่อยากมองดูมารดาของตน
เหอกั๋วกงยืนขึ้นมา มองคนอื่นๆ อย่างหยวนฉีจิงและฟางจิ่งเทียน พลางกล่าวอย่างเคารพนอบน้อมและระมัดระวังว่า “ท่านเจ้าสำนักจำเป็นนักพรตจิ่งหยางกลับมาเกิดใหม่หรือว่าเป็นปีศาจกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง ขออภัยด้วยที่ข้าดูไม่ออกจริงๆ แต่….บอกตามตรง ข้าไม่ปวดหัวเลย เพราะในพระราชโองการของฝ่าบาทเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน เจ้าสำนักชิงซานก็คือนักพรตจิ๋งจิ่ว”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ ทุกคนงุนงงไปครู่หนึ่งก่อนจะได้สติขึ้นมา จากนั้นเข้าใจความหมายของเขา
ถูกต้อง จะเป็นนักพรตจิ่งหยางชิงกระบี่ หรือว่าเป็นปีศาจกระบี่ที่ิชิงเอาดวงจิตไป จิ๋งจิ่วยังคงเป็นจิ๋งจิ่ว เท่านี้ก็พอแล้ว
เพราะคนที่ฝ่าบาททรงยอมรับก็คือจิ๋งจิ่ว
………………………………………………………….