มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 82 คนในหน้าต่าง
ถงเหยียนกล่าวว่า “นั่นคือราชองครักษ์แห่งวังหลวงจินหมิงเฉิง”
เชวี่ยเหนียงกล่าวต่อว่า “ข้าถูกเขาจับตัวเอาไว้ จากนั้นถูกส่งมาที่นี่…เออใช่ แล้วที่นี่คือที่ไหน? เหตุใดพวกท่านถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
เจ้าล่าเยวี่ยและกู้ชิงสบตากัน รู้ว่าทุกคนเดาถูกแล้ว
ถงเหยียนมองเชวี่ยเหนียงพลางกล่าวถามว่า “เจ้าลองว่ามาก่อนว่าตอนนี้สถานการณ์ในเมืองเจาเกอเป็นอย่างไรบ้าง?”
เชวี่ยเหนียงสงบสติอารมณ์ลง รู้ว่าเรื่องราวมีความแปลกประหลาด จึงกล่าวว่า “ดูเหมือนเงียบสงบ แต่กลับมีความวุ่นวายก่อตัวอย่างเงียบๆ คล้ายกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่”
ถงเหยียนมองไปทางเจ้าล่าเยวี่ยแล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนเจ้าจะคาดการณ์เอาไว้ไม่ผิด ฝ่าบาททรงกำลังจะสวรรคตแล้วจริงๆ”
เจ้าล่าเยวี่ยนิ่งเงียบไปครู่ กล่าวถามว่า “สำนักจงโจวจะส่งใครไป?”
ที่นางถามย่อมมิใช่นักพรตถานและนักพรตไป๋หรือว่าผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงอย่างเยวี่ยเฉียนเหมินเหล่านั้น หากแต่เป็นยอดฝีมือที่แอบซ่อนตัวอยู่ในเขาด้านหลังของเขาอวิ๋นเมิ่ง
“คนแก่เหล่านั้นน่าจะไม่ลงมือ”
สายตาของถงเหยียนเหลือบมองลงเล็กน้อย จากนั้นครู่หนึ่งกล่าวว่า “แต่มีคนที่ดุร้ายอยู่คนหนึ่งที่ชื่อโค่วชิงถง ตอนนี้ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ไปปรากฏตัวอยู่ในเมืองเจาเกอ”
หยวนฉวี่กล่าวว่า “ต่อให้สำนักจงโจวจะไปชิงราชบัลลังก์ แต่ทำไมอาจารย์อาเจ้าสำนักถึงต้องระมัดระวังขนาดนี้ ถึงขนาดต้องเอาพวกเรามาขังไว้ที่นี่?”
ถงเหยียนกล่าวว่า “เพราะเขารู้ดีว่าครั้งนี้สำนักจงโจวจะไม่ใช้กลอุบายใดๆ หากแต่จะเปิดศึกกับชิงซานซึ่งๆ หน้า สถานการณ์อันตรายเป็นอย่างมาก”
หยวนฉวี่รู้สึกยอมรับไม่ได้ กล่าวว่า “หรือสำนักชิงซานของข้าสู้สำนักจงโจวไม่ได้? เจ้าอยู่ฝั่งไหนกันแน่?”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ ข้าคงจะคิดว่าสำนักชิงซานจะต้องแพ้อย่างแน่นอน”
ภายในถ้ำยิ่งเงียบสงัด เพราะทุกคนรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง
หากสำนักชิงซานกับสำนักจงโจวเปิดศึกกันซึ่งๆ หน้าจริงๆ กำลังรบที่อยู่ในจุดสูงสุดของชิงซานนั้นมีไม่พอ
นักพรตหลิ่วฉือจากไปแล้ว จนกระทั่งถึงตอนนี้ยังไม่มีใครมาแทนที่เขาได้
แต่เห็นได้ชัดว่าคำพูดของถงเหยียนยังไม่จบ
“แต่ว่านักพรตไท่ผิงเหมือนจะยังไม่ตาย”
ถงเหยียนขยับตัวหมากบนกระดานหมากล้อมไปอยู่อีกด้านหนึ่ง กล่าวว่า “แล้วตอนนี้ยังรู้อีกว่าเขาคือนักพรตจิ่งหยาง แพ้ชนะจึงยากจะบอกได้”
เชวี่ยเหนียงเดินมาตรงหน้าเขา ยกหมากสีดำตัวหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะวางลงไปบนกระดาน ดูคล้ายมิได้คิดอะไร แต่กลับหนักแน่นเป็นอย่างมาก
……
……
ภายในพระราชวังเมืองเจาเกอ ผิงหย่งเจียกำลังเดินเล่นตามจิ๋งจิ่ว
น้อยครั้งนักที่เขาจะได้อยู่ใกล้ชิดกับอาจารย์ของตัวเองเป็นเวลานานขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อมองดูคราบน้ำตาที่อยู่บนชุดขาวของอาจารย์เหล่านั้น เขายิ่งรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก มักจะเดินด้วยท่าทางแบบเดียวกันกับจิ๋งจิ่วอยู่บ่อยครั้ง
พวกเขาเดินผ่านสวนไม้ดอกแห่งนั้น เดินผ่านสระน้ำสองสามแห่ง มาถึงตำหนักที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง จิ๋งจิ่วยกชายด้านหน้าของชุดขาวขึ้นมา ก่อนจะนั่งลงไปบนเก้าอี้
ผิงหย่งเจียมองเห็นสายตาที่จิ๋งจิ่วส่งมา ถึงได้กล้านั่งลงไปข้างเขา ดูคล้ายสบายๆ แต่กลับเคร่งขรึมจริงจังเป็นอย่างมาก
คนบนยอดเขาเสินม่อต่างเคารพจิ๋งจิ่ว แต่ถ้าพูดถึงความรู้สึกใกล้ชิดแล้ว นอกจากเจ้าล่าเยวี่ยแล้วก็คงเป็นผิงหย่งเจียที่มีความรู้สึกใกล้ชิดกับจิ๋งจิ่วมากที่สุด ถึงแม้เขาจะได้อยู่ใกล้ชิดกับจิ๋งจิ่วน้อยที่สุดก็ตาม
ในอดีตเขาเป็นแค่ศิษย์ธรรมดาในหอสี่เจี้ยนคนหนึ่งเท่านั้น หากมิเป็นเพราะถูกจิ๋งจิ่วเลือกเข้าไปยังยอดเขาเสินม่อ เขาก็คงจะไม่มีโชคชะตาที่ดีเหมือนอย่างในตอนนี้
เป็นเพราะเรื่องนี้ เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของจิ๋งจิ่วไปจนชั่วชีวิต
“งานชุมนุมเหมยฮุ่ยจบแล้ว นั่งสักพักแล้วกลับไปชิงซานเถอะ” จิ๋งจิ่วกล่าว
ไม่ง่ายเลยกว่าที่ผิงหย่งเจียจะหาอาจารย์ของตัวเองจนพบ เขาไหนเลยจะยอมจากไปง่ายๆ เช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นในเวลานี้เขาได้สติขึ้นมาแล้ว อาจารย์ซ่อนตัวอยู่ในวัง จะต้องเตรียมจัดการเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน ในเวลานี้คนที่เป็นศิษย์จะจากไปได้อย่างไร?
เมื่อได้ยินคำพูดของจิ๋งจิ่ว เขาก็ส่ายศีรษะจนดูคล้ายขาของจักจั่นเหมันต์
จิ๋งจิ่วมองดูเขา กล่าวว่า “พวกศิษย์พี่ของเจ้าไปกันหมดแล้ว เจ้าจะอยู่ที่นี่ทำไม?”
ผิงหย่งเจียกล่าวว่า “พวกศิษย์พี่ไม่มีทางไป จะต้องมีเหตุผลอย่างอื่นแน่นอน”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป”
การพูดเกลี้ยกล่อมเด็กเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่หลอกพวกเจ้าล่าเยวี่ยไปยังยอดเขาซ่อนเร้น
เขาคาดการณ์ได้หลายๆ เรื่อง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าผิงหย่งเจียจะตื่นขึ้นมาจากในยอดเขากระบี่ จากนั้นไปกินยาขวดนั้นที่ยอดเขาเสินม่อ แล้วก็ยังไปเข้าร่วมงานชุมนุมทดสอบกระบี่ จากนั้นก็มายังเมืองเจาเกอ
สรรพสิ่งในโลกล้วนแต่มีหลักเหตุผลของมันอยู่ ในเมื่อผิงหย่งเจียตื่นขึ้นมาและมาที่นี่แล้ว เช่นนั้นมันก็ย่อมต้องมีเหตุผลของการมา
ผิงหย่งเจียเห็นว่าอาจารย์ตกลงที่จะให้ตนเองอยู่ จึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก แต่คิดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นจะได้ยินอีกประโยคหนึ่ง
“อีกไม่กี่วันจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นหากข้าให้เจ้าหนี เจ้าก็หนีกลับชิงซานไป บอกสิ่งที่เจ้าเห็นกับถงเหยียน เรื่องหลังจากนั้นให้เขาเป็นคนจัดการ”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของจิ๋งจิ่ว ผิงหย่งเจียก็รู้สึกได้ถึงความกดดันและความไม่สบายใจอย่างรุนแรง
แต่เขายังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงเสียงหนึ่งก็ดังลอยมาจากทางด้านหลังตำหนัก
“แล้วข้าล่ะ? ท่านครู!”
สิ่งที่ลอยมาพร้อมกับเสียงนั้นยังมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่ง
เด็กผู้หญิงคนนั้นสวมชุดสีน้ำเงิน หน้าตาดูจิ้มลิ้มน่ารัก ผมสีดำที่อยู่ตรงหน้าผากดูเหมือนใบไม้ มัดเปียเล็กๆ เอาไว้เปียหนึ่ง ดูน่ารักเป็นอย่างยิ่ง หากมิได้สังเกตเห็นว่าเท้าของนางลอยห่างจากพื้นอยู่ประมาณหนึ่งฉื่ออยู่ตลอดเวลาล่ะก็
ผิงหย่งเจียตกใจ ชี้ไปที่เท้าของนาง กล่าวตะโกนเสียงสั่นเครือว่า “ผะ..ผะ…ผี!”
อาเพียวมองเขาอย่างดูถูก แต่ก็ไม่ได้สนใจเขา หากแต่ดึงแขนเสื้อของจิ๋งจิ่วแล้วกล่าวขอร้องอ้อนวอนว่า “ท่านครู ท่านไล่พวกศิษย์พี่ไปแล้ว ทำไมถึงยังให้ข้าอยู่ที่นี่ล่ะ ถึงตอนนั้นท่านก็ให้เขาพาข้าหนีไปด้วยได้หรือเปล่า? ข้ากลัว”
ผิงหย่งเจียเห็นว่าเด็กผู้หญิงคนนี้น่าจะไม่ใช่ผี อีกทั้งน่าจะมีความสัมพันธ์อะไรกับยอดเขาของตน จึงกล่าวถามอย่างระมัดระวังว่า “เจ้าเป็นใคร?”
เขาคือศิษย์น้องเล็กของยอดเขาเสินม่อ เป็นที่รักใคร่ของเหล่าศิษย์พี่ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่กู้ชิงกับหยวนฉวี่คอยดูแลเขาเลย เอาแค่เรื่องที่ครั้งนี้ได้มาเจอกับเชวี่ยเหนียงที่เขาฉีผาน เชวี่ยเหนียงก็ยังลูบศีรษะเขาอย่างรักใคร่เอ็นดู หากมีศิษย์น้องที่เล็กกว่าเขาเพิ่มมาอีกคน...
อาเพียวเชิดหน้าเล็กๆ กล่าวอย่างภูมิใจว่า “ข้าคืออาเพียว เป็นศิษย์คนสุดท้ายของท่านครู เจ้าล่ะเป็นใคร?” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เมื่อได้ยินคำว่าศิษย์คนสุดท้ายสี่พยางค์นี้ ผิงหย่งเจียก็ร้อนใจขึ้นมาทันที คิดในใจว่าได้อย่างไร? ข้าเพิ่งจะเป็นศิษย์คนสุดท้ายได้แค่ไม่กี่ปี ทำไมถึงได้มีมาเพิ่มอีกคน?
ไม่ทันรอให้เขาได้ถลาเข้าไปกอดข้าจิ๋งจิ่วเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม อาเพียวก็ชิงกล่าวออกมาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ข้าเป็นเด็กผู้หญิง เจ้าจะมาแย่งอะไรกับข้า?”
ผิงหย่งเจียงุนงง ในใจครุ่นคิดว่านั่นสิ ต่อไปตัวเองก็ยังเป็นอาจารย์อาเล็กของสำนักชิงซานอยู่ จะกลัวอะไร?
อาเพียวเห็นว่าจัดการเรื่องเขาได้แล้ว จึงพยายามเกลี้ยกล่อมจิ๋งจิ่วต่อ นางเชิดหน้าเล็กๆ ของนาง พลางกล่าวอย่างน่าสงสารว่า “ท่านครู ท่านปล่อยข้าไปเถอะ สภาวะข้าต่ำต้อย จะไปช่วยอะไรท่านได้”
จิ๋งจิ่วบุกน้ำลุยไฟไม่หวั่น ไหนเลยจะสนใจมารยาเช่นนี้ จึงกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าอยากจะเรียนรู้ศิลปะการเป็นฮ่องเต้จากข้า หลายวันนี้คือโอกาสที่ดีที่สุด”
……
……
อาเพียวรู้สึกเหมือนจะบ้าไปแล้วจริง
นางมองเห็นท่านครูหลอกพวกกู้ชิงกลับไปยังชิงซาน จากนั้นขังพวกเขาเอาไว้ในถ้ำ นางย่อมต้องคาดเดาได้ว่าหลังจากนี้จะต้องเกิดเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน
กระทั่งในตอนที่นางตามจิ๋งจิ่วมายังท้องพระโรงหลักในพระราชวัง ได้พบกับฮ่องเต้ของมนุษย์ที่เล่าลือกัน ความรู้สึกที่เหมือนจะเป็นบ้านี้ก็ยังไม่ลดน้อยลงไปแม้แต่นิดเดียว
ฮ่องเต้มองดูนาง พลางกล่าวถามจิ๋งจิ่วว่า “นี่คือจักรพรรดิหมิงที่ท่านเลือกให้โลกด้านล่างหรือ?”
จิ๋งจิ่วส่งเสียงอืม กล่าวว่า “พานางมาเรียนกับเจ้าหน่อย”
ฮ่องเต้ยิ้มอย่างน่าเกรงขาม กล่าวว่า “ข้าเป็นฮ่องเต้มาชั่วชีวิตนี้ อาศัยเพียงคำว่ามั่นคง มีอะไรน่าเรียน?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “มั่นคงนั้นไม่ง่าย”
ฮ่องเต้พระองค์ก่อนแกล้งสวรรคตแล้วไปบวชอยู่ในวัดกั่วเฉิง นักพรตไท่ผิงก่อความวุ่นวายมากมายขนาดนั้น สำนักจงโจวยืนมองอยู่เฉยๆ แต่ราชวงศ์ตระกูลจิ่งกลับบริหารบ้านเมืองได้อย่างมั่นคงมาเป็นเวลาสามร้อยปี โลกมนุษย์ไม่เจอกับภัยพิบัติจากสงคราม ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ล้วนแต่เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นความดีความชอบอันใหญ่หลวง
ฮ่องเต้เดินไปบนบันไดหินตรงหน้าท้องพระโรง มองไปยังลานหน้าท้องพระโรงที่คล้ายกว้างสุดลูกหูลูกตา จู่ๆ พลันกล่าวว่า “ในเมื่อมั่นคงมาได้นานขนาดนี้ ข้าก็หวังว่าหลังจากนี้จะมั่นคงต่อไปได้”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้ารับปากเจ้า เรื่องราวในครั้งนี้จะอยู่แค่ในเมืองเจาเกอ ดูแล้วนักพรตถานก็คงจะคิดเช่นนี้เหมือนกัน”
ฮ่องเต้ได้รับคำสัญญาจากเขา บนใบหน้าจึงมีรอยยิ้มเล็กๆ แห่งความพึงพอใจ กล่าวว่า “ท่านมาอยู่เป็นเพื่อนในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้ เท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ข้าจะรู้สึกไม่มีความสุข”
นี่คือการบอกกล่าวความรู้สึกของตัวเองที่พบได้ยากยิ่ง
ฮ่องเต้ค่อนข้างประหลาดใจ หมุนตัวมามองเขาแล้วถามว่า “ท่านเห็นการเกิดแก่เจ็บตายบนโลกจนชาชิน แต่ก็ไม่สามารถวางเฉยได้?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไม่อาจวางเฉยได้”
ฮ่องเต้มองดูดวงตาเขาอย่างเงียบๆ ก่อนกล่าวถามอย่างจริงจังว่า “เพราะเหตุใด?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เพราะข้ากลัวตาย แล้วก็กลัวพวกเจ้าตาย”
ฮ่องเต้พลันยิ้มขึ้นมาเหมือนเด็กคนหนึ่ง ยิ้มอย่างมีความสุข
จิ๋งจิ่วเองก็ยิ้มขึ้นมา พลางยื่นมือไปตบไหล่เขา จากนั้นหมุนตัวเดินออกไปจากตำหนัก
อาเพียวตามอยู่ด้านหลังเขา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน ในใจครุ่นคิดว่าพวกท่านคุยเรื่องอะไรกันแน่?
เมื่อกลับมาถึงในตำหนักที่เงียบสงบแห่งนั้น อาเพียวก็ส่งสายตาไปทางอาเพียว อาเพียวทำหน้าทำตาบอกว่าตนเองไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น
จิ๋งจิ่วเดินไปตรงด้านหน้าหน้าต่าง มองไปยังด้านนอกด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ผิงหย่งเจียและอาเพียวมองไป
ภายในหน้าต่างมีเขาอยู่เพียงคนเดียว ค่อนข้างอ้างว้างโดดเดี่ยว ดูแล้วน่าเศร้าใจเป็นยิ่งนัก
……
……
ภายในหน้าต่างทรงกลมของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยก็มีคนผู้หนึ่งปรากฎตัว
ชายชราผู้นั้นสวมชุดสีเทา หน้าผากกว้างจนเหมือนจะสามารถเอาน้ำในทะเลสาบที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างใส่เข้าไปในนั้นได้ทั้งหมด
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยและเหล่ายอดฝีมือที่อยู่ในสำนักแม่ชียืนอยู่บนทางเดินริมทะเลสาบ มองดูชายชราชุดเทาผู้นี้ สายตาสับสนเป็นอย่างยิ่ง
ข่ายพลังของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยไม่สามารถขวางคนผู้นี้เอาไว้ได้
มิเสียทีที่นักพรตถานคือหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียน
เพียงแต่เขากระทำการเสียมารยาทเช่นนี้ หากตอนนี้คนที่อยู่ในหน้าต่างทรงกลมบานนั้นยังตื่นอยู่ มีหรือที่สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยจะปล่อยให้ใครมากระทำให้ขายหน้าเช่นนี้
นักพรตถานดึงสายตากลับมาจากในหน้าต่าง โค้งตัวเล็กน้อยไปทางเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยและคนอื่นๆ พลาง กล่าวว่า “ขออภัยด้วย มีเรื่องจำเป็นต้องจัดการ ขอท่านเจ้าสำนักโปรดยกโทษให้ด้วย”
ด้วยสถานะของเขา การที่เขาเป็นฝ่ายขอโทษก่อน ถึงแม้ทางสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยจะไม่สามารถยกโทษให้ได้ แต่สีหน้าของทุกคนก็ดูดีขึ้นบ้าง
เจ้าสำนักแม่ชีค่อยๆ ย่างเท้า เดินไปข้างหน้าสองก้าว มาถึงตรงด้านหน้าหน้าต่าง มองนักพรตถานพลางกล่าวถามว่า “ฝ่าบาทจะเสด็จสู่สวรรค์แล้วหรือ?”
ทุกคนต่างคาดเดาได้ว่านักพรตถานมาที่นี่ทำไม
แต่ไหนแต่ไรมาสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยบำเพ็ญเพียรฝึกฝนให้ใจว่างเปล่า สนใจเพียงเรื่องเฝ้าบ่อผ่านฟ้าร่วมกับวัดกั่วเฉิง นอกจากคนที่กำลังนอนหลับอยู่ผู้นั้นแล้ว น้อยนักที่พวกนางจะสนใจเรื่องราวต่างๆ บนโลกแห่งการบำเพ็ญพรต
ต่อให้หลายปีมานี้สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยจะค่อนข้างเอนเอียงไปทางสำนักชิงซานเพราะเรื่องบางเรื่อง แต่กับทางสำนักจงโจวเองก็มิได้มีบุญคุณความแค้นอะไรเช่นกัน เรียกได้ว่ากระทั่งความเกี่ยวพันก็มิได้มีแม้แต่น้อย
การที่จู่ๆ นักพรตถานก็ปรากฏตัวขึ้น แสดงสภาวะที่สูงส่งจนยากจะจินตนาการได้ออกมาจนทุกคนตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าเพื่อที่จะพาตัวองค์ชายผู้นั้นไป
“ลูกปีศาจจิ้งจอกจะมาเป็นฮ่องเต้ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างไร?”
นักพรตถานไม่ได้ตอบคำถามของเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย หลังกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็เดินไปทางทะเลสาบ
……………………………….………………………………..