มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 58 การเดินไปบนธรรมวิถีเองก็เช่นกัน
กั๋วกงที่ทำตัวไม่โดดเดี่ยวผู้นี้กลับกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา ทำให้เกิดคำอธิบายใหม่ขึ้นมา หลายๆ คนเริ่มครุ่นคิด
แต่สิ่งที่ทำให้หลายๆ คนเริ่มครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งมากกว่านั้นก็คือความสัมพันธ์ของฝ่าบาทและจิ๋งจิ่ว
วันนี้ชิงซานเกิดความวุ่นวายภายใน สถานการณ์ซับซ้อนเป็นอย่างมาก สุดท้ายการสนับสนุนที่เมืองเจาเกอมีต่อจิ๋งจิ่วยังคงไม่สั่นคลอน นั่นเป็นเพราะอะไร?
ในช่วงเวลาหกร้อยปีที่ผ่านมา เมืองเจาเกอไปจนถึงราชวงศ์ตระกูลจิ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสำนักจงโจวมาโดยตลอด จนกระทั่งในช่วงสิบกว่าปีมานี้ สถานการณ์พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน อันดับแรกคือเรื่องสืบทอดราชบัลลังก์ จิ่งซินที่สำนักจงโจวให้การสนับสนุนพ่ายแพ้ติดต่อกัน สุดท้ายจิ่งเหยาที่สำนักชิงซานให้การสนับสนุนก็ถูกแต่งตั้งให้กลายเป็นรัชทายาทได้สำเร็จ
ทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญพรตต่างรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไร แล้วก็เป็นเพราะใคร
คนที่สำคัญที่สุดก็คือจิ๋งจิ่ว
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังลานเมฆของสำนักจงโจว
สำนักจงโจวและสำนักชิงซานเผชิญหน้ากันมานานหลายปี พวกเขาย่อมต้องยินดีที่เห็นสำนักชิงซานวุ่นวาย นักพรตไป๋ย่อมต้องไม่เห็นด้วยที่หยวนฉีจิงจะปล่อยจิ๋งจิ่วไป สำนักคุนหลุนมีความแค้นกันสำนักชิงซาน ยิ่งต้องอยากจะเห็นพวกเขาฆ่ากันเอง สำนักทางเหนือสำนักอื่นๆ เองก็คอยตามสำนักจงโจวอย่างเงียบๆ หรือว่าสุดท้ายความวุ่นวายในชิงซานครั้งนี้จะกลายเป็นสงครามใหญ่อีกครั้งหนึ่งของแผ่นดินเฉาเทียน?
ไป๋เจ่าเงยหน้าขึ้นมา มองไปยังใบหน้าด้านข้างของมารดา อยากจะรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
แต่เมฆหมอกชั้นนั้นยังคงปิดบังใบหน้านั้นอยู่ ต่อให้นางเป็นบุตรสาวก็ไม่สามารถมองทะลุเข้าไปได้
นักพรตไป๋ย่อมต้องอยากให้ชิงซานวุ่นวาย แต่นางรู้ดีว่าอย่างน้อยวันนี้ไม่มีทางเป็นไปได้
หากวันนี้นางไม่ได้มาเอง ไม่แน่อาจจะมีโอกาสเป็นไปได้อยู่
บทสรุปที่ออกมาเช่นนี้ทำให้นางพึงพอใจอย่างมากแล้ว
รอยแตกร้าวภายในชิงซานรอยนั้นแตกลึกขึ้นทุกขณะ สุดท้ายก็จะกลายเป็นหุบเหวลึก ทำให้ทั้งสองฝั่งไม่อาจเชื่อมต่อกันได้อีก
นี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของชิงซาน
คำพูดที่ปรมาจารย์แห่งเกาะหมอกหนานชวีกล่าวเอาไว้ในทะเลตะวันตกประโยคนั้น ตอนนั้นใครจะคิดบ้างว่ามันจะมาตกอยู่ที่ตัวจิ๋งจิ่ว?
……
……
แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้
ในตอนที่สายตาทุกคู่มองมาที่ตัวนักพรตไป๋ กระบี่บินบนยอดเขาเทียนกวงเหล่านั้นพลันถูกเก็บกลับเข้าไปอย่างเงียบๆ
ไม่ว่าความขัดแย้งภายในชิงซานจะรุนแรงเพียงใด ไม่ว่าจิ๋งจิ่วจะใช่ปีศาจกระบี่หรือไม่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากสำนักจงโจว เหล่าศิษย์ชิงซานต่างเกิดการตอบสนองที่เหมือนกันขึ้นมาทันที
หยวนฉีจิงมองไปทางฟางจิ่งเทียนด้วยสายตาเย็นยะเยือก
ฟางจิ่งเทียนรู้ว่าเรื่องราวได้มาถึงบทสรุปสุดท้ายแล้ว ไม่สามารถเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้ได้อีก การที่สามารถขับไล่ปีศาจกระบี่ออกไปจากชิงซานได้ก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว เพียงแต่ว่า…ของสองสิ่งนั้นจะทำอย่างไร?
ผู้อาวุโสมั่วฉือถอนใจออกมา มอบไป๋หรูจิ้งที่กำลังสลบไสลให้ศิษย์ดูแลต่อ ส่วนตัวเองเดินออกไป มองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวว่า “กระ…กระบี่…แบกสวรรค์ รบกวนช่วยทิ้งเอาไว้ด้วย”
ผู้อาวุโสมั่วฉือเองก็คิดว่าจิ๋งจิ่วคือปีศาจกระบี่ตัวนั้นเหมือนอย่างศิษย์และผู้อาวุโสส่วนใหญ่ในชิงซาน เพียงแต่เขามองว่าจิ๋งจิ่วอาจจะยังคิดไม่เข้าใจ จึงไม่ได้มีความเกลียดชังใดๆ ต่อจิ๋งจิ่ว เพียงแต่เมื่อครู่จิ๋งจิ่วบอกฟางจิ่งเทียนว่าเขาไม่มีทางที่จะรั้งตัวเองเอาไว้ได้ สุดท้ายฟางจิ่งเทียนจึงได้ถามถึงกระบี่แบกสวรรค์….
ฟางจิ่งเทียนย่อมไม่สะดวกที่จะกล่าวถามอีกครั้ง เขาจึงได้แต่ต้องเป็นคนถาม
กู้ชิงหมุนตัวกลับมามอง พลางกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “ผู้อาวุโสมั่วฉือ อาจารย์เพียงแค่ออกไปพักผ่อนนอกสำนักสักระยะเท่านั้นขอรับ”
คำพูดประโยคนี้ไม่ได้พูดหมด แต่ความหมายชัดเจนเป็นอย่างมาก
คำพูดที่หยวนฉีจิงกล่าวออกมาก่อนหน้านี้คือให้จิ๋งจิ่วออกไปพักผ่อนนอกสำนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าจิ๋งจิ่วจะไม่ได้เป็นเจ้าสำนักอีก
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงไม่จำเป็นต้องมอบกระบี่แบกสวรรค์และลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงออกมา
มั่วฉืองุนงง คิดในใจว่ามีเหตุผลอยู่หลายส่วน จึงถอนใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะถอยกลับไป
กู้ชิงหมุนตัวส่งกระบี่คมจักรวาลให้จิ๋งจิ่ว
เจ้าล่าเยวี่ยมองเขาพลางกล่าวว่า “พวกข้าไปก่อนล่ะ”
ฟางจิ่งเทียนมองเจ้าล่าเยวี่ย พลางกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “เจ้าเป็นเจ้าแห่งยอดเขาเสินม่อ ตอนนี้กลับจะตามปีศาจกระบี่ตัวนี้ออกไป หรือเจ้าคิดจะทรยศสำนัก?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ท่านและข้าต่างก็เป็นเจ้าแห่งยอดเขาของชิงซาน ท่านมีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้า?”
คิดอยากจะสั่งข้า? เอากระบี่แบกสวรรค์มาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
คิดอยากจะเอากระบี่แบกสวรรค์? ไม่ให้
“ส่วนเรื่องทรยศ ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็กข้ารู้เพียงแต่ว่าสถานที่ที่นักพรตจิ่งหยางอาศัยอยู่ก็คือชิงซาน”
เจ้าล่าเยวี่ยมองฟางจิ่งเทียน มองเหล่าศิษย์ชิงซานที่ปล่อยกระบี่ออกมาโจมตีก่อนหน้านี้ ก่อนกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า “ดังนั้นพวกเจ้าต่างหากคือศิษย์ทรยศ”
ทะเลเมฆบนยอดเขาเทียนกวงมักจะสูงกว่าที่อื่นอยู่เล็กน้อย ลอยนิ่งกว่าที่อื่นเล็กน้อย อาจจะเพื่อให้คนที่ขายาวบางคนเหยียบได้สบายยิ่งขึ้น
วันนี้เจตน์กระบี่ของนักพรตไท่หลูทะลวงขึ้นไปบนฟ้า จากนั้นกระบี่กาลเวลาของฟางจิ่งเทียนก็ปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้า ทะเลเมฆเกิดคลื่นซัดสาด กลายเป็นเมฆก้อนเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วน
ท่ามกลางก้อนเมฆเหล่านั้น ทิวทัศน์ของชิงซานสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
ธารสี่เจี้ยนคดเคี้ยวไปมาระหว่างหมู่เขา ไหลออกไปด้านนอกภูเขา
นั่นคือทางที่จะออกไปจากสำนัก
จิ๋งจิ่วนั่งอยู่บนกระบี่คมจักรวาล
ถูกต้อง
ถึงแม้จะถูกฟางจิ่งเทียนเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะนั่งบนกระบี่
เส้นสีแดงเส้นหนึ่งพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า กระบี่บินมิคำนึงลอยออกไปจากข้างกายเจ้าล่าเยวี่ย มุ่งหน้าไปยังยอดเขาเสินม่อ
หลังจากนั้น ข่ายพลังปิดกั้นของยอดเขาเสินม่อเริ่มทำงาน เจตน์กระบี่รุนแรง
เมื่อทำเรื่องนี้เสร็จ เจ้าล่าเยวี่ยก็นั่งลงไปบนกระบี่คมจักรวาลเช่นกัน ความเคลื่อนไหวดูคล่องแคล่ว ตำแหน่งเองคล้ายคลึงกัน เหมือนเวลาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวนั้น
หยวนฉวี่รีบหยิบเอากระบี่ประหลาดสีเทาที่เพิ่งจะได้มาไม่นานเล่มนั้นออกมา ก่อนจะพบว่ามันไม่สะดวกที่จะนั่ง เขาจึงได้แต่ต้องยืนขึ้นไปบนกระบี่
กระบี่บินสองเล่มบินออกไปจากยอดเขาเทียนกวง มุ่งหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าสีคราม ความเร็วไม่เร็วไม่ช้า ดูผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
นี่มิใช่การถูกขับไล่ออกจากสำนัก
หากแต่เป็นการออกไปจากสำนัก
กู้ชิงเดินไปยังริมผาสองก้าว โบกมือเล็กน้อยเพื่อเป็นการบอกลา
ในกลุ่มคนที่อยู่บนยอดเขา ศิษย์น้องอวี้ซานเองก็แอบโบกมืออย่างเงียบๆ
ศิษย์หนุ่มสาวบางคนของชิงซานไม่กล้าทำอะไร ได้แต่แอบพูดอยู่ในใจว่ารักษาตัวด้วย
เหมยหลี่และหลินอู๋จือสบตากัน รู้สึกทอดถอนใจเล็กน้อย
เฉิงโหยวเทียนพลันรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาในใจ คล้ายว่าขาดอะไรบางอย่างไป จากนั้นพลันนึกขึ้นมาได้ว่า…ท่านบรรพจารย์เองก็ถูกอุ้มออกไปจากชิงซานแล้วเช่นกัน
มีเพียงจัวหรูซุ่ยที่สนใจในเรื่องที่ไม่เหมือนคนอื่น เขามองดูกระบี่ที่หยวนฉวี่เหยียบอยู่เล่มนั้น เอามือลูบคางพลางกล่าวว่า “ไม่เลวนี่”
……
……
กระบี่บินส่องเล่มบินออกไปนอกชิงซาน ถึงแม้ความเร็วจะมิได้เร็วอะไรนัก แต่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เปลี่ยนกลายเป็นจุดดำสองจุด
ฟางจิ่งเทียนมองดูภาพที่อยู่ไกลออกไป นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เตรียมตัวตั้งมากมายขนาดนี้ เอาหลักฐานที่แน่นหนาออกมาอย่างนี้แล้ว แต่เหตุใดกลับจบลงเช่นนี้?
“เจ้าไม่เข้าใจหรือว่าเหตุใดนักพรตไท่ผิงถึงเอาชนะเขาไม่ได้เสียที?”
ฉานจึกล่าวว่า “นอกจากสิ่งที่นักพรตจิ่งหยางกล่าวมาก่อนหน้านี้ ข้ามองว่าความจริงแล้วมันยังมีเหตุผลที่สำคัญอย่างมากอยู่อีกเหตุผลหนึ่ง”
คำพูดประโยคนี้ดูเหมือนเป็นการกล่าวให้ฟางจิ่งเทียนฟัง แต่ความจริงแล้วกลับเป็นการบอกกล่าวต่อศิษย์ชิงซานไปจนถึงทุกคนที่อยู่บนยอดเขา
“นักพรตไท่ผิงเฉลียวฉลาด มีน้ำจิตน้ำใจ มีผู้สนับสนุนจำนวนนับไม่ถ้วน ส่วนนักพรตจิ่งหยางกระทั่งเพื่อนก็มีอยู่แค่ไม่กี่คน แต่เหตุใดสุดท้ายแล้วเขากลับไม่เคยพ่ายแพ้อย่างแท้จริงมาก่อน? นั่นเพราะว่าสิ่งที่นักพรตไท่ผิงมีนั้นล้วนแต่เป็นลูกศิษย์และลูกน้อง แต่สิ่งที่นักพรตจิ่งหยางมีนั้นล้วนแต่เป็นสหายที่เห็นด้วยกับแนวความคิดของเขา”
ฉานจึกล่าวว่า “การเดินไปบนธรรมวิถีเองก็เช่นนั้น ใต้หล้ามีความยุติธรรม แล้วใต้หล้าจะไม่ช่วยเขาได้อย่างไร?”
คิ้วสีขาวของฟางจิ่งเทียนลอยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา เขากล่าวเย้ยหยันเล็กน้อย “ต่อให้เขาเป็นอาจารย์อาจิ่งหยาง แต่การที่ใช้คำว่าใต้หล้ามีความยุติธรรมกับเขา มันออกจะน่าขันไปเสียหน่อย”
ทั่วทั้งโลกต่างรู้ว่านักพรตจิ่งหยางไม่สนใจเรื่องราวบนโลก รู้จักแต่เพียงการเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ในใจมุ่งแต่จะโบยบินกลายเป็นเซียน
ไม่ว่าบนโลกจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาล้วนแต่ไม่ใส่ใจ กระบี่สำนักชิงซานเองเขาก็คล้ายไม่ค่อยสนใจเท่าไร ดังนั้นถึงได้มีศิษย์รุ่นหลังของชิงซานบางคนกล่าวต่อว่าเขา
คนแบบนี้เรียกว่าเป็นความยุติธรรมของใต้หล้าได้อย่างนั้นหรือ?
“นักพรตไท่ผิงกับนักพรตจิ่งหยางเอ่ยเพียงคำเดียวก็เป็นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมา เพียงสะบั้นกระบี่ก็สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน เพียงขยับความคิดก็ทำให้ผู้คนล้มตาย”
ฉานจึกล่าวว่า “คนอย่างพวกเขา การที่ไม่ทำอะไรต่างหากถึงจะเป็นความยุติธรรมต่อประชาชนในใต้หล้า”
……
……
เสียงของฉานจึดังสะท้อนไปหมู่ยอดเขาของชิงซาน เชื่อว่าจะต้องถูกผู้คนจดจำไปอีกนานอย่างแน่นอน
ภาพกระบี่บินสองเล่มนั้นค่อยๆ บินออกไปจากหมู่เขาของชิงซานเองก็จะต้องถูกโลกแห่งการบำเพ็ญพรตจดจำไปอีกนานหลายปีอย่างแน่นอน
จิ๋งจิ่วนั่งอยู่บนกระบี่คมจักรวาล
ดวงตาเขาว่างเปล่า
ชุดขาวพลิ้วไหว
ความรู้สึกอ้างว้างเกิดขึ้นมา
คล้ายเซียนอย่างแท้จริง
เมื่อคิดถึงภาพนี้ คิดถึงคำพูดของฉานจึ มุมมองของศิษย์ชิงซานจำนวนมากและผู้บำเพ็ญพรตจากสำนักต่างๆ พลันเกิดการสั่นคลอนขึ้นมา
หรือว่าเขาจะเป็นนักพรตจิ่งหยางจริงๆ?
……
……
ในเวลานี้คนที่โดดเดี่ยวที่สุดบนยอดเขาเทียนกวงก็คืออาเพียว
หากเขาถือเป็นมนุษย์ได้ล่ะก็
อาเพียวกล่าวคำพูดของนักพรตไท่ผิงจบก็ไม่มีใครสนใจเขาอีก
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ชิงซานปะทะกระบี่กัน หรือว่าตอนที่คำพูดของฉานจึดังสะท้อนไปทั่วทั้งหมู่เขา เขาก็ลอยอยู่ในอากาศอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครมองเขาแม้แต่นิดเดียว
เขาค่อนข้างร้อนใจ ในใจครุ่นคิดว่าแผนการที่วางเอาไว้ไม่ใช่อย่างนี้นี่นา
จิ๋งจิ่วควรจะถูกจับไปขังไว้ในคุกกระบี่ จากนั้นศิษย์ของอาจารย์ก็แย่งชิงเอาสำนักชิงซานกลับมามิใช่หรือ?
หากบทสรุปสุดท้ายเป็นแบบนั้นจริงๆ ตัวเองก็จะได้รับความคุ้มครองจากชิงซาน ไหนเลยจะเป็นเหมือนอย่างตอนนี้ที่ไม่มีใครสนใจตนเองแม้แต่คนเดียว คล้ายเป็นคนตายอย่างไรอย่างนั้น?
ถูกต้อง เขาเป็นลูกหลานของราชวงศ์แห่งดินแดนหมิง แล้วก็เป็นลูกศิษย์ของนักพรตไท่ผิง นี่คือบทสรุปที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ก็เหมือนกับจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกคนฉีกออกอ่าน สุดท้ายแล้วก็มักจะถูกลืมอยู่ในกองจดหมาย หรือไม่ก็ถูกโยนลงไปในกองขยะ หรือไม่ก็ถูกฉีกทิ้ง และจุดจบที่น่าเศร้าที่สุดก็คือถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเขาไม่มีความรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นจดหมายฉบับหนึ่ง
“มารตัวนี้ให้เรือนอี้เหมาจัดการแล้วกัน”
ปู้ชิวเซียวเดินมาริมลานเมฆ กล่าวกับหยวนฉีจิงด้วยสีหน้าจริงจัง
ก่อนหน้านี้มีอยู่สองครั้งที่เขาเตรียมจะเรียกเอาหินฝนหมึกหางมังกรออกมาจัดการจิ๋งจิ่ว เพียงแต่ฉานจึพูดออกมาพอดี จึงทำให้เขาเกิดความรู้สึกลังเล
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ลงมือ แต่เขาไม่มีทางปล่อยมารเผ่าหมิงผู้นี้ไปอย่างแน่นอน
“ไม่ว่าเขาจะทิ้งด้านมืดมาสู่ด้านสว่างหรือไม่ แต่ที่นี่คือชิงซาน”
ฟางจิ่งเทียนมองดูเขาพลางกล่าวอย่างเฉยชา
หากอาเพียวเป็นลูกศิษย์ของนักพรตไท่ผิงจริงๆ เช่นนั้นก็เท่ากับเป็นศิษย์น้องของเขา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจปล่อยให้เรือนอี้เหมาพาตัวไปได้
ลมพายุหิมะอันคลุ้มคลั่งพลันปกคลุมยอดเขาเทียนกวง
หนาวเย็นจนเสียดกระดูก คล้ายเจตน์กระบี่อย่างไรอย่างนั้น
หลังจากนั้นครู่หนึ่งพายุหิมะก็สงบลง บนพื้นมีก้อนน้ำแข็งสี่เหลี่ยมที่สูงห้าฉื่อปรากฎขึ้นมาก้อนหนึ่ง มันเปล่งแสงสีน้ำเงินออกมา ดูคล้ายไพลินเม็ดใหญ่ยักษ์
อาเพียวถูกแช่แข็งอยู่ด้านใน ดวงตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง สีหน้าดูหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้หยวนฉีจิงอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก ลงมือด้วยความโกรธเกรี้ยว บนโลกนี้จะมีกี่คนที่รับมือได้?
“เรื่องเกิดขึ้นในชิงซาน ก็ย่อมต้องขังเอาไว้ในคุกกระบี่ของชิงซาน” เขากล่าวกับปู้ชิวเซียว
ปู้ชิวเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลังชางหลงตายไป คุกสะกดมารก็สูญเสียความสามารถเหมือนอย่างเมื่อก่อนไป สถานที่ที่มีความเข้มงวดที่สุดบนโลกแห่งการบำเพ็ญพรตในตอนนี้ก็ย่อมต้องเป็นคุกกระบี่ของชิงซาน
ลูกหลานของราชวงศ์แห่งดินแดนหมิงถูกขังเอาไว้ในคุกกระบี่น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่…ช่วงหลายปีมานี้คุกกระบี่ได้มีตัวอย่างที่ไม่ดีตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นให้เห็น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็เหลียวหน้ากลับไปมองนักเรียนของตัวเองคนนั้น
หลิ่วสือซุ่ยไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าอาจารย์กำลังมองดูตัวเองอยู่ เขายังคงจ้องมองไปทางด้านนั้นของทะเลเมฆ เหม่อลอยไม่พูดอะไร ดูน่าสงสารเป็นอย่างมาก
ปู้ชิวเซียวใจอ่อนขึ้นมา เขาถอนใจพลางกล่าว “ไปสิ”
หลิ่วสือซุ่ยงุนงงอยู่ครู่จึงได้สติขึ้นมา รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก
……
……
ศิษย์หนุ่มสาวของชิงซานจำนวนนับหลายสิบคนรวมตัวอยู่ในที่หนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่เป็นศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่าง
ศิษย์ที่สนับสนุนจิ๋งจิ่วอย่างเหลยอี้ิจิง เยาซงซานยืนประจันหน้ากับศิษย์ที่มีความคิดตรงข้ามกัน ไม่มีใครยอมละสายตาไปก่อน
กั้วหนานซานไม่ได้สนใจพวกเขา หากแต่เดินเข้ามาหาจัวหรูซุ่ย ก่อนจะมองไปทางด้านนอกชิงซานเหมือนกับเขาแล้วกล่าวถามว่า “เจ้ามองอย่างไร?”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “มองไม่ชัด”
เขาไม่แน่ใจจริงๆ ว่าจิ๋งจิ่วนั้นเป็นปรมาจารย์อาจิ่งหยางหรือว่าเป็นปีศาจกระบี่ที่เล่าลือกันตนนั้น
กั้วหนานซานกล่าว “อย่างนั้นเจ้าคิดอย่างไร?”
จัวหรูซุ่ยนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ข้าไม่รู้”
กั้วหนานซานถามต่อว่า “อยากไปไหม?”
สายตาของจัวหรูซุ่ยเลื่อนลงเล็กน้อย หนังตาห้อยตกลง กล่าวว่า “ความจริงอะนะ…ก็ไม่ถึงกับอยากไปหรือไม่อยากไป มันแค่เคยชินมากกว่า”
กั้วหนานซานถอนใจออกมา กล่าวว่า “อย่างนั้นก็ไปเถอะ”
……………………………………………………………