มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 63 วันแรกที่ออกมาจากชิงซาน (2)
ถ้าหากจิ๋งจิ่วคือนักพรตจิ่งหยางกลับมาเกิดใหม่จริงๆ ไป๋เจ่าย่อมต้องตัดใจ เพราะนางไม่มีหนทางที่เข้าใกล้ได้
แต่ถ้าหากจิ๋งจิ่วคือปีศาจกระบี่ที่ถูกขับออกมาจากชิงซาน หญิงสาวที่มีใจแห่งเต๋ามั่นคงผู้นี่ก็จะเข้าใกล้เขาอย่างไม่ลังเล
เหมือนอย่างหลิ่วสือซุ่ย นางไม่สนใจว่าเขาเป็นใคร สิ่งที่น่าสนใจก็คือเขาเป็นใครสำหรับตัวเอง
เมื่อกล่าวจบสองประโยคนี้ ไป๋เจ่าก็ดึงสายตากลับ มองมาทางเจ้าล่าเยวี่ยแล้วกล่าวว่า “ตอนนั้นที่อยู่บนยอดเขาเสินม่อ เจ้าพูดกับข้าเรื่องการร่วมทาง ตอนนั้นข้าไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเจ้า แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว ข้าอิจฉาเจ้าจริงๆ แล้วก็รู้สึกนับถือเจ้าด้วย”
นางคือเจ้าสำนักในอนาคตของสำนักจงโจว เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนักพรตไป๋ เป็นลูกหลานของบรรพจารย์ไป๋เริ่น ต่อให้อยากจะร่วมทางกับจิ๋งจิ่วแค่เพียงระยะเวลาหนึ่งก็ไม่มีทางที่จะทำได้
เจ้าล่าเยวี่ยเห็นใจนาง ครุ่นคิดอยู่ครู่ ก่อนจะยื่นมือขวาออกไปลูบศีรษะของนาง
นี่มิใช่การลูบอาต้า แล้วนางก็ไม่ใช่จิ๋งจิ่ว ดังนั้นความเคลื่อนไหวจึงดูค่อนข้างเก้ๆ กังๆ
ไป๋เจ่างุนงง จากนั้นจึงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “อีกสองสามปีข้าคอยมาเยี่ยมพวกเจ้าใหม่”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “เจ้าเองก็รักษาตัวด้วย”
……
……
เรือนพักทั้งหลังล้วนแต่อยู่ภายใต้การป้องกันของข่ายพลัง ข่ายพลังที่กู้ชิงวางขึ้นมาสามารถบังลมกันฝน สามารถตัดขาดการมองเห็นและไอพลัง สามารถทำให้อากาศเหมือนในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ไม่ร่วงโรย แต่มันกลับไม่สามารถหยุดกลีบดอกไห่ถังที่ไหลเข้ามาตามสายน้ำ วนอยู่ภายในเรือนสิบกว่าโค้ง ก่อนจะไหลออกไปข้างนอกได้
ตรงโค้งที่เจ็ดมีระเบียงทางเดินที่หักยื่นออกไปอยู่เส้นหนึ่ง มุมของชายคายื่นออกไปตรงผิวน้ำ ที่นี่สามารถใช้ฟังเสียงฝน ฟังเสียงน้ำ ชมดอกไม้และงีบหลับได้
จิ๋งจิ่วนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ภายในมือคีบเม็ดทรายเอาไว้ กำลังครุ่นคิดว่าควรจะวางเอาไว้ตรงไหนของจานกระเบื้องดี
เขาไม่ได้เล่นเกมนี้มานานหลายปีแล้ว แสดงให้เห็นว่าในเวลานี้เขามีเวลาว่างอย่างที่ยากจะหาได้ แต่แน่นอนว่าเป็นเพราะในเวลานี้เขาค่อนข้างเหนื่อยล้าแล้วด้วยเช่นกัน
มือถือลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง ต่อยอาจารย์อาไท่หลูจนตาย นี่ทำให้เขาค่อนข้างเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยใจจริงๆ ก็คือการที่ต้องรับมือกับคนจำนวนมากขนาดนี้ โดยเฉพาะนักพรตไท่ผิงที่เป็นคนเขียนจดหมาย
“ไป๋เจ่ามา” เจ้าล่าเยวี่ยเดินมาตรงหน้าเขาพลางกล่าว
จิ๋วจิ่วไม่ได้เงยหน้า ส่งเสียงอืมเพื่อบอกว่าตนเองรู้แล้ว
“ตอนนั้นที่นางมาพูดเรื่องแต่งงานที่ชิงซาน ข้ารู้สึกสงสารนางอย่างมาก ก็เลยอยากจะลูบศีรษะของนางเสียหน่อย แต่ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม ก็เลยเพียงแค่ตบบ่านางไป”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “วันนี้นางดีใจอย่างมาก แต่ข้ารู้สึกว่านางยิ่งน่าสงสาร ก็เลยทนไม่ไหว สุดท้ายก็ลูบไปเล็กน้อย”
จิ๋งจิ่วเงยหน้าขึ้นมามองนาง กล่าวถามว่า “กี่ครั้ง?”
เจ้าล่าเยวี่ยครุ่นคิด ก่อนกล่าวว่า “สามครั้ง”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “อย่าเอาอย่างข้า จะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายได้”
เจ้าล่าเยวี่ยรู้ว่าเขาอารมณ์ไม่ดี ถึงแม้จะเป็นการทำไปตามสถานการณ์ แต่สุดท้ายมันก็คือการถูกขับออกมาจากชิงซานอยู่ดี ใครบ้างที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย?
“ข้าค่อนข้างเหนื่อยแล้วจริงๆ ตั้งแต่ตอนอยู่ที่ทะเลตะวันตก การตัดสินใจของหลิ่วฉือทำให้ข้าผิดหวังอย่างมาก”
จิ๋งจิ่วรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ จึงกล่าวว่า “หลายปีมานี้ หยวนฉีจิงไม่ได้เอาข่ายพลังชิงซานมาให้ข้า มันก็เป็นเพราะเหตุนี้”
ความเหนื่อยล้าคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทุกอย่าง หรือพูดอีกอย่างก็คือทำให้เขาเริ่มครุ่นคิดว่าจะรับมืออย่างไร
ศิษย์พี่กางปีกได้สำเร็จ เช่นนั้นก็ย่อมไม่อยากให้เขาอยู่ที่ชิงซานต่อไปอีก เขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายออกมา ก็เพื่อทำให้ชิงซานไม่แตกแยก แต่การสังหารอาจารย์อาไท่หลูกลับเป็นปัญหาร้ายแรงที่แอบซ่อนอยู่ภายใน อีกทั้งฟางจิ่งเทียนทะลวงสวรรค์ได้สำเร็จแล้ว ตอนนี้สำนักชิงซานยิ่งปลอดภัยกว่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด ยิ่งมีความมั่นใจในการเผชิญหน้ากับความกดดันจากสำนักจงโจว
ส่วนตัวเขา
ออกมาก็ออกมาสิ
มีที่ไหนที่ไม่มีคนของชิงซาน?
เจ้าล่าเยวี่ยไม่ได้พูดอะไรอีก นั่งลงตรงปลายของเก้าอี้ไม้ไผ่เป็นเพื่อนเขาอย่างเงียบๆ
……
……
เพราะหนานว่างเป็นเหตุ ชีวิตอันเงียบสงบของจิ๋งจิ่วยังไม่ทันได้เริ่มต้นขึ้นก็ต้องกลายเป็นความลับที่คนทั่วทั้งโลกต่างรับรู้แล้ว
นี่คือวันแรกที่เขาออกมาจากชิงซาน แต่เรือนที่อยู่ด้านนอกเมืองอวิ๋นจี๋แห่งนี้กลับมีแขกมาเยือนมากมาย ช่างน่าขันยิ่งนัก
หลังจากหนานว่างก็เป็นหลิ่วสือซุ่ย จากนั้นก็เป็นไป๋เจ่า แล้วก็เป็นเซ่อเซ่อ เชวี่ยเหนียงและเจินเถาจากสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยที่มาเยือนพร้อมกัน
พวกนางต่างก็เป็นตัวแทนที่มาแสดงท่าทีของสำนักตัวเอง
ก็เหมือนอย่างจัวหรูซุ่ยที่ในแง่หนึ่งแล้วก็ถือเป็นตัวแทนของยอดเขาเทียนกวงและยอดเขาเหลี่ยงว่างเช่นกัน
ทุกคนต่างพูดกันว่าจิ๋งจิ่วคือปีศาจกระบี่ เเต่ถ้าเกิดเขาเป็นนักพรตจิ่งหยางขึ้นมาจริงๆ ล่ะ อย่างนั้นจะทำอย่างไร?
ดังนั้นคนที่มาจากสำนักเสวียนหลิง สำนักจิ้งจงและสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยจึงล้วนแต่เป็นศิษย์รุ่นหลัง ยิ่งไปกว่านั้นต่างก็เป็นหญิงสาวที่รู้จักกับจิ๋งจิ่ว คนระดับเจ้าสำนักไม่มีทางที่จะปรากฏตัวขึ้นอย่างแน่นอน
เซ่อเซ่อ เชวี่ยเหนียงและเจินเถาถูกกู้ชิงเชิญไปยังใต้ระเบียงทางเดิน พวกนางมองดูจิ๋งจิ่วที่อยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ภายในใจเกิดความรู้สึกแปลกหน้าและความหวาดกลัวอย่างรุนแรง ก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไร
กระทั่งเซ่อเซ่อก็ไม่ได้มีท่าทางได้ใจของเด็กน้อยแม้แต่น้อย หากแต่ยืนนิ่งๆ เหมือนปลาที่เหอจานหมายตาเอาไว้
นักพรตจิ่งหยาง….ก็คือนักพรตจิ่งหยาง
ไม่จำเป็นต้องมีคำนำหน้าหรือคำนิยามใดๆ ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายใดๆ เพียงแค่ชื่อนี้ชื่อเดียวก็พอแล้ว
นี่ไม่ใช่คนที่ทำตัวออดอ้อนเหมือนเด็กหรือใช้ลูกไม้มารยาแล้วจะเข้าใกล้ได้
“บอกอาจารย์ของพวกเจ้าว่าข้ารู้แล้ว กลับไปเถอะ”
จากนั้นจิ๋งจิ่วมองเชวี่ยเหนียง อยากจะพูดอะไรบางอย่าง
พวกกู้ชิงรู้ว่าเชวี่ยเหนียงคือนักเรียนที่เขารับเอาไว้ที่สำนักจิ้งจง ในใจคิดว่าหรือจะให้นางอยู่ที่นี่ต่อ?
พวกเขาไหนเลยจะรู้ว่าจิ๋งจิ่วกำลังคิดถึงว่าถงเหยียนยังอยู่ในยอดเขาซ่อนเร้น
……
……
เมื่อถูกหนานว่างก่อความวุ่นวาย ชีวิตอันสงบสุขย่อมต้องกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้
ไม่รู้ว่ามีสำนักมากน้อยเท่าไรที่ทิ้งลูกศิษย์เอาไว้ที่เมืองอวิ๋นจี่เพื่อคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวภายในหมอกเแห่งนั้น กระทั่งพวกเขามองเห็นพวกเซ่อเซ่อสามคนเดินเข้าไปในหมอกแห่งนั้น อีกทั้งสำนักชิงซานก็ไม่ได้มีท่าทีขัดขวางใดๆ พวกเขาจึงเกิดความคิดมากมายขึ้นมาทันที
หลังจากทำการปรึกษากันแล้ว ต้าเจ๋อ สำนักฌานเป่าทงและสำนักอื่นๆ อีกสิบกว่าสำนักก็ส่งลูกศิษย์รุ่นเยาว์เข้าไปคารวะเช่นเดียวกัน
จิ๋งจิ่วไม่มีทางที่จะพบทุกคน ย่อมต้องเป็นกู้ชิงที่เป็นคนต้อนรับ
เขาตอบรับแต่ละคนอย่างคล่องแคล่ว บอกว่าตนเองเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย เดี๋ยวตนเองจะต้องแจ้งให้อาจารย์ทราบอย่างแน่นอน จากนั้นก็ส่งพวกเขาออกไป คล้ายกับพนักงานต้อนรับหรือพ่อบ้านเป็นยิ่งนัก
หลังผ่านไปหลายวัน กู้ชิงนึกว่าคงจะไม่มีใครมาแล้ว แต่ใครจะไปคิดบ้างว่าผู้บำเพ็ญพรตที่มายังเมืองอวิ๋นจี่กลับมีจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ภายในเมืองที่มีไอหมอกปกคลุม ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยนักบวชที่สวมหมวกลี่เม่า ผู้บำเพ็ญพรตไร้สำนักที่มีสีหน้าหยิ่งทะนง ผู้อาวุโสของสำนักเล็กๆ แล้วก็ยังมีคนที่ไม่รู้ว่าเป็นคนของฝ่ายธรรมะหรือว่าอธรรม จำนวนของผู้ที่มาเยือนมีมากกว่าคนธรรมดาเสียอีก ชาวบ้านภายในเมืองต่างรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ต่างพากันปิดประตูหน้าต่าง ไม่กล้าออกมา
เรือนที่ถูกหมอกหนาปกคลุมแห่งนั้น คนธรรมดาไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้ ผู้บำเพ็ญพรตเองก็ไม่สามารถเข้าไปได้ กระทั่งทิวทัศน์ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่จ้างก็ยังไม่สามารถมองทะลุเข้าไปได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงคุกเข่าอยู่ด้านนอกหมอก บ้างก็นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านนอกหมอก รอคอยให้คนในหมอกเรียกเข้าไปพบอย่างตื่นเต้น
แล้วก็ยังมีผู้บำเพ็ญพรตบางคนที่บอกว่าตนเองมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา ชูสองมือขึ้นมา ตะโกนไปทางหมอกหนาทึบแห่งนั้นไม่หยุด
“ข้าคืออัจฉริยะแห่งเกาหยาง หากนักพรตยอมให้ข้าเข้าพบ บางทีข้าอาจจะมองเห็นความจริงของวิถีกระบี่ได้อีกครั้งก็เป็นได้!”
“หากท่านนักพรตยอมรับข้าเป็นศิษย์ ข้าจะต้องทำให้วิถีกระบี่ของชิงซานยิ่งใหญ่เกรียงไกรได้อย่างแน่นอน!”
“นักพรตจิ่งหยาง หากท่านร้ายกาจอย่างที่เล่าลือกันจริงๆ ทำไมถึงไม่สังหารข้าให้ตายในฝ่ามือเดียวล่ะ!”
……………………………………………………………….