มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 59 ชิงซานแตกแยกยากลืมเลือน (1)
จิ๋งจิ่วเป็นนักพรตจิ่งหยางหรือว่ากระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง ในบรรดาศิษย์ทั้งสองฝ่ายของชิงซาน ฝ่ายที่เชื่อว่าจิ๋งจิ่วเป็นกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งนั้นมีมากกว่า
ศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่างเองก็ทำการตัดสินใจของตัวเองออกมา
กั้วหนานซานคิดว่าจิ๋งจิ่วคือกระบี่ปีศาจเล่มนั้น แต่ถ้าหากเขาเป็นปรมาจารย์อาจิ่งหยางจริงๆ จะทำอย่างไร? ตอนนี้จิ๋งจิ่วเป็นเจ้าแห่งยอดเขาเทียนกวง คนของยอดเขาเสินม่อต่างตามเขาออกไปจนหมด แต่ยอดเขาเทียนกวงกลับไม่มีใครตามเขาไปแม้แต่คนเดียว ไม่ว่ามองอย่างไรก็รู้สึกไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไร จัวหรูซุ่ยตามเขาไปไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดี อย่างน้อยในอนาคตก็ยังมีโอกาสให้ได้ชดเชย
เขากล่าวกำชับเสียงเบาๆ ว่า “อย่าให้ใครเห็น”
จัวหรูซุ่ยส่งเสียงอืม
……
……
นอกจากอาเพียวที่ถูกแช่แข็งจนดูเหมือนไพลินก้อนใหญ่ยักษ์แล้ว คนที่เป็นจุดสนใจที่สุดบนยอดเขาเทียนกวงยังมีอีกคนหนึ่ง
คนของยอดเขาเสินม่อนั้นไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนอย่างพวกวานร เจ้าล่าเยวี่ยและหยวนฉวี่ตามจิ๋งจิ่วไปแล้ว ผิงหย่งเจียอยู่ที่ยอดเขากระบี่ ตอนนี้ก็เหลือเพียงกู้ชิง
ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ได้ออกจากชิงซานไปพร้อมจิ๋งจิ่ว
มีผู้อาวุโสของยอดเขาซีไหลคนหนึ่งมองดูเขา พลางกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา “เจ้ายังอยู่ที่นี่ทำไม?”
กู้ชิงกล่าวเสียงนุ่มนวล “ยอดเขาเสินม่อต้องมีคนคอยดูแล ยิ่งไปกว่านั้นหากมีเรื่องด่วนอะไรที่จำเป็นต้องให้เจ้าสำนักจัดการ ข้าก็จะได้แจ้งไปยังเจ้าสำนักได้ทันการ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างรู้สึกว่าน่าขันเป็นอย่างมาก ในใจครุ่นคิดว่าจิ๋งจิ่วออกจากชิงซาน สูญเสียการคุ้มกันไปแล้ว ไม่แน่วันไหนอาจจะถูกคนลอบสังหารก็เป็นได้ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสที่จะกลับมายังชิงซานอีกแล้ว เขาบอกว่าตัวเองยังเป็นเจ้าสำนักชิงซานอยู่ หรือเจ้าคิดว่าเขายังจะเป็นต่อไปได้จริงๆ?
กู้ชิงไม่รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องเหลวไหล
จิ๋งจิ่วไปแล้ว อย่างไรก็ต้องมีคนคอยเฝ้ายอดเขาเสินม่อ
ที่เจ้าล่าเยวี่ยเหลือบมองเขาก่อนจะจากไปก็มีความหมายเช่นนี้
นี่คือการรู้ใจกัน
ในอดีตจิ๋งจิ่วและเจ้าล่าเยวี่ยออกไปท่องเที่ยวบนโลก ก็เป็นกู้ชิงที่คอยเฝ้ายอดเขาเสินม่อเอาไว้ ในตอนนั้นเขาไม่ได้เป็นกระทั่งศิษย์ด้วยซ้ำ เพียงแค่เพียงแขกที่มาพักบนยอดเขา
“ช่างเหลวไหลจริงๆ!”
ในท้องฟ้ามีเสียงที่เย็นชาของเหอเว่ยดังขึ้นมา
“เจ้าเป็นศิษย์ของปีศาจกระบี่ มีสิทธิ์อะไรอยู่ที่ชิงซาน
เรื่องของชิงซานต้องให้สำนักคุนหลุนมายุ่งตั้งแต่เมื่อไร?
ศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่างอย่างกั้วหนานวานไหนเลยจะสนใจว่าคนผู้นี้เป็นเจ้าสำนักคุนหลุน สายตาที่กวาดมองไปคมดุจดั่งกระบี่
ฟางจิ่งเทียนเลิกคิ้วขึ้นมา
กู้ชิงยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้สนใจ
เขารู้ว่าหากตัวเองยังอยู่ที่ชิงซานจะต้องเจอกับอะไรบ้าง จึงได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกเหยียดหยามเป็นเวลาหลายสิบปีเอาไว้แล้ว
ในเวลานี้เอง จัวหรูซุ่ยได้เดินเข้ามาหาเขาพลางกล่าวว่า “ไปด้วยกันเถอะ ไยต้องมาทำตัวเป็นเหมือนขุนนางอยู่ที่นี่ด้วย ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”
กู้ชิงนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “มีเหตุผล สุดท้ายข้าก็ยังเป็นผู้บำเพ็ญพรตอยู่”
จัวหรูซุ่ยกล่าวหยอกล้อเขาว่า “ได้โอกาสก็รีบคว้าไว้เชียวนะ ถ้าอยากจะไปก็บอกสิ ทำไมต้องแสดงด้วย”
กู้ชิงคิดในใจว่าตนเองไหนเลยจะกล้ากล่าวกับอาจารย์อาหญิงล่าเยวี่ยเช่นนี้ จึงกล่าวว่า “ข้าไม่มีกระบี่อีกแล้ว”
จัวหรูซุ่ยเรียกกระบี่กลืนเรือออกมา กล่าวว่า “นี่ใช้กระบี่ข้าเป็นครั้งที่สองแล้วนะ”
กู้ชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าคายเนื้อแพะ ผ้าขี้ริ้ว ต้นหอมพวกนั้นแล้วก็พลังวิญญาณออกมาให้หมด”
เมื่อสี่ปีก่อน จิ๋งจิ่วเดินทางไปยังทะเลอันหนาวเย็นทางเหนือสุดเพื่อไล่ล่านักพรตไท่ผิง พวกเขากลับมายังชิงซานก่อน ในตอนนั้นกู้ชิงไม่มีกระบี่ จึงยืนเบียดกับจัวหรูซุ่ยอยู่บนกระบี่กลืนเรือ
กระบี่กลืนเรือดูคล้ายปลาเค็มตัวหนึ่ง ดูแล้วไม่กว้างพอ แต่พวกเขาเดินทางด้วยกันเป็นระยะทางหลายหมื่นลี้ จึงสามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นปลา….ไม่สิ เห็นกระบี่บินสีเทาที่บินออกไปจากชิงซานอย่างช้าๆ เล่มนั้น เหล่าผู้อาวุโสและลูกศิษย์ของชิงซานต่างเหม่อลอย
เห็นได้ชัดว่ากระบี่บินสีเทาเล่มนั้นบินตามพวกจิ๋งจิ่วไป
จัวหรูซุ่ยคือลูกศิษย์คนสุดท้ายของนักพรตหลิ่วฮือ แต่เขากลับจะตามไป?
กั้วหนานซานยิ้มเจื่อนไม่กล่าวอะไร ในใจคิดว่าบอกแล้วมิใช่หรือว่าอย่าให้ใครเห็น?
……
……
การออกไปของจัวหรูซุ่ยเป็นเหมือนประกายไฟที่ตกลงไปในถังน้ำมัน
เยาซงซาน เหลยอี้จิงแทบจะเดินออกมาจากในกลุ่มคนพร้อมๆ กัน มาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหยวนฉีจิงเพื่อขอออกไปจากชิงซาน
จากนั้นศิษย์หนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยก็มีหลายสิบคนที่ต่างก็แสดงความปรารถนาเช่นเดียวกันออกมา
ศิษย์น้องอวี้ซานลืมตาโต ในใจคิดว่าแบบนี้ก็ได้หรือ นางจึงมองไปทางฉือเยี่ยนผู้เป็นอาจารย์ของตัวเองทันที
ฉือเยี่ยนไหนเลยจะไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของนางกับยอดเขาเสินม่อ แล้วมีหรือที่จะคาดเดาไม่ได้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ เขากล่าวด้วยสีหน้าที่คร่ำเคร่งเล็กน้อย “กลับไปยอดเขาแล้วคัดบันทึกพันธนาการจิต...สองรอบ!”
ศิษย์น้องอวี้ซานกล่าวว่า “อ้อ” ออกมาอย่างน้อยใจ จากนั้นกลับเข้าไปยืนที่เดิมอย่างเชื่อฟัง
ศิษย์หนุ่มสาวเหล่านั้นเองก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากหลิ่วสือซุ่ย
“วุ่นวายอะไรกัน? ห้ามก่อเรื่องอีก!”
หยวนฉีจิงกล่าวสั่งสอนเสียงเย็นยะเยือก สั่งการให้ผู้อาวุโสของแต่ละยอดเขาพาลูกศิษย์กลับไป
……
……
จิ่งจิ่วจากชิงซานไปแบบนี้
พากระบี่แบกสวรรค์ ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง เจ้าล่าเยวี่ย หยวนฉวี่ กู้ชิง จัวหรูซุ่ยและความปรารถนาของศิษย์หนุ่มสาวของชิงซานอีกหลายๆ คนไปด้วย
คนที่ตามเขาไปมีแค่เพียงศิษย์หนุ่มสาวไม่กี่คนเหล่านี้ แต่พวกเขากลับเป็นอนาคตของชิงซาน
หลังจากนั้นสำนักอื่นๆ อย่างต้าเจ๋อ สำนักเสวียนหลิงเองก็ลากลับไปพร้อมกับความรู้สึกทอดถอนใจ
ไม่ว่าเจ้าสำนักหนุ่มผู้นั้นจะเป็นนักพรตจิ่งหยางกลับมาเกิดใหม่หรือว่าเป็นปีศาจกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง เขาก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในระดับสูงสุดของชิงซาน
การจากไปของเขาจะทำให้เกิดการแตกแยก หรือว่า…แบ่งแยกสำนักหรือไม่?
แต่แน่นอนว่าการจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นได้ มันก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นยังจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่นานมากพอด้วย
……
……
เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวบินออกไปนอกสำนัก ลูกศิษย์ของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยคู่นั้นตามอยู่ด้านหลัง
หยวนฉีจิงพอจะรู้ว่าจิ๋วจิ่วทำอะไรมา เขาย่อมไม่เอาเรื่องอาเพียวไปกล่าวโทษเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย
วันนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยไม่ได้พูดอะไรออกมา จนกระทั่งในตอนที่ออกมาจากชิงซาน จู่ๆ นางถึงจะพูดกับเจินเถาว่า “มีเวลาเจ้าก็ไปดูหน่อย”
เจินเถารู้ว่าอาจารย์หมายถึงที่ไหน แต่นางกลับไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องให้ตัวเองไปด้วย จึงพยักหน้าอย่างงุนงง
……
……
เรือเมฆของสำนักจงโจวออกมาจากชิงซานเป็นลำสุดท้าย
ก่อนที่จะออกมา นักพรตไป๋กล่าวกับหยวนฉีจิงตรงๆ ว่า “ตอนนี้ทุกคนต่างรู้แล้วว่าเขาคือคนที่ออกมาจากคุกสะกดมารผู้นั้น เขาอวิ๋นเมิ่งย่อมไม่อาจแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องได้อีก พวกข้าต้องทำอะไรสักอย่างให้ชางหลง หากเขาออกไปจากชิงซาน พวกข้าจะต้องหาวิธีฆ่าเขาอย่างแน่นอน เพราะว่า…เขาเป็นแค่ปีศาจตัวหนึ่ง”
หยวนฉีจิงไม่ได้พูดอะไร
เรือเมฆอาบแสงอาทิตย์ลอยไปทางเหนือ หลังเข้าไปในเขตของเมืองอวี้จวิ้นได้ไม่นาน เซี่ยงหว่านซูก็มาคุกเข่าอยู่ตรงหน้านักพรตไป๋ พลางกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ศิษย์พี่หายตัวไปขอรับ”
การตอบสนองของนักพรตไป๋แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
เพราะว่านางนิ่งเฉย
……
……
อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel Lucky
หยวนฉีจิงกลับมายังยอดเขาซั่งเต๋อ พาน้ำแข็งสีน้ำเงินก้อนนั้นลงไปยังด้านล่างบ่อน้ำ ก่อนจะโยนมันไปยังมุมหนึ่ง
น้ำแข็งสีน้ำเงินกระแทกเข้ากับกำแพงหิน กลิ้งกระเด็นออกมาสองสามรอบก่อนจะหยุดลง ส่งเสียงดังคล้ายกับโลหะอย่างชัดเจน ทำให้รู้เลยว่ามันแข็งเพียงใด แล้วก็เย็นยะเยือกเพียงใด
อาเพียวถูกแช่แข็งอยู่ในก้อนน้ำแข็งตั้งแต่หัวจรดเท้า สภาพดูย่ำแย่เป็นอย่างมาก แต่ประกายที่อยู่ในดวงตาที่เบิกกลับยังไม่หายไป ดูแล้วน่าจะไม่อันตรายถึงชีวิต
ด้านล่างยอดเขาซั่งเต๋อมีเส้นปราณเหมันต์ที่ทอดยาวไม่ขาดสายอยู่เส้นหนึ่ง หากน้ำแข็งสีน้ำเงินอยู่ที่นี่ มันก็จะไม่มีวันละลาย
แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ในก้อนน้ำแข็งนี้ไปนานเท่าไร
………………………………………………………………