มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 64 บนเหลาสุรา (1)
วันเวลาค่อยๆ เข้าสู่ช่วงปลายฤดูหนาว ไอหมอกค่อยๆ จับตัวหนา บางครั้งมีหิมะตกลงมา ผู้คนมาเยือนไม่ขาดสาย
ผู้บำเพ็ญพรตที่เดินทางมายังเมืองอวิ๋นจี๋มีจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาบ้างก็คุกเข่าอยู่ด้านนอกหมอก โขกศีรษะไม่หยุด ด้วยคิดอยากจะกราบนักพรตจิ๋งหยางเป็นอาจารย์ บางคนก็ยืนอยู่ห่างออกไป ทอดตามองมายังหมอกแห่งนี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย บางครั้งภายใต้ดวงตาก็มีแววตาที่ละโมบโลภมากปรากฏขึ้นมา บางคนก็วิ่งเข้าไปในหมอกแห่งนั้น แหกปากร้องไห้ตะโกนว่าจะกำจัดปีศาจกระบี่ตัวนั้น ล้างแค้นให้แก่นักพรตจิ่งหยาง แต่กลับไม่มีใครที่จะกล้าวิ่งเข้าไปในเรือนแห่งนั้นจริงๆ ฉากละครที่บ้างก็ดูเหลวไหล บ้างก็ดูน่าขันปรากฏขึ้นด้านนอกเมืองอวิ๋นจี่ไม่หยุดหย่อน แต่ละวันล้วนแต่ไม่ซ้ำกัน
ทว่าสำนักชิงซานเคล้ายว่าไม่รู้เรื่อง หรือว่าไม่ได้สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองอวิ๋นจี่เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้นก็มั่นใจในท่าทีของสำนักชิงซาน จึงมิได้รู้สึกวิตกกังวลอีก พวกเขาเดินกันอย่างสบายอยู่ภายในเมืองอวิ๋นจี๋ ดูค่อนข้างวุ่นวาย บางครั้งก็ไปรบกวนการใช้ชีวิตของชาวบ้านธรรมดาภายในเมือง สถานการณ์แบบนี้ดำเนินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งถึงได้ดีขึ้น
คนบ้าจากสำนักเทียนฉิงผู้หนึ่งบอกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา เป็นอนาคตของฝ่ายธรรมะ มักจะคอยตะโกนคำพูดที่ฟังไม่เข้าหูอยู่ด้านนอกหมอก อย่างเช่นปีศาจกระบี่ อย่างเช่นฟ้าผ่าให้ตาย ภายในหมอกที่หนาทึบยังคงนิ่งเงียบ มิได้สนใจเขา เขาจึงยิ่งกำเริบเสิบสาน ถึงขนาดบุกเข้าไปในเหลาสุราแห่งหนึ่งภายในเมืองอวิ๋นจี๋
ภายในเหลาสุรา หลังจากคนบ้าผู้นั้นดื่มสุราไปหลายไห เขาก็ยิ่งทำเรื่องบางเรื่องที่ยิ่งหนักข้อขึ้น
ในเวลานี้เอง เมฆครึ้มบนท้องฟ้าปั่นป่วน ไอหมอกบนถนนพลันสลายไป สายฟ้าสีแดงสายหนึ่งร่วงตกลงมาจากท้องฟ้า!
สายฟ้าสีแดงสายนั้นพุ่งทะลุผ่านหลังคาของเหลาสุรา ตกลงมาบนตัวของคนบ้าจากสำนักเทียนฉิงผู้นั้นอย่างแม่นยำ
คนบ้าจากสำนักเทียนชิงผู้นั้นไม่ทันได้ตอบโต้อะไรก็ถูกสายฟ้าสีแดงสายนั้นฟาดใส่จดกลายเป็นก้อนเนื้อแหลกเหลว!
—–พูดให้ถูกก็คือไม่ได้เป็นแหลกเหลวขนาดนั้น เขาเพียงแต่ถูกผ่าจนกลายเป็นก้อนเนื้อที่ไหม้เกรียมสิบกว่าชิ้น
รอยตัดของก้อนเนื้อเหล่านั้นราบเรียบเป็นอย่างมาก ไม่มีเลือดไหลซึมออกมาแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเป็นรอยตัดที่เกิดขึ้นจากกระบี่บิน
ในโลกแห่งการบำเพ็ญพรต กระบี่บินสีแดงเล่มนี้มีชื่อเสียงอย่างมาก
แม้นมอดม้วยเก้าคราไม่เสียใจ มีนามว่ามิคำนึง
นั่นคือกระบี่ที่นักพรตจิ่งหยางพกติดตัวเมื่อในอดีต ตอนนี้เป็นของเจ้าแห่งยอดเขาเสินม่อเจ้าล่าเยวี่ย
คนบ้าแห่งสำนักเทียนฉิงผู้นั้นย่อมต้องเงียบเสียงไป ผู้บำเพ็ญพรตึนอื่นๆ ภายในเมืองอวิ๋นจี๋เองก็เงียบเสียงไป คนที่บอกว่าตัวเองไม่ธรรมดาต่างปิดปากเงียบ คนที่โขกศีรษะยิ่งโขกอย่างจริงใจ โดยเฉพาะผู้บำเพ็ญพรตที่ตะโกนว่าจะสังหารปีศาจกระบี่ตนนั้นต่างทยอยกันหนีออกไปจากเมือง
เมืองอวิ๋นจี๋กลับคืนสู่ความสงบ เหล่าชาวบ้านทยอยออกมาใช้ชีวิตกันตามปกติ แผงที่ขายขนมนึ่งและซาลาเปากลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง อีกทั้งยังกล้าพูดคุยกับผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้นมากขึ้นกว่าเดิม
เหลาสุราแห่งนั้นเองก็กลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง กลิ่นหอมของหม้อไฟลอยตามลมออกไปไกล ดึงดูดผู้บำเพ็ญพรตจำนวนมากที่ไม่มีอะไรทำให้เดินทางมา แต่ห้องส่วนตัวที่อยู่ติดถนนห้องนั้นกลับไม่เคยเปิดให้ใครใช้มาก่อน ไม่ว่าผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้นจะให้ราคาสูงแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ส่วนเรื่องการจะข่มขู่ให้หวาดกลัวนั้น….ยังไม่มีใครกล้าลืม คนบ้าของสำนักเทียนฉิงที่ถูกสายฟ้าสีแดงผ่าใส่จนกลายเป็นก้อนเนื้อเละๆ ผู้นั้นตายอยู่ภายในเหลาสุราแห่งนี้
“ทำไมถึงไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องกระบี่เล่มนั้นมาก่อน? หรือว่ากระบี่เล่มแรกของชิงซานจะไม่ใช่กระบี่แบกสวรรค์
“ตอนที่เกิดสงครามที่ทะเลตะวันตก หลายๆ คนถึงได้รู้ว่าแบกสวรรค์นั้นมิใช่กระบี่ หากแต่เป็นปลอกกระบี่ ว่ากันว่ามันเอาไว้ใช้ใส่กระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งเล่มนั้น”
“กระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่งคือวัตถุวิเศษชั้นสวรรค์จริงๆ หรือ?”
“ก็ต้องจริงสิ หากมิใช่ดวงจิตของวัตถุวิเศษชั้นสวรรค์ แล้วจะชิงเอาดวงจิตของนักพรตจิ่งหยาง จากนั้นกลายเป็นคนได้อย่างไร?”
“สหายท่านนี้กล่าวอะไรระวังหน่อย มิใช่กระบี่สรรมสิ่งรวมเป็นหนึ่งชิงเอาดวงจิตของนักพรตจิ่งหยางไป หากแต่เป็นท่านนักพรตที่ใช้อิทธิฤทธิ์ยืมกระบี่กลับเกิดใหม่”
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่ในเหลาสุรา มีบางคนที่มาตั้งแต่แรกแล้ว แล้วก็มีบางคนที่เพิ่งจะมาเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ สุดท้ายการพูดคุยกันก็กลายเป็นการถกเถียงกัน จนกระทั่งจ้องมองกันด้วยสายตาโกรธแค้น เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด
ตอนนี้โลกแห่งการบำเพ็ญพรตส่วนใหญ่มั่นใจว่าจิ๋งจิ่วคือปีศาจกระบี่ตัวนั้น เพราะมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องอยู่มากมาย ยิ่งไปกว่านั้นจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ยอมเอากระบี่แบกสวรรค์ออกมาพิสูจน์ แต่ผู้บำเพ็ญพรตที่เดินทางมายังเมืองอวิ๋นจี่เหล่านี้ ส่วนใหญ่กลับเชื่อว่าคนที่อยู่ภายในหมอกคือนักพรตจิ่งหยางที่กลับมาเกิดใหม่ หรือพูดอีกอย่างก็คือนี่คือความปรารถนาของพวกเขา
นักพรตไท่ผิงเคยให้อาเพียวกล่าวประโยคนั้น — เจ้าคือใครนั้นมิใช่ความจริงที่ทุกคนจะรู้ได้โดยไม่ต้องพูด
แต่ถ้าจะบอกว่าใครคือผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของโลกแห่งการบำเพ็ญพรต นี่คือความจริงที่ไม่จำเป็นต้องมานั่งถกเถียงกัน
นักพรตจิ่งหยางคืออันดับหนึ่งในช่วงเวลาพันปีที่ผ่านมาของแผ่นดินเฉาเทียน
ต่อให้สุดท้ายเขาอาจจะโบยบินกลายเป็นเซียนล้มเหลว แต่เขายังคงเป็นคนที่อยู่ในจุดสูงสุดในช่วงเวลาพันปีที่ผ่านมาอยู่ดี
นี่คือความจริงที่โลกแห่งการบำเพ็ญพรตเห็นพ้องต้องกันในช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา
ในอดีตถ้ำปลอมของนักพรตจิ่งหยางยังเคยดึงดูดผู้บำเพ็ญพรตจำนวนมากให้เสี่ยงอันตรายเดินทางไปสำรวจ แล้วตอนนี้ผู้ที่อยู่ในหมอกอาจจะเป็นนักพรตจิ่งหยางตัวจริง เช่นนั้นจะมีใครบ้างที่ไม่อยากดู? ต่อให้ไม่มีวาสนาได้พบเจอ แต่การที่ได้มองดูหมอกแห่งนี้ อาจจะถูกคนที่อยู่ในหมอกมองเห็น ได้อยู่ใกล้กันขนาดนี้ ได้ซึมซับพลังวิญญาณในที่เดียวกัน นั่นก็ถือเป็นบุญวาสนามากแล้ว
ไม่มีอะไรที่จะมาหยุดความปรารถนาที่ผู้บำเพ็ญพรตมีต่อธรรมวิถีได้
นักพรตจิ่งหยางก็คือมหามรรคาที่จะนำไปสู่ธรรมวิถี
“สหายทุกท่านนั่งกันไปก่อน ข้ากลับเรือนจิ่งหยวนก่อนล่ะ”
สมณะรูปหนึ่งจากสำนักเต๋าตงอี้วางตะเกียบในมือลง ก่อนจะพนมมือสิบนิ้วคารวะผู้บำเพ้ญพรตที่อยู่รอบๆ จากนั้นเดินออกไป
งานฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานก็จบลงไปนานแล้ว สำนักชิงซานมิได้สนใจผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่ในเมืองอวิ๋นจี๋เหล่านี้เลย ภายในหมอกเองก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่เหล่าผู้บำเพ็ญพรตกลับไม่มีทีท่าว่าจะจากไป สมณะจากสำนักเต๋าตงอี้ผู้นี้นอกจากตอนที่กินข้าวแล้ว เวลาส่วนใหญ่ก็จะรออยู่ที่ด้านนอกหมอกแห่งนั้น ไม่มีทีท่าหงุดหงิดแม้แต่นิดเดียว
ผู้บำเพ็ญพรตเหมือนอย่างเขายังมีอีกมาก พวกเขาล้วนแต่คิดว่านักพรตจิ่งหยางน่าจะกำลังทดสอบความุ่งมั่นของตัวเองอยู่
ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนบัณฑิตผู้หนึ่งมองดูแผ่นหลังของสมณะที่เดินออกไปนอกเมืองรูปนี้พลางกล่าวเยาะเย้ยขึ้นมาเล็กน้อยว่า “ทุกวันมากินเนื้อดื่มสุรา…ได้ยินว่าพวกเขาแต่งงานได้ด้วย ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหล่าไต้ซือของวัดกั่วเฉิงทนพวกพระนอกรีตเหล่านี้ได้อย่างไร ทำไมถึงไม่รีบไล่พวกเขาออกไปจากนิกายฌาน”
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่เหลือเพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้ตอบรับอะไร มีบางคนที่ลุกขึ้นยืนแล้วเดิมตามสมณะรูปนั้นไป
บัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้นงุนงงเล็กน้อย บนใบหน้ามีรอยยิ้มเยาะเย้ยตัวเองปรากฏขึ้นมา พลางกล่าวว่า “ช่างเถอะๆ เมื่อมีใจมุ่งมั่น ความปรารถนาก็จะเป็นจริง ข้าเองก็รออีกร้อยวันค่อยว่ากันแล้วกัน”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็วางใบไม้ทองคำเอาไว้ใบหนึ่ง จากนั้นก้าวอาดๆ ออกไปจากเหลาสุรา
ผู้บำเพ็ญพรตที่เหลือต่างสบตากันแล้วยิ้มขึ้นมา จากนั้นต่างคนต่างวางใบไม้ทองคำเอาไว้พลางกล่าวว่าไปด้วยๆ แล้วก็พากันเดินออกไป
เจ้าของเหลาสุราเดินออกมาจากด้านหลัง เก็บใบไม้ทองคำที่อยู่บนโต๊ะเหล่านั้นขึ้นมาใส่ไปในกระเป๋าทีละใบๆ จากนั้นถือกาน้ำแกงไปเติมน้ำแกงขาวให้กับแขกโต๊ะสุดท้าย คุยเล่นด้วยเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านหลัง สีหน้าดูสุขุมเยือกเย็น เหมือนไม่ได้รู้เลยว่าเงินที่เขาเก็บได้ในวันนี้เทียบเท่ากับรายได้ทั้งปีของเหลาสุราใหญ่ๆ ในเมืองเจาเกอแล้ว
“เจ้าของร้านผู้นี้เป็นคนธรรมดา แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ธรรมดา ดูเหมือนเหลาสุราแห่งนี้เองก็ไม่ใช่สถานที่ธรรมดาเช่นกัน”
แขกโต๊ะสุดท้ายคือศิษย์และอาจารย์คู่หนึ่ง คนที่ดูมีอายุ ใบหน้าดูสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นคือผู้อาวุโสโจวอวิ๋นมู่แห่งสำนักเสวียนเทียน ส่วนคนที่อายุน้อยก็คือหลูจินที่เป็นเจ้าสำนักเสวียนเทียนคนปัจจุบัน
………………………………………………………….