มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 61 ภูเขาและสายน้ำ ทุกสรรพสิ่งในจักรวาล แล้วก็พวกเจ้า
งานฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานในวันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย จนทำให้หลายๆ คนมองข้ามเรื่องที่แปลกประหลาดเรื่องหนึ่งไป
นั่นก็คือเจ้าแห่งยอดเขาชิงหรงหนานว่างไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย นางประเดี๋ยวก็ทอดตามองออกไป ประเดี๋ยวก็ยืนหันหลังให้ แทบจะไม่มีใครมองเห็นใบหน้าของนาง
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์น้องหญิงที่เป็นที่รักใคร่เอ็นดูที่สุดของนักพรตหลิ่วฉือ หรือว่าเป็นองค์หญิงแห่งเผ่าทางใต้ที่เกลียดชังปรมาจารย์อาจิ่งหยางมากที่สุด นางก็ล้วนแต่ไม่ควรจะแสดงท่าทีที่เฉยชาเช่นนี้ออกมา
แต่ใครจะไปรู้บ้างว่านางจะแอบตามจิ๋งจิ่วมาอย่างเงียบๆ มาถึงที่นี่เป็นคนแรกสุด
กู้ชิง จัวหรูซุ่ยและหยวนฉวี่ไม่รู้เรื่องราวในอดีตเหล่านั้น แล้วก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงมายืนขวางประตูเอาไว้ พวกเขาเพียงแต่รู้ว่าร่างกายของนางแผ่กระจายความรู้สึกที่อันตรายอย่างมากออกมา จึงอดระแวดระวังเป็นอย่างมากขึ้นมาไม่ได้ ในใจคิดว่าหรือนางคิดจะสังหารจิ๋งจิ่วเพื่อลบล้างความอับอายให้แก่ชิงซาน?
หนานว่างหมุนตัวเดินเข้าไปในเรือน
จิ๋งจิ่วโบกมือคลายข่ายพลัง เดินตามนางเข้าไป
เจ้าล่าเยวี่ยเก็บกระบี่มิคำนึง ส่งสายตาบอกให้ทุกคนยืนอยู่กับที่ อย่าเข้าไปรบกวน
จัวหรูซุ่ยและคนอื่นๆ ไม่เข้าใจ ความรู้สึกดุร้ายหรือเรียกได้ว่าเป็นจิตสังหารที่แผ่กระจายออกมาจากร่างกายของหนานว่างชัดเจนขนาดนี้ หรือไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่อง?
อาต้าย่อมต้องอยากอยู่ที่นี่ แต่มันกลับถูกเขากอดเอาไว้ในอ้อมอก
แผงคอด้านหลังของมันถูกมือของจิ๋งจิ่วคว้าจับเอาไว้แน่น แน่นจนกระทั่งใบหน้าก็ยังเปลี่ยนรูปร่าง หางตาทั้งสองข้างชี้ขึ้น ท่าทางดูจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง
กู้ชิงเดินมาข้างกายเจ้าล่าเยวี่ย รู้สึกค่อนข้างเป็นห่วง อยากจะถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ตู้ม!
เสียงที่ดังสนั่นขึ้นอย่างกะทันหันเสียงหนึ่งทำให้เขาตกใจ
เสียงที่ดังสนั่นนั้นไม่ได้มาจากท้องฟ้า หากแต่มาจากในส่วนลึกของสวน ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้จะดังสนั่น แต่กลับไม่ได้ฟังดูทึบ หากแต่ดังกังวานชัดเจน
กู้ชิงมองเข้าไปในส่วนลึกของเรือนอย่างตกใจ คิดในใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ภายในส่วนลึกของเรือน ฝุ่นควันค่อยๆ ฟุ้งกระจายขึ้นมา ทุกคนยิ่งรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
……
……
เรือนแห่งนี้ตระกูลกู้เป็นคนสร้างขึ้นมา ส่วนพลังที่ช่วยดึงเอาพลังวิญญาณมาจากภูเขาและลำธารนั้นเป็นฝีมือของจิ๋งจิ่ว ส่วนข่ายพลังที่ใช้ป้องกันนั้นเป็นฝีมือของกู้ชิง เขาเรียนเพลงกระบี่แบกสวรรค์มานานหลายปีขนาดนี้ ถึงแม้จะไม่อาจเทียบกับจัวหรูซุ่ยและหลิ่วสือซุ่ยได้ แต่ข่ายพลังที่ใช้เวลาสามสี่ปีในการวางขึ้นมาก็ยังแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
เมื่อมีการคุ้มครองของข่ายพลังอยู่ หอไม้สามชั้นที่อยู่ในส่วนลึกของตัวเรือนหลังนั้นไม่ได้….พังถล่มลงมาทั้งหมด
หากแต่ถล่มลงมาเพียงแค่ครึ่งเดียว
ข่ายพลังค่อยๆ สลายไป ฝุ่นควันค่อยๆ ร่วงตกลงมา เผยให้เห็นภาพตรงบริเวณนั้น
จิ๋งจิ่วยืนอยู่หน้าหอไม้ที่พังถล่มลงมา ร่างกายเต็มไปด้วยเศษไม้ สภาพดูกระเซอะกระเซิงเป็นอย่างมาก
แต่จุดที่ดูแย่ที่สุดก็คือบนใบหน้าเขา
เขามีใบหน้าที่งดงามที่สุดในโลก ต่อให้เป็นศัตรูหรือว่าคู่ต่อสู้ก็ล้วนแต่ต้องยอมรับว่าใบหน้าของเขานั้นเป็นเหมือนผลงานศิลปะที่แท้จริง จึงหักใจทำร้ายมันไม่ลง
แต่ในเวลานี้ บนใบหน้าเขามีรอยฝ่ามือที่เห็นได้อย่างชัดเจนรอยหนึ่งปรากฏขึ้นมา รอยประทับสีแดงกำลังหายไปอย่างช้าๆ
เห็นได้ชัดว่าเขาถูกหนานว่างตบเข้าที่ใบหน้าทีหนึ่ง
ตบอย่างรุนแรง
……
……
“ทำไมท่านถึงไม่หลบ? รู้สึกผิดต่อข้าอย่างนั้นหรือ?” หนานว่างกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
นางเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายของนักพรตไท่ผิง เป็นเทพเจ้าที่เผ่าทางใต้เทิดทูนบูชา พรสวรรค์ย่อมต้องเหนือกว่าผู้อื่น ช่วงนี้นางเริ่มบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็บรรลุเข้าสู่สภาวะขั้นแหวกทะเลระดับสูงสุด สู้เสมอกับเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย หากมิเป็นเพราะความรักมาถ่วงการบำเพ็ญเพียรของนางเอาไว้ สภาวะของนางก็คงไม่หยุดนิ่งเป็นเวลานานขนาดนั้น
“มิใช่รู้สึกผิดต่อเจ้า หากแต่เป็นพวกเจ้า”
เบื้องหน้าของจิ๋งจิ่วมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งปรากฏขึ้นมา
เด็กหนุ่มคนนั้นนั่งอยู่ริมผา แกว่งขาที่เรียวยาวทั้งสองข้างไปมา
เมื่อหลายปีก่อน เด็กหนุ่มผู้นั้นอ้วนเป็นอย่างมาก แต่ภายหลังกลับค่อยๆ ผอมลง
ทั่วทั้งชิงซานต่างรู้ว่านั้นเป็นเพราะเหตุใด”
“อย่างนั้นทำไมท่านถึงไม่อนุญาตให้เขาแต่งข้า?”
หนานว่างยังคงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาเองก็จ้องมองจิ๋งจิ่วไม่กะพริบ
ไม่รู้ว่าลืมตานานเกินไปหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพราะเหตุผลอื่น ขอบตาของนางจึงค่อยๆ แดงขึ้นมา
จิ๋งจิ่วกล่าววว่า “หลิ่วฉือชอบเจ้า แต่เจ้าไม่ชอบเขา แล้วจะแต่งงานกันกลายเป็นคู่รักบำเพ็ญพรตได้อย่างไร?”
หนานว่างตะโกนเสียงดังว่า “ตอนนั้นข้าเคยบอกแล้ว ข้าชอบเขา!”
จิ๋งจิ่วนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า เจ้าเพียงแต่โมโหข้า ก็เลยคิดจะแต่งให้เขา ข้าย่อมต้องไม่เห็นด้วย”
“ท่านไม่แต่งงานกับข้า แล้วก็ไม่ยอมให้ข้าแต่งกับคนอื่น มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ!”
หนานว่างทนไม่ไหวอีกแล้ว นางยกมือขึ้นมาเตรียมจะตบอีกครั้ง
จิ๋งจิ่วยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีทีท่าว่าจะหลบ แล้วก็ไม่มีความคิดว่าจะยกแมวขึ้นมา เขาเพียงแต่ยืนมองนางอย่างเงียบๆ
อาจจะเป็นเพราะหักใจทำไม่ลง หรืออาจเป็นเพราะคิดขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายคืออาจารย์อา?
ฝ่ามือที่สองของหนานว่างจึงไม่ได้ฟาดลงไป สุดท้ายกลายเป็นกำปั้นเล็กๆ ตกลงไปที่หน้าอกของเขา
เสียงตูมดังสนั่น
ลมคลุ้มคลั่งพัดขึ้นมา หอไม้สามชั้นที่ยังหลงเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่งพังถล่มลงมาจนหมด ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย
ด้านนอกเรือน กู้ชิง จัวหรูซุ่ยและหยวนฉวี่ได้ยินเสียงที่ดังสนั่นนี้ พวกเขารับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนส่งผ่านมาจากใต้เท้า รู้สึกตกใจอีกครั้ง
พวกเขามองไปทางเจ้าล่าเยวี่ย
เจ้าล่าเยวี่ยหลับตา นั่งบำเพ็ญเพียรลงไปบนพื้น ไม่ได้สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นในเรือนเลย
……
……
ฝุ่นควันตกลงมาอีกครั้ง ตรงด้านหน้าเศษซากปรักหักพังของหอไม้มีหลุมขนาดใหญ่ที่ลึกประมาณหลายจ้างปรากฏขึ้นมาหลุมหนึ่ง
หนานว่างร่ำได้พลางตะโกนว่า “มีเพียงศิษย์พี่เท่านั้นที่รักข้า แต่ท่านกลับไม่ให้ข้าแต่งกับเขา แล้วตอนนี้ล่ะ! เขาตายไปแล้ว! แล้วท่านยังกลายเป็นตัวประหลาดแบบนี้อีก สุดท้ายแล้วข้าก็ต้องอยู่ตัวคนเดียว ท่านพอใจแล้วใช่ไหม? ทำไมท่านถึงใจร้ายขนาดนี้?”
จิ๋งจิ่วยืนอยู่ก้มหลุม ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเศษดิน บนชุดขาวเต็มไปด้วยรอยฉีกขาด สภาพดูย่ำแย่เป็นอย่างมาก
อาต้าไม่ได้ถูกเขายกขึ้นมาป้องกัน รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
แต่มันไม่ได้รู้สึกเห็นใจจิ๋งจิ่วแม้แต่น้อย มันเพียงแต่เงยหน้ามองดูหนานว่างที่กำลังร่ำไห้เสียใจ คิดในใจว่าสาวน้อยช่างน่าสงสารจริงๆ
จิ๋งจิ่วไม่ได้พูดอะไร มิใช่เป็นเพราะขี้เกียจหรือว่าเย็นชา หากแต่เป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรจริงๆ
นิ่งเงียบอยู่เป็นเวลานาน
อารมณ์และน้ำตาที่อยู่บนใบหน้าของหนานว่างถูกสายลมพัดพาออกไปจนหมด เหลือเพียงความเศร้าสร้อยเล็กน้อย นางกล่าวถามว่า “ท่านไม่เคยชอบข้าเลยใช่ไหม?”
จิ๋งจิ่วครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ภูเขาลำธาร สรรพสิ่งในจักรวาล ข้าชอบหลายอย่าง แน่นอนว่ามีเจ้าด้วย”
อาต้าเงยหน้าขึ้นมามองเขา ในใจคิดว่าพูดอะไรของเจ้า?
“ถุย!”
หนานว่างถ่มน้ำลายลงไปก้นหลุม กล่าวว่า “แต่ตอนนี้ข้าไม่ชอบท่านแล้ว หน้าตาหน้าเกลียดขนาดนี้”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ นางก็ยกแขนขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาที่ไม่มีอยู่บนใบหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
จิ๋งจิ่วยืนนิ่งเงียบอยู่ที่ก้นหลุมครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวถามว่า “ใบหน้านี้ยังน่าเกลียดอยู่อีกหรือ?”
อาต้าถอนใจออกมา ในใจครุ่นคิดว่าเมื่อครู่ได้ยินเจ้าพูดเรื่องภูเขาลำธาร สรรพสิ่งในจักรวาลอะไรนั่น ข้ายังนึกว่าเจ้าปกติขึ้นมาหน่อยแล้ว ที่แท้ก็ยังเป็นเหมือนเมื่อก่อนอยู่
นั่นมันเกี่ยวกับใบหน้าที่ไหนกันเล่า?
ต่อให้ใบหน้าของเจ้าจะดีแค่ไหน มันก็ไม่ใช่ใบหน้าของจิ่งหยาง
เพียงแต่ในเมื่อเจ้าบอกว่าชอบ เหตุใดกลับเย็นชากับนางมาตั้งหลายร้อยปี เป็นเพราะนางชอบดื่มสุรา พอดื่มเยอะแล้วชอบร้องเพลงหรือ?
เมื่อได้ยินเสียงของอาต้าในกระแสจิต จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ในเมื่อสุดท้ายต้องแยกจากกัน เหตุใดต้องอยู่ด้วยกันแต่เริ่ม?”
อาต้าหมดคำพูดอีกครั้ง ในใจครุ่นคิดว่าคำพูดประโยคนี้กับประโยคก่อนหน้านั้นมันออกจะเหมือนบทรักในนิยายไปหน่อย ดูไม่เหมือนคำพูดที่เจ้าจะพูดออกมาได้เลย
จิ๋งจิ่วไม่รู้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ เขาอุ้มมันเดินกลับเข้าไปในสวน ก่อนกล่าวว่า “ตะกละไปไม่ดี”
อาต้าคิดในใจว่าเจ้าว่าใครกันแน่? มันไม่สนใจเขาอีก หากแต่เดินไปนอนอาบแดดอยู่บนชายหลังคาแห่งหนึ่ง ปรับลมปราณภายในร่างกาย
ตอนที่อยู่บนยอดเขาเทียนกวงก่อนหน้านี้มันกลืนกระบี่ของไป๋หรูจิ้งเข้าไป ถึงแม้จะมันจะอยู่ในขั้นทะลวงสวรรค์แล้ว แต่มันก็ยังมีอันตรายบางอย่างแอบแฝงอยู่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
จิ๋งจิ่วบอกว่าตะกละไปไม่ดี น่าจะหมายถึงเรื่องนี้หรือเปล่า?
แสงอาทิตย์ที่สวยงามส่องลงมาในสวน หอไม้สามชั้นที่กลายเป็นเศษซากดูสะดุดตา หรือพูดอีกอย่างคือรกหูรกตาเป็นอย่างมาก
เขายืนนิ่งเงียบอยู่ข้างกองเศษซากครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเอาเศษหินและเสาคานที่แตกหักเหล่านั้นส่งออกไปด้านนอกเรือน
……
……
ตระกูลกู้ได้รับแจ้งข่าว จึงส่งคนงานที่มีฝีมือที่สุดมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเดินทางมาถึงด้านนอกเมืองอวิ๋นจี๋ก็เริ่มทำงานเก็บกวาด
รถที่ติดตั้งเครื่องมือวิเศษสิบกว่าคันทยอยขนเอาขยะออกไปไม่หยุด ใช้เวลาไม่นานก็เก็บกวาดจนสะอาด
คนที่รับผิดชอบงานเก็บกวาดครั้งนี้คือผู้เฒ่าสามที่มีอำนาจอย่างมากในตระกูลกู้
เมื่อเห็นพื้นที่ตรงด้านล่างลำธารกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็รู้สึกโล่งใจ จากนั้นเริ่มครุ่นคิดว่าควรจะปลูกต้นอะไรใหม่ดี
เขาเองก็ไม่รู้ว่าในสวนตรงนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น รู้เพียงแต่ว่าเป็นคำสั่งของคนที่อยู่ในสำนักชิงซานผู้นั้น เช่นนั้นในตระกูลก็ย่อมต้องถือว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขามักจะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีบางอย่างแปลกๆ
ตระกูลกู้สามารถเปลี่ยนจากตระกูลระดับกลางเหมือนอย่างเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนมาเป็นตระกูลใหญ่แห่งดินแดนทางใต้ได้ คนที่พวกเขาพึ่งพิงนั้นมิใช่กู้หานที่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดโปรดปราน หากแต่เป็นคุณชายกู้ชิงที่เป็นลูกเมียน้อยผู้นั้น
หากพูดให้ถูกยิ่งกว่านั้น คนที่พวกเขาพึ่งพาจริงๆ ก็คืออาจารย์ของกู้ชิง
ทางนั้นคงไม่ใช่ว่าเกิดเรื่องอะไรหรอกนะ?
ผู้เฒ่าสามแห่งตระกูลกู้ค่อนข้างเป็นห่วง จากนั้นก็รู้สึกว่าความกังวลของตัวเองมันช่างน่าขันยิ่งนัก
คนผู้นั้นเป็นเจ้าสำนักชิงซานเชียวนะ จะเกิดเรื่องได้อย่างไร?
……
……
เจ้าล่าเยวี่ยพาทั้งสามคนเดินเข้าไปในสวน เมื่อมองเข้าไปก็เห็นหลุมใหญ่หลุมนั้นทันที จากนั้นทุกคนแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอย่างรู้ใจกัน
จิ๋งจิ่วหยิบเอาเก้าอี้ไม้ไผ่ออกมานอนอยู่ใต้ชายหลังคาตรงระเบียงทางเดิน ดูค่อนข้างผ่อนคลาย
เจ้าล่าเยวี่ยเดินไปใต้ชายหลังคา คุกเข่าลงไป
นี่เป็นครั้งแรกที่นางคุกเข่าให้เขาต่อหน้าคนอื่น
กู้ชิงเองก็รีบคุกเข่าตามลงไป หยวนฉวี่ถึงขนาดโขกศีรษะแรงๆ สองสามครั้ง
อาจารย์คืออาจารย์ อาจารย์อาคืออาจารย์อา…แต่สำหรับศิษย์ของชิงซานแล้ว จิ่งหยางชื่อนี้ย่อมต้องมีความพิเศษที่สุด
และอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ วันนี้จัวหรูซุ่ยจึงคุกเข่าอย่างรวดเร็วเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังดูจริงใจเป็นอย่างมาก ไม่ได้ท่าทีเสแสร้งแม้แต่น้อย
จิ๋งจิ่วโบกมือให้พวกเขาลุกขึ้น ก่อนกล่าวถามจัวหรูซุ่ยว่า “เจ้าคิดจะกินข้าวของยอดเขาเสินม่อต่อไปหรือ?”
สายตาของจัวหรูซุ่ยดูน้อยใจเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “ท่านเป็นเจ้าสำนักชิงซาน แล้วก็เป็นเจ้าแห่งยอดเขาเทียนกวง ต่อให้เป็นน้ำหยดหนึ่งก็ควรจะแบ่งให้เท่าเทียมกัน อีกอย่าง ท่านคือปรมาจารย์อาจิ่งหยาง ข้าในฐานะที่เป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่นที่สาม การที่ข้ามารับใช้ท่านถือเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง”
กู้ชิงรู้ว่าอาจารย์ไม่ชอบฟังเรื่องเหล่านี้ จึงกล่าวถามอย่างระมัดระวังว่า “ลำดับในสำนักต้องเรียงใหม่หรือเปล่า?”
เจ้าล่าเยวี่ยเองก็คิดเช่นนี้ นางมองว่าตัวเองคือศิษย์คนแรกสุดของจิ๋งจิ่วมาโดยตลอด เพียงแต่เมื่อก่อนไม่ได้เปิดเผย ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไป แต่ตอนนี้ย่อมไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไปได้อีก
หากต้องจัดลำดับใหม่ล่ะก็ สายสืบทอดของยอดเขาเสินม่อทั้งหมดย่อมต้องกลายเป็นลูกศิษย์ของจิ๋งจิ่ว
เจ้าล่าเยวี่ยเป็นอันดับแรก กู้ชิงเป็นอันดับสอง หยวนฉวี่เป็นอันดับสาม ส่วนเจ้าคนที่ถูกลืมเอาไว้บนยอดเขาอวิ๋นสิงย่อมต้องเป็นคนสุดท้าย
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ สีหน้าของหยวนฉวี่ก็เปลี่ยนไปทันที เขารีบพูดว่า “แบบนี้ไม่เหมาะหรือเปล่า?”
กลายเป็นศิษย์ของนักพรตจิ่งหยางคือความฝันของผู้บำเพ็ญพรตทุกคน แต่ปัญหาก็คือ….เจ้าล่าเยวี่ยคืออาจารย์ของเขา จู่ๆ มาเปลี่ยนเป็นศิษย์พี่หญิง แล้วเขาจะทำอย่างไร?
ในเวลานี้ด้านนอกเรือนพลันมีความเคลื่อนไหว ข่ายพลังส่งสัญญาณเตือน กู้ชิงเดินออกไป ใช้เวลาไม่นานก็พาคนคนหนึ่งเดินเข้ามา
หลิ่วสือซุ่ยมาแล้ว
จัวหรูซุ่ยร้องว้าวออกมา รู้สึกว่าเรื่องราวยิ่งสนุกขึ้นเรื่อยๆ คิดในใจว่าแล้วนี่จะจัดลำดับอย่างไร?
แต่เจ้าล่าเยวี่ยกลับสังเกตเห็นว่าริมแขนเสื้อของหลิ่วสือซุ่ยมีคราบเลือดอยู่ จึงกล่าวถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวว่า “ข้าไม่มีป้ายคำสั่ง จึงออกมาช้าหน่อย จากนั้น…ก็เจอกับคนของสำนักคุนหลุน”
เจอกับคนของสำนักคุนหลุน ทำไมถึงต้องสู้กันด้วย?
ด้วยนิสัยของเขา ย่อมต้องเป็นเพราะจิ๋งจิ่วแน่นอน
ภายในเรือนเงียบสงัด
ทุกคนนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
ออกมาจากชิงซาน มายังเมืองอวิ๋นจี๋ที่อยู่ไม่ไกล พักอยู่ในเรือนแห่งนี้ ทุกอย่างดูเหมือนราบรื่น
แต่มีปัญหาหรือเรียกได้ว่าความอันตรายจำนวนมากกำลังรอพวกเขาอยู่ไม่ไกล
ปัญหาและอันตรายเหล่านั้นไม่เหมือนกับเรื่องหนานว่างก่อนหน้านี้
จัวหรูซุ่ยกล่าวถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราอยู่ที่นี่?”
หลิ่วสือซุ่ยงุนงงเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ถามเอา เหมือนว่า…ทุกคนต่างก็รู้กันหมดแล้ว”
จิ๋งจิ่วไม่รู้สึกแปลกใจ
เสียงตูมตามหลายเสียงก่อนหน้านี้ พื้นดินที่สั่นสะเทือนไม่หยุด จะมีใครบ้างที่ยังไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่?
หนานว่างจงใจ
ไม่ยอมให้เขาได้อยู่อย่างสงบ
……………………………………………………