มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 60 ชิงซานแตกแยกยากลืมเลือน (2)
“ไว้ชีวิตเขาเอาไว้ ต่อไปอาจจะมีคนต้องการ” หยวนฉีจิงกล่าวกับซือโก่ว
สายตาของซือโก่วยังคงอบอุ่น แต่ก็ดูเฉยชา คล้ายว่าสงบนิ่ง แต่กลับสามารถสื่อความหมายได้นับไม่ถ้วน
มันไม่ได้มีความสนใจใดๆ ต่อเลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์ดินแดนหมิงผู้นี้แม้แต่น้อย มันสนใจเพียงแค่เรื่องนั้น — จิ๋งจิ่วเป็นคนหรือว่ากระบี่?
“ไม่รู้” หยวนฉีจิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “บางทีกระทั่งตัวเขาเองก็อาจจะยังไม่รู้”
เขาเกลียดอาจารย์ของตัวเองมากที่สุด แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าคำพูดที่นักพรตไท่ผิงให้อาเพียวมาพูดในตอนสุดท้ายนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ซือโก่วเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ มองไปยังแสงสว่างที่อยู่ด้านบนสายนั้น
“แต่ต่อให้เขาเป็นสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง สืบทอดดวงจิตและความทรงจำของอาจารย์อามา….สำหรับข้าแล้วเขาก็ยังเป็นอาจารย์อาคนที่สองอยู่ ขอเพียงอาจารย์อาไม่ได้ถูกเขาฆ่าตายก็พอ”
หยวนฉีจิงกล่าวว่า “เพราะยังไงมันก็ดีกว่าไปเรียกเขาว่าบรรพจารย์”
ซือโก่วดึงสายตากลับมา มองดูเขาอย่างเงียบๆ เพื่อแสดงความเห็นด้วย
ผู้พิทักษ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในชิงนานมาเนิ่นนาน จู่ๆ พลันพบว่าเหนือหัวของตัวเองมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุเก่าแก่และมีสถานะที่สูงส่งยิ่งกว่าปรากฏขึ้นมา ภายในใจย่อมต้องเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หยวนฉีจิงถอนใจออกมา กล่าวว่า “แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นอาจารย์อาหรือว่าสรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง สุดท้ายเขาก็ไปแล้ว”
สายตาของซือโก่วขยับเล็กน้อย เพื่อบอกว่าตัวเองขอโทษ
หากมิเป็นเพราะมันจงใจทำเป็นมองไม่เห็น ฟางจิ่งเทียนจะพานักพรตไท่หลูออกไปจากคุกกระบี่ได้อย่างไร?
“หลายปีแล้ว สุดท้ายเขาก็ไม่มาหาข้าเพื่อเอาข่ายพลังชิงซานเสียที แล้วครั้งนี้ยังบอกให้พวกเราไม่ต้องทำอะไร จากนั้นฉวยโอกาสนี้ออกไป…สุดท้ายก็รู้สึกเหนื่อยแล้วสินะ?”
หยวนฉีจงนิ่งเงียบไปครู่ จู่ๆ พลันส่งเสียงเหอะออกมา กล่าวว่า “ไม่สิ ข้าว่าเขาขี้เกียจขึ้นมาอีกแล้วมากกว่า”
……
……
กระบี่กลืนเรือสีเทาบินออกไปด้านนอกหมู่เขาอย่างช้าๆ โชคดีที่กระบี่คมจักรวาลที่อยู่ด้านหน้านั้นบินได้ช้ากว่า ใช้เวลาไม่นานก็ถูกไล่ตามทัน
หยวนฉวี่เหลียวหน้ากลับมาพบว่าเป็นจัวหรูซุ่ย เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร กล่าวว่า “มาแล้วหรือ?”
จากนั้นเขาถึงได้มองเห็นกู้ชิงที่อยู่ด้านหลังจัวหรูซุ่ย จึงกล่าวถามอย่างแปลกใจว่า “ศิษย์พี่ท่านไม่เฝ้ายอดเขาแล้วหรือ?”
เจ้าล่าเยวี่ยเองก็รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจ นางมองดูกู้ชิง
กู้ชิงส่งเสียงอืมออกมา กล่าวว่า “ยอดเขาเสินม่อปิดแล้ว น่าจะไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ดูแลรับใช้อาจารย์สำคัญกว่า”
จิ๋งจิ่วไม่ได้หมุนตัวกลับมา เขานั่งอยู่ด้านหน้ากระบี่คมจักรวาล เหมือนกับเด็กเลี้ยงวัวที่นั่งอยู่บนหลังวัว กล่าวว่า “ก็นั่นแหละ เดิมทีบนโลกนี้มันก็ไม่มีเรื่องอะไรที่วางไม่ได้”
เมื่อได้ยินคำพูดที่มีสองความหมายเช่นนี้ จัวหรูซุ่ยครุ่นคิดว่าท่านโยนเรื่องราวมากมายขนาดนั้นให้กู้ชิง เขาไหนเลยจะกล้าวาง?
ท่ามกลางบทสนทนาสั้นๆ ง่ายๆ กระบี่บินสามเล่มและคนห้าคนบินอยู่ในท้องฟ้าผ่านลำธารสี่เจี้ยนไป ด้วยป้ายคำสั่งทำให้พวกเขาผ่านข่ายพลังชิงซานออกไปได้อย่างง่ายดาย
โลกที่พวกเขาอยู่ในเวลานี้คือโลกแห่งความเป็นจริง แต่มันกลับดูมิคล้ายความจริงสักเท่าไร เพราะอากาศดีเป็นอย่างมาก
ฟ้าน้ำเงิน ดวงอาทิตย์สีแดง สาดส่องลงมาบนใบหน้า อบอุ่นจนรู้สึกสบาย ไหนเลยจะคล้ายว่าอยู่ในฤดูหนาว
จัวหรูซุ่ยหรี่ตามองดูดวงอาทิตย์สีแดงดวงนั้น คิดถึงหนทางที่ยังมิอาจรู้ได้หลังจากนี้ ภายในใจหาได้มีความรู้สึกผิดหวังไม่ ในทางกลับกัน เขากลับมีความรู้สึกฮึกเหิมเป็นอย่างมาก
ก็เหมือนอย่างตอนที่อยู่ในวัดกั่วเฉิงครั้งนั้น เขามองดูเรือเมฆที่แย่งชิงความโดดเด่นกับพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน จึงเกิดความฮึกเหิมที่จะสู้กับสำนักจงโจวขึ้นมา อยากจะรู้ว่าแน่สักแค่ไหนกัน?
เขามองไปทางเบื้องหน้าที่อยู่ไกลออกไป กล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “ต่อให้เป็นขอบฟ้าขอบทะเล มีอันใดน่าหวาดกลัว?”
กู้ชิงมองดูเขา กล่าวว่า “ถึงแล้ว”
……
……
ลำแสงกระบี่ส่องสว่างเมืองอวิ๋นจี๋
พวกจิ๋งจิ่วมาถึงเหลาสุราแห่งนั้น
จัวหรูซุ่ยไม่เข้าใจคำพูดประโยคนั้นของกู้ชิง คิดในใจว่านี่เป็นธรรมเนียมของยอดเขาเสินม่อจริงๆ ด้วย ก่อนที่จะทำเรื่องใหญ่ต้องกินหม้อไฟก่อน
หลังจากน้ำแกงสีแดงและน้ำแกงสีขาวเดือดพล่านขึ้นมา ผักชนิดต่างๆ ก็พากันกระโดดลงไป ทุกคนนั่งกินอย่างเงียบ หรือไม่ก็นั่งมองอย่างเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศค่อนข้างอึดอัด
จัวหรูซู่ยคิดในใจว่าควรคิดก่อนหรือเปล่าว่าหลังจากนี้จะไปที่ไหนหรื?
หลังจากน้ำแกงสีแดงและน้ำแกงสีขาวเดือดพล่านขึ้นมา ผักชนิดต่างๆ ก็พากันกระโดดลงไป ทุกคนนั่งกินอย่างเงียบๆ หรือไม่ก็นั่งมองอย่างเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศค่อนข้างอึดอัด
จัวหรูซู่ยคิดในใจว่าควรคิดก่อนหรือเปล่าว่าหลังจากนี้จะไปที่ไหน?
เขากินเนื้อแพะสดๆ ไปเจ็ดจาน คิดแผนการเตรียมเอาไว้สามสี่แผน
ถูกขับออกมาจากชิงซานแล้ว ก็ย่อมต้องไปให้ไกลหน่อย แต่ปัญหาก็คือที่ไหนถึงจะค่อนข้างปลอดภัยล่ะ?
ตอนนี้โลกแห่งการบำเพ็ญพรตต่างมั่นใจแล้วว่าจิ๋งจิ่วคือปีศาจกระบี่ ในตัวมีของวิเศษนั้นว่าไปอย่าง แต่ตัวเขาคือวัตถุวิเศษชั้นสวรรค์นี่สิ
ต่อให้สำนักบำเพ็ญพรตหลายๆ สำนักจะไม่กล้าทำอะไรเพราะท่าทีของฉานจึและราชสำนัก แต่พวกสำนักวิถีมารและสำนักจงโจวไม่มีทางที่จะเกรงใจอย่างแน่นอน
คำตอบที่ดีที่สุดย่อมต้องเป็นแผ่นดินแปลกหน้า แต่มันไกลเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นเทพกระบี่ซีไห่ก็อาจจะอยู่ที่นั่น ถ้าหากทั้งสองฝ่ายได้มาเจอกันล่ะก็ นั่นคงจะนับไปโชคดีไม่น้อยทีเดียว
เมืองไป๋เฉิงเองก็เป็นสถานที่ที่ดีอย่างมาก เมื่อมีการสนับสนุนจากฉานจึ ท่าทีของเทพดาบจะเป็นอย่างไรก็คงไม่จำเป็นต้องถาม อยู่ที่นั่นย่อมต้องปลอดภัย แต่ปัญหาก็คือที่นั่นหนาวเย็นอย่างมาก พลังวิญญาณเบาบาง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คืออยู่ใกล้กับที่ราบหิมะ หากราชินีแคว้นเสวี่ยบุกลงใต้ หรือว่าเกิดคลื่นอสูรขึ้นมาก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่วุ่นวายอย่างมาก
—- สู้ไปวัดกั่วเฉิงเลยก็ไม่ได้ เจดีย์องค์นั้นก็ไม่ได้กอดมานานหลายปีแล้วด้วย
จัวหรูซุ่ยคิดเรื่องเหล่านี้พลางพูดมันออกมาตรงๆ
กู้ชิงมองเขา คิดในใจว่าก็บอกไปแล้วมิใช่หรือ?
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ไม่ไปที่อื่น อยู่ที่นี่”
ในที่สุดจัวหรูซุ่ยก็เข้าใจความหมายของพวกเขา จึงอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก คล้ายว่ายังเตรียมจะกินเนื้อแพะอีกเจ็ดจาน
……
……
ด้านนอกเมืองอวิ๋นจี๋มีภูเขาเล็กๆ อยู่ลูกหนึ่ง ภายในภูเขามีชาวบ้านอาศัยกระจัดกระจาย แล้วก็ยังมีที่นาอยู่เล็กน้อย
เมื่อสี่ปีก่อน บ้านของชาวบ้านและที่นาเหล่านี้ได้ถูกผู้ซื้อลึกลับผู้หนึ่งซื้อไป จากนั้นก็เริ่มทำการปรับเปลี่ยนอย่างเงียบๆ สุดท้ายสร้างเป็นเรือนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ในตอนแรกที่เรือนหลังนั้นเริ่มทำการก่อสร้างก็ได้มีข่ายพลังมาคอยปิดกั้นสายตาเอาไว้ อีกทั้งยังมีเมฆหมอกที่ไม่สลายตลอดทั้งปี จึงมีคนเพียงไม่กี่คนที่รู้ถึงการมีอยู่ของเรือนหลังนี้
ลำแสงกระบี่ส่องสว่างหน้าภูเขา เมฆหมอกกระจายออกไป เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเรือน
ภายในเรือนมีลำธารเล็กๆ ริมลำธารมีไม้ดอกขึ้นเรียงราย ไอหมอกไหลเอื่อยตามสายน้ำ ตัวเรือนปรากฏตะคุ่มๆ ดูคล้ายดินแดนเซียน
จัวหรูซุ่ยมองดูทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาเบิกกว้าง ไหนเลยจะมีสายตาเหนื่อยล้าเหมือนอย่างในเวลาปกติ เขากล่าวอย่างตกตะลึงว่า “เมื่อสี่ปีก่อน.…ท่านก็เตรียมที่จะออกมาแล้วหรือ?”
จิ๋งจิ่วส่งเสียงอืม
คนของยอดเขาเสินม่อต่างรู้ถึงความคิดของเขา อย่างน้อยก็คาดเดาได้ถึงความคิดของเขา
เมื่อสี่ปีก่อนเขาให้ตระกูลกู้สร้างเรือนหลังนี้ขึ้นมา แล้วยังแจ้งให้หยวนฉีจิงจัดงานฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนักในอีกสี่ปีหลังจากนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมตัวที่จะออกมาแล้ว
จัวหรูซุ่ยไม่อาจเข้าใจได้ ในใจคิดว่าต่อให้นี่เป็นแผนการที่ท่านวางเอาไว้ แต่สุดท้ายท่านก็ยังถูกขับออกมาจากสำนัก…..
ผลสุดท้ายท่านออกมาจากชิงซานแล้วยังมาอยู่ในเมืองอวิ๋นจี๋ที่อยู่ใกล้ชิงซานขนาดนี้ หรือท่านไม่รู้สึกว่ามันขายหน้า?
สุนัขไร้นายนอนอยู่ในตรอกข้างๆ ไม่ยอมไปไหน ภาพนี้มันน่าอนาถใจไม่น้อยทีเดียว
จิ๋งจิ่วไม่รู้สึกขายหน้า เมืองอวิ๋นจี๋อยู่ใกล้ชิงซาน อาศัยอยู่ที่นี่ปลอดภัยที่สุด
จัวหรูซุ่ยคิดว่าวัดกั่วเฉิงกับฉานจึจะปกป้องเขา แต่สถานที่ที่เขาเชื่อใจมากที่สุดยังคงเป็นชิงซาน
ถึงแม้ตอนนี้อาจารย์และศิษย์ส่วนใหญ่จะคิดว่าเขาคือปีศาจกระบี่ที่สังหารจิ่งหยาง แต่ขอเพียงหยวนฉีจิงยังมีชีวิตอยู่ อีกฝ่ายก็ไม่มีทางที่จะปล่อยให้ชิงซานทำอะไรเขาอย่างแน่นอน
อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel Lucky
แต่ในเวลานี้เอง จู่ๆ พวกเขาพลันรู้สึกได้ถึงอันตรายที่ร้ายแรง
กระบี่มิคำนึงปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบๆ วาดเป็นเส้นสีแดงเส้นหนึ่งขึ้นตรงหน้าพวกเขา
ปลายสุดของเส้นสีแดงคือประตูหน้าของเรือน
หน้าประตูมีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่
กระโปรงสั้นของหญิงสาวผู้นั้นพลิ้วไหว กระดิ่งทั่วทั้งร่างกายสั่นไหวแผ่วเบา ถึงแม้สีหน้าจะเรียบเฉย แต่มันยังคงให้ความรู้สึกที่น่ารักมีเสน่ห์ ทว่าในดวงตาที่จ้องมองจิ๋งจิ่วกลับเต็มไปด้วยความดุร้าย
หนานว่าง ดูเหมือนยังคงไม่ลืม
…………………………………………………………….