มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 62 วันแรกที่ออกมาจากชิงซาน (1)
ไม่ได้อยู่อย่างสงบ นั่นคือเรื่องเล็ก สิ่งสำคัญคือปัญหาอื่น
จิ๋งจิ่วคิดว่าตัวเองยังเป็นเจ้าสำนักชิงซานอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะคิดเช่นนี้เหมือนกัน
เชื่อว่าอีกไม่นาน ทั่วทั้งโลกบำเพ็ญพรตจะต้องรู้และคิดว่าเขาถูกขับออกมาจากชิงซานอย่างแน่นอน
ตอนที่หยวนฉีจิงยังอยู่ ชิงซานไม่มีทางทำอะไรเขา แต่เมื่อไม่มีความคุ้มครองจากชิงซาน ปีศาจที่ถูกกล่าวหาว่าสังหารนักพรตจิ่งหยางจะต้องเผชิญกับอะไร?
สายตาที่เป็นห่วงของเจ้าล่าเยวี่ยและคนอื่นๆ มองมาที่จิ๋งจิ่ว
จิ๋งจิ่วคล้ายมองไม่เห็น เขากล่าวถามว่า “แพ้หรือ?”
ในเวลาแบบนี้กลับยังสนใจเรื่องแบบนี้อีกหรือ จัวหรูซุ่ยค่อนข้างงุนงง แต่หลิ่วสือซุ่ยกลับทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ เขากล่าวอย่างเขินอายเล็กน้อยว่า “คนที่ลงมือคือผู้อาวุโสของสำนักคุนหลุนคนหนึ่ง สภาวะของข้าห่างจากเขาเกินไป รับมือไม่ไหวขอรับ”
ทุกคนต่างรู้เรื่องความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของหลิ่วสือซุ่ยกับจิ๋งจิ่ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นนักเรียนที่ปู้ชิวเซียวให้ความสำคัญด้วย สำนักคุนหลุนย่อมไม่มีทางทำอะไรรุนแรงเกินไป
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เอาไว้ถ้าเจอ ข้าค่อยเอาคืนให้เจ้า”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าว “ขอรับ”
เรื่องราวที่เหมือนเด็กสู้แพ้ก็ไปตามพ่อมาสู้แทนเช่นนี้ ในสายตาหลายๆ คนมองว่าเป็นเรื่องที่น่าขัน แต่จิ๋งจิ่วกลับพูดเหมือนว่ามันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล หลิ่วสือซุ่ยเองก็ตอบรับอย่างตรงไปตรงมา
จัวหรูซุ่ยหาวออกมา รู้สึกมั่นใจอีกครั้งว่าคนที่เป็นที่รักมากที่สุดคือเจ้าล่าเยวี่ยและหลิ่วสือซุ่ย
หยวนฉวี่ยังคงคิดถึงเรื่องการจัดอันดับบนยอดเขาเสินม่อใหม่ ในใจครุ่นคิดว่าหลิ่วสือซุ่ยก็กลับมาแล้ว อย่างนั้นใครกันแน่ที่เป็นศิษย์คนแรก?
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “วุ่นวาย เอาเหมือนเดิมนั่นแหละ”
เจ้าล่าเยวี่ยครุ่นคิด ก่อนกล่าวว่า “ตกลง”
กู้ชิงไม่ได้ติดอะไร หยวนฉวี่ถอนใจออกมา รู้สึกว่าแบบนี้สบายกว่าเยอะ
หลิ่วสือซุ่ยไม่รู้เลยว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
คนที่รู้สึกดีใจจริงๆ นั้นคืออีกคนหนึ่ง จัวหรูซุ่ยคิดในใจว่าเกือบไปแล้ว อีกนิดเดียวก็จะต้องกลายเป็นศิษย์น้องของเจ้าพวกนี้แล้ว หากเป็นแบบเขาจะทำอย่างไร?
……
……
จิ๋งจิ่วบอกว่าจะพักผ่อนครู่หนึ่ง จึงนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ต่อ ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือเดินออกมา
เรือนแห่งนี้มีขนาดที่ใหญ่อย่างมาก อย่างน้อยก็มีเรือนหลังเล็กอยู่อีกยี่สิบกว่าหลัง จะแบ่งกันอย่างไรย่อมไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนต้องกังวลใจ
“ท่านรู้แต่แรกแล้วหรือ?” จัวหรูซุ่ยมองเจ้าล่าเยวี่ยพลางกล่าวถาม
เจ้าล่าเยวี่ยส่งเสียงอืมเบาๆ
จัวหรูซุ่ยกล่าวถามว่า “ตั้งแต่เมื่อไร?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “หลายปีแล้ว”
มันผ่านมาหลายปีแล้วจริงๆ ถึงแม้จะไม่เคยเปิดเผยมาก่อน แต่จิ๋งจิ่วก็ไม่เคยปิดบังนาง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอินซาน หรือว่าในตอนที่เล่าเรื่องในอดีตของชิงซานเหล่านั้น เขาก็ล้วนแต่พูดกับนางในฐานะของจิ่งหยาง
สายตาของกู้ชิงและหยวนฉวี่มองไปที่นาง รู้สึกค่อนข้างอิจฉา
แต่หลิ่วสือซุ่ยกลับกล่าวอย่างเห็นใจว่า “กดดันมากไหม?”
“นิดหน่อย” เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว
ในช่วงเวลาสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของจิ๋งจิ่ว ภายในใจย่อมต้องรู้สึกกดดัน แต่ที่มากกว่านั้นคือความสุขและความภูมิใจของเด็กผู้หญิงเหมือนเวลาที่แอบซ่อนลูกกวาดเอาไว้ได้
จัวหรูซุ่ยนิ่งเงียบไปครู่ จู่ๆ พลันกล่าวขึ้นมาว่า “ความจริงพวกท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า….”
คำพูดประโยคนี้พูดไม่จบ แต่ทุกคนต่างรู้ความหมายของเขา ดังนั้นริมธารจึงเงียบสงัดขึ้นมา
คำพูดเหล่านั้นของฟางจิ่งเทียน การแสดงหลักฐานของนักพรตไท่หลู โดยเฉพาะเด็กชายชุดน้ำเงินผู้นั้น….จนกระทั่งถึงตอนสุดท้ายจิ๋งจิ่วก็ไม่ยอมเอากระบี่แบกสวรรค์ออกมา
พวกเขาตามจิ๋งจิ่วออกมาจากชิงซาน แต่คำถามเหล่านั้นยังคงค้างคา ราวกับว่ามีภูเขาลูกหนึ่งกดทับอยู่ในใจ
“สิ่งที่ข้าไม่เข้าใจที่สุดก็คือ ทำไมอาจารย์อา…ถึงไม่ยอมเหยียบกระบี่?”
หยวนฉวี่เกาศีรษะไม่หยุด คิดอย่างไรก็คิดไม่เข้าใจ หว่างนิ้วคล้ายจะมีเปลวไฟลุกขึ้นมา
ไม่ว่าจะเป็นหูที่กางคู่นั้น หรือว่าเรื่องความพิเศษของร่างกายก็ล้วนแต่สามารถอธิบายได้ว่านั่นเป็นเพราะเปลี่ยนเป็นร่างกระบี่ แต่การที่ไม่ยอมเหยียบกระบี่….นี่เห็นได้ชัดว่านี่เป็นปัญหาทางด้านจิตสำนึก
“ตอนนั้นเขาเลือกกระบี่ของศิษย์พี่มั่วก็เพราะเห็นว่ามันใหญ่พอ สามารถนั่งได้”
เจ้าล่าเยวี่ยเดินไปนั่งบนก้อนหินที่อยู่ริมธาร ทอดตามองดูน้ำในลำธารที่ไหลออกไกล กล่าวว่า “ยืนย่อมไม่สบายเท่านั่ง นั่งย่อมไม่สบายเท่านอน”
ทุกคนคิดถึงเก้าอี้ไม้ไผ่ที่อยู่บนยอดเขาเสินม่อตัวนั้น ในใจครุ่นคิดว่าเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ หากมิเป็นเพราะว่าท่าทางน่าเกลียดเกินไป เขาคงจะเป็นคนแรกบนโลกที่นอนบนกระบี่ที่ท่องทะยานไปแล้วก็ได้
จัวหรูซุ่ยเองก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงกล่าวต่อว่า “ยังมีคำถามสุดท้าย กระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งเป็นวัตถุวิเศษชั้นสวรรค์ มีดวงจิตเป็นของตัวเอง หากปรมาจารย์อาใช้มันเป็นร่างกระบี่จริงๆ อย่างนั้นดวงจิตของกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งไปอยู่ที่ไหนแล้ว?”
“ข้าไม่เคยถาม เขาเองก็ไม่เคยบอก”
เจ้าล่าเยวี่ยดึงสายตากลับมา มองดูดอกไห่ถังดอกหนึ่งที่ลอยมาบนลำธาร กล่าวว่า “บางทีในตอนที่กำลังโบยบินกลายเป็นเซียน คงจะถูกไป๋เริ่นโจมตีจนแตกสลายไปแล้วกระมัง”
ริมธารเงียบสงัดลงอีกครั้ง อาจเป็นเพราะชื่อไป๋เริ่นชื่อนี้
“หากมิใช่ล่ะ?”
จัวหรูซุ่ยจ้องมองดูแผ่นหลังของนางพลางกล่าวว่า “หากเขาเป็นกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ตัวล่ะ?”
น้ำในลำธารไหลเอื่อย ส่งเสียงที่ฟังดูอ่อนโยน คล้ายกับเสียงถอนใจจำนวนนับไม่ถ้วน
หยวนฉวี่เกาศีรษะพลางกล่าวว่า “นี่สำคัญด้วยหรือ?”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวว่า “ข้าไม่สนใจ”
สำหรับเขาแล้ว คุณชายก็คือคุณชาย ส่วนคุณชายจะเป็นปรมาจารย์จิ่งหยางหรือว่าปีศาจกระบี่อย่างที่คนอื่นว่ากันมันก็ไม่มีอะไรต่างกัน
จัวหรูซุ่ยยังคงไม่ยอมแพ้ เขามองดูผมสีดำที่พลิ้วไหวตามสายลมที่ผ่านลำธารอย่างแผ่วเบาพลางกล่าวว่า “หากเขาเป็นปรมาจารย์อาจิ่งหยางจริงๆ เหตุใดเมื่อสี่ปีก่อนถึงวางแผนแบบนี้ขึ้นมา?”
นั่นสิ หากจิ๋งจิ่วคือจิ่งหยาง เหตุใดถึงต้องถอยด้วย?
พวกเขาที่เป็นศิษย์รุนหลังเหล่านี้ต่างรู้ดีว่าจิ๋งจิ่วนั้นเชื่อมั่นในคำพูดประโยคหนึ่งมาโดยตลอด —- การใช้การถอยเป็นการเดินหน้าคือวิธีการที่จนปัญญาของผู้อ่อนแอ
กู้ชิงกล่าวว่า “อาจารย์น่าจะคิดได้ว่าฟางจิ่งเทียนจะออกมาจากยอดเขาซ่อนเร้น ไม่อาจปล่อยให้ชิงซานเกิดความวุ่นวายภายในได้ ท่านถึงได้วางแผนเช่นนี้ขึ้นมา”
จัวหรูซุ่ยมองไปยังหินก้อนหนึ่งที่อยู่ในลำธาร คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ จากนั้นกล่าวว่า “เขาย้ายนักพรตกว่างหยวนไปทะเลตะวันตกล่วงหน้า เพื่อที่จะได้ไม่เกิดเรื่อง?”
กู้ชิงกล่าวเสียงค่อยว่า “แต่แน่นอน อาจารย์เองก็คิดว่าการเป็นเจ้าสำนักมันวุ่นวายเช่นกัน ก็เลยหลบออกมาอยู่อย่างเงียบๆ นอกสำนัก”
จัวหรูซุ่ยตบไหล่ของเขาอย่างเห็นใจ กล่าวว่า “ได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้ ในที่สุดข้าก็เชื่อแล้วว่าเขาคือปรมาจารย์อาจิ่งหยาง”
“ไป๋เริ่นที่ท่านว่ามาเมื่อกี้ คือบรรพจารย์ของสำนักจงโจวผู้นั้นหรือ?”
หลิ่วสือซุ่ยเดินไปข้างกายเจ้าล่าเยวี่ย มองนางพลางกล่าวถามอย่างจริงจัง
จัวหรูซุ่ย กู้ชิงและหยวนฉวี่เองก็สนใจว่าทำไมนักพรตจิ่งหยางถึงบรรลุกลายเป็นเซียนล้มเหลวเช่นกัน เพียงแต่พวกเขาคิดว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นความลับ เจ้าล่าเยวี่ยไม่สะดวกพูดอะไร พวกเขาจึงอดทนไม่ยอมถาม
หลิ่วสือซุ่ยทนไม่ไหว
เจ้าล่าเยวี่ยจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่จิ่งหยางบรรลุกลายเป็นเซียนออกมาคร่าวๆ
ริมธารเงียบไปอีกครั้ง
เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ของชิงซานยิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่มหาศาล
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ อย่างนั้นสุดท้ายสำนักชิงซานกับสำนักจงโจวก็จะมีสงครามระหว่างกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถหลีกหนีได้
เจ้าล่าเยวี่ยขึ้นเดินออกไปจากริมธาร กล่าวว่า “รีบบำเพ็ญเพียร”
จัวหรูซุ่ยมองดูแผ่นหลังของนางพลางตะโกนว่า “อย่างนั้นก็ต้องเชิญปรมาจารย์อาบำเพ็ญเพียรก่อน...”
เจ้าล่าเยวี่ยโบกมือ ไม่ได้สนใจเขา เดินขึ้นไปยังต้นลำธาร
ภายในลำธารมีดอกไห่ถังลอยมาอยู่ตลอดเวลา เช่นนั้นต้นลำธารก็จะต้องมีต้นไห่ถังอยู่อย่างแน่นอน
นางเดินไปถึงใต้ต้นไห่ถังต้นนั้น มองดูผู้หญิงชุดขาวที่อยู่ใต้ต้นไม้ผู้นั้นพลางกล่าวว่า “หากเจ้าอยากเข้าไป ข้าจะให้กู้ชิงคลายข่ายพลัง”
ไป๋เจ่ามองดูเรือนที่ถูกหมอกปกคลุมอยู่ทางด้านล่างภูเขาหลังนั้น กล่าวว่า “ข้าอยากจะคุยกับเขาสองสามประโยค แต่ฝากเจ้าไปบอกเขาก็ได้”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ก็ดี”
“ที่ข้าอยากจะบอกก็คือ…วันนี้ท่านอาจจะค่อนข้างเหนื่อยใจ แต่ข้ากลับค่อนข้างชอบ เพราะท่านอาจจะมิใช่จิ่งหยาง”
ไป๋เจ่านิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวเสียงเบาๆ ว่า “หากท่านเป็นปีศาจกระบี่จริงๆ แล้วถูกขับออกจากสำนัก อย่างนั้นข้าก็ยิ่งชอบ”
คำพูดสองประโยคนี้ไม่มีหัวไม่มีท้าย ฟังแล้วค่อนข้างงุนงง แต่เจ้าล่าเยวี่ยกลับเข้าใจความหมายของนาง
……………………………………………………………….