มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 83 คนจากชิงซาน
ริมทะเลสาบมีกุฏิแม่ชีที่ตั้งอย่างโดดเดี่ยวอยู่หลังหนึ่ง องค์ชายจิ่งซินถูกขังอยู่ในนั้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
ยิ่งนักพรตถานเข้าไปใกล้กุฏิหลังนั้น บรรยากาศริมทะเลสาบก็ยิ่งตึงเครียดขึ้น
เหล่าแม่ชีในสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยต่างมีสีหน้าร้อนใจ พากันมองไปทางเจ้าสำนักแม่ชี รอคอยให้นางทำการตัดสินใจออกมา
ในอดีตฮ่องเต้คิดจะให้องค์ชายจิ่งซินปลงผมบวชเป็นพระอยู่ที่วัดกั่วเฉิง แต่เป็นเพราะเรื่องของนักพรตไท่ผิง ฉานจึจึงไม่พอใจชิงซานเป็นอย่างมากและปฏิเสธความต้องการนี้ไป องค์ชายจิ่งซินจึงได้มายังสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย นักพรตถานจะพาองค์ชายจิ่งซินไป เห็นได้ชัดว่าเพื่อให้เขาไปสืบทอดราชบัลลังก์ เช่นนั้นองค์รัชทายาทจิ่งเหยาในเวลานี้จะทำอย่างไร?
หากเกิดอะไรขึ้น สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยจะไปอธิบายกับสำนักชิงซานอย่างไร?
สายตาของเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยคอยจับจ้องอยู่ที่นักพรตถาน
ฝีเท้าของนักพรตถานดูเป็นปกติธรรมดา แต่ความจริงแล้วกลับแฝงเอาไว้ด้วยจังหวะที่มหัศจรรย์ล้ำลึก คล้ายรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน น้ำในทะเลสาบไร้คลื่น ข่ายพลังสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยไม่มีการตอบสนองแม้เพียงน้อย นี่คือสภาวะสูงสุดของวิถีเต๋าอย่างนั้นหรือ?
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยรู้ว่าตนเองมิใช่คู่ต่อสู้ของนักพรตถาน ต่อให้ใช้ข่ายพลังใหญ่และยอดฝีมือทั้งหมดในสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยร่วมมือกับ พวกนางก็ไม่อาจหยุดฝีเท้านี้เอาไว้ได้
แต่จะให้พวกนางดูเขาพาคนออกไปจากสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยแบบนี้หรือ?
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยพลันคิดถึงหญิงบ้าจากชิงซานที่มาก่อเรื่องที่นี่เมื่อหลายปีก่อน ภายในดวงตามีแววตาเด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้นมา เตรียมจะลงมือ
ในเวลานี้เอง น้ำในทะเลสาบพลันเกิดเป็นระลอกคลื่นเบาๆขึ้นมา นางงุนงงไปเล็กน้อย สายตาค่อยๆ สงบลง
ไม่รู้ว่านักพรตถานรับรู้ได้ถึงอะไร เขาหมุนตัวมองดูผิวน้ำ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร จึงย่างเท้าเดินต่อไป
ท่ามกลางสายตาของแม่ชีในสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย เขามาถึงริมฝั่งอีกด้านหนึ่ง เดินเข้าไปในกุฏิหลังนั้น
องค์ชายจิ่งซินสวมชุดผ้าสีขาว ยืนรออยู่ด้านหลังธรณีประตูอยู่นานแล้ว
สายตาของนักพรตถานมองไปที่ตัวเขา พบว่าบนสันมือและเสื้อผ้าของเขามีคราบหมึกดำเปรอะเปื้อน จึงรู้ว่าคนผู้นี้มิได้เยือกเย็นเหมือนอย่างที่เขาแสดงออกมา
“คารวะท่านเจ้าสำนัก”
องค์ชายจิ่งซินโค้งคารวะนักพรตถานอย่างนอบน้อม
นักพรตถานมองดูเขาอย่างเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร แล้วก็มิได้บอกให้เขายืดตัวขึ้นมา
ลมอ่อนโยนไล้ผ่านผิวน้ำ คลื่นเล็กๆ กระเพื่อมขึ้นมา
กิ่งไม้ที่ดูแห้งแล้งเหล่านั้นสั่วไหวขึ้นมาเบาๆ
เวลาค่อยๆ ไหลไป
องค์ชายจิ่งซินยังคงอยู่ในท่าโค้งคารวะ ร่างกายเองก็ค่อยๆ สั่นขึ้นมา
เขาเข้าใจความหมายของนักพรตถาน
มารดาของเขาคือคนของสำนักจงโจว หากว่ากันตามความอาวุโสแล้ว ต่อให้เขาคุกเข่าคารวะนักพรตถานก็ไม่ถือว่ามากเกินไป
แต่เขารู้ดีว่าหากคุกเข่าลงไปในเวลานี้มันหมายถึงอะไร
นั่นหมายความว่าระบบเหมยฮุ่ยที่สืบทอดกันมาเป็นเวลาหกร้อยกว่าปีจะต้องยุติลงแต่เพียงเท่านี้
นักพรตถานไม่ได้แผ่พลังใดๆ ออกมาแม้แต่นิดเดียว แล้วก็ไม่มีท่าทีบีบบังคับแม้แต่น้อย หากแต่รอคอยให้เขาตัดสินใจอย่างเงียบๆ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดจิ่งซินก็ทนไม่ไหว ขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยจนคุกเข่าลงไปกับพื้น หัวเข่ากับพื้นสัมผัสกัน ส่งเสียงดังตุบออกมา
นักพรตถานถอนใจออกมา โบกมือทำลายข่ายพลังที่อยู่เหนือธรณีประตู
เขาเหลียวหน้ากลับไปมองดุหน้าต่างทรงกลมบานนั้น ก่อนจะพาจิ่งซินบินออกไปจากสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย มุ่งหน้าไปเมืองเจาเกอ
สายลมอ่อนโยนพัดขึ้นมาอีกครั้ง ผิวทะเลสาบเกิดคลื่นกระเพื่อมเบาๆ ภายในสำนักแม่ชีเงียบสงบ
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยดึงสายตากลับมาจากขอบฟ้า เดินเข้าไปในห้องฌานห้องนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองดูหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่บนพื้นผู้นั้น กล่าวว่า “เจ้าน่าจะรู้ว่านางเป็นใคร”
หญิงสาวผู้นั้นสวมชุดธรรมดา บนข้อมือที่เผยออกมาด้านนอกเสื้อผ้ามีกระพรวนเงินเส้นหนึ่งสวมใส่เอาไว้อยู่ ใบหน้าเย้ายวน แต่ยังคงงดงาม นางก็คืออดีตนักฆ่าของปู้เหล่าหลินหนานเจิง
หนานเจิงถูกหนานว่างส่งมายังสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยเพื่อสืบข่าวคราวของเหลียนซานเยวี่ย แต่กลับถูกทางสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยจับได้อย่างรวดเร็ว
“ตอนที่หนานว่างให้ข้ามาจับตาดูที่นี่ ข้าก็รู้สึกสงสัยอยู่แล้ว” หนานเจิงมองดูหญิงสาวที่ยังนอนหลับอยู่ผู้นั้น กล่าวว่า “เมื่อหลายปีก่อนข้าเคยพบนาง
เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยเดินเข้าไป ยื่นมือไปหยิบเส้นไหมที่เปื่อยยุ่ยตรงข้างแก้มของกั้วตงพลางกล่าวว่า “สิ่งที่น่าเสียดายก็คือนางไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ไม่อย่างนั้น…”
นางไม่ได้กล่าวประโยคนี้จนจบ หากแต่กล่าวกับหนานเจิงว่า “ไปเมืองเจาเกอ บอกในวังว่าจิ่งซินหนีออกไปแล้ว แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
หนานเจิงเงยหน้าขึ้นมา มองดูเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ในใจครุ่นคิดว่าเรื่องที่สำคัญเช่นนี้ เหตุใดถึงให้ตัวเองไปจัดการ? หรือว่าตัวเองจะบินได้เร็วกว่านักพรตถาน?
เจ้าสำนักแมชีสุ่ยเยวี่ยกล่าวว่า “เจ้านั่งเกี้ยวผ้าม่านเขียวไป จะไปถึงก่อนเขาได้”
……
……
เมืองเจาเกอมีฝนตกปรอยๆ ลงมา ช่วยดับอากาศร้อนที่เพิ่งจะมาเยือนในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ
การตรวจค้นตรงประตูเมืองยังคงเข้มงวด ตามตรอกซอกซอยภายในเมืองยังคงคึกคัก
เด็กหนุ่มชุดแดงผู้หนึ่งพาเด็กหญิงชุดเขียวผู้หนึ่งเดินไปบนถนน
เด้กหญิงมองดูทิวทัศน์บนท้องถนน แต่ในดวงตาที่เดิมควรจะเต็มไปด้วยความรู้สึกสนอกสนใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดระแวง
ต่อให้เป็นทางเขตตงอี้ นอกจากในตอนที่แต่งงานกัน ก็มีน้อยคนนักที่จะสวมชุดสีแดง แต่เมื่อรวมกับใบหน้าที่สะอาดสะอ้านดูน่าชิดใกล้ของเด็กหนุ่ม ชุดสีแดงชุดนั้นไม่เพียงแต่จะไม่ดูขัดตา แต่ยังกลับให้ความรู้สึกสบาย ดึงดูดสายตาของหญิงสาวเป็นจำนวนมาก
“ไม่ต้องกังวลขนาดนั้น” เด็กหนุ่มชุดแดงกล่าวยิ้มๆ กับเด็กหญิงชุดเขียว “หลายปีมานี้พวกเราเองก็ได้เจอหน้ากันอยู่บ่อยๆ ไปท่องเที่ยวกันอยู่บ่อยๆ ข้าเคยทำอะไรเจ้าเมื่อไร?”
เด็กหญิงชุดเขียวมองดูเขา สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจ กล่าวว่า “ผู้ชายเนี่ย…จะไปเชื่อใจได้อย่างไร?”
“คำพูดนี้ดูคล้ายคนธรรมดาเข้าไปทุกที”
เด็กหนุ่มชุดแดงยิ้มขึ้นมา กล่าวว่า “เจ้ามีคันฉ่องฟ้ากระจ่าง สามารถหนีกลับเข้าไปได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายคนไหนก็หลอกเจ้าไม่ได้” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เด็กหญิงชุดเขียวกล่าวว่า “ข้าไม่คิดว่าตัวเองจะร้ายกาจขนาดนั้น”
เด็กหนุ่มชุดแดงกล่าวว่า “ดวงจิตวัตถุวิเศษชั้นสวรรค์ เกิดมาพร้อมซ่อนพิภพ สภาวะของเจ้าสูงที่สุดในแผ่นดินเฉาเทียน ถึงแม้จะต่อสู้ไม่เป็น แต่ปกป้องตัวเองกลับไม่เป็นปัญหา”
เด็กหญิงผู้นั้นย่อมต้องเป็นดวงจิตของคันฉ่องฟ้ากระจ่างชิงเอ๋อร์ แล้วเด็กหนุ่มชุดแดงผู้นั้นเป็นใครกันล่ะ?
หรือว่าจะเป็นนกสีแดงที่ลงมาเกาะบนกิ่งไม้ในตอนนั้น?
ชิงเอ๋อร์กล่าวถาม “เจ้าพาข้ามาที่เมืองเจาเกอทำไม?”
เด็กหนุ่มกล่าว “ดูเรื่องสนุก”
ชิงเอ๋อร์กล่าวถาม “ลูกน้องของเจ้าล่ะ? ไก่ภูเขาตัวนั้นไปไหนแล้ว?”
บนใบหน้าของเด็กหนุ่มเผยสีหน้าเหนื่อยใจขึ้นมากล่าวว่า “มันคือหงส์”
ชิงเอ๋อร์เชิดหน้าเล็กๆ ขึ้นมาพร้อมแค่นหัวเราะ กล่าวว่า “อย่างมากข้าก็เห็นมันเป็นแค่ไก่ฟ้าเท่านั้นแหละ”
“มันคือหงส์” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเรียบเฉยและมั่นคง “ตอนนี้กำลังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่”
ชิงเอ๋อร์รู้ว่าเขาปฏิบัติต่อไก่ตัวนั้นแตกต่างไปจากคนอื่น จึงกล่าวถามอย่างสงสัยว่า “เป็นเพราะพวกเจ้าต่างแซ่อิน ก็เลยเป็นครอบครัวเดียวกันใช่หรือเปล่า?”
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้แซ่นี้ แต่ว่าในตอนที่ตั้งชื่อนี้ บางทีข้าอาจจะคิดถึงมันอยู่จริงๆ ก็เป็นได้”
ถูกต้อง เด็กหนุ่มชุดแดงผู้นี้ก็คือนักพรตไท่ผิงที่กางปีกสำเร็จ หรือก็คืออินซานที่ออกมาจากชิงซาน
ชิงเอ๋อร์ไม่หยอกล้อเขาอีก กล่าวถามว่า “แล้วเจ้าหัวล้านนั่นล่ะ?”
อินซานกล่าวว่า “ที่นี่อยู่ใกล้เขาอวิ๋นเมิ่ง เสวียนอินจึไม่อาจมาเมืองเจาเกอได้ ไม่อย่างนั้นหากฉีหลินได้กลิ่นเขา มันจะต้องโกรธแน่”
ชิงเอ๋อร์เอียงศีรษะมองดูเขา กล่าวถามว่า “แล้วเจ้าล่ะ? คนบนโลกล้วนแต่กำลังโกรธเคืองเจ้า ทำไมเจ้าถึงยังกล้ามาเมืองเจาเกอ หรือเจ้าไม่กลัวตาย?”
อินซานกล่าวว่า “คนอย่างพวกข้า ต่อให้อยากจะตายก็เป็นเรื่องยาก”
เมื่อได้ยินคำว่าพวกข้า ชิงเอ๋อร์ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวถามว่า “จะมาดูเรื่องสนุกอะไรกันแน่?”
อินซานมองไปทางวังหลวง ก่อนกล่าวด้วยความรู้สึกทอดถอนใจว่า “ฮ่องเต้ใกล้ตายแล้ว การแย่งชิงราชบัลลังก์ย่อมต้องเป็นเรื่องสนุก”
ชิงเอ๋อร์เพิ่งจะทราบเรื่องนี้เป็นครั้งแรก จึงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“เรื่องราวบนโลกไม่เคยมีอะไรแปลกใหม่”
อินซานมองดูรถม้าและผู้คนที่เดินไปเดินมาไม่ขาดสายบนถนน กล่าวว่า “สำนักต่างๆ จะมายังเมืองเจาเกอ สำนักจงโจวจะต้องไปพาตัวจิ่งซินกลับมาชิงราชบัลลังก์อย่างแน่นอน ตอนนี้สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยไม่มีใครที่สู้ได้ จึงทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ เรือนอี้เหมาดูเหมือนยุติธรรม แต่ความจริงแล้วก็แค่ทำตัวคลุมเครืออยู่ระหว่างความถูกต้องและไม่ถูกต้อง วัดกั่วเฉิงเพื่อที่ป้องกันข้า จึงตั้งกฎมิให้วัดข้องเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง พวกเขาจึงไม่สะดวกที่จะตบหน้าตัวเองเช่นกัน ส่วนสำนักที่เหลือเหล่านั้น อย่างมากก็แค่มาเป็นพยาน ไม่ได้มีประโยชน์อะไร”
ชิงเอ๋อร์รู้สึกว่าเรื่องที่เขากล่าวมาเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องจริง จึงกล่าวถามว่า “ฮ่องเต้ตั้งรัชทายาทเอาไว้แล้วมิใช่หรือ? พระองค์จะต้องมีคำสั่งเสียเอาไว้สิ”
“แต่ไหนแต่ไรมา คำสั่งเสียคือสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุด ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีไปกว่าสำนักชิงซานของพวกข้าแล้ว”
อินซานชี้ไปยังเด็กหญิงที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าแผงร้านค้าบนถนนเหล่านั้นและบัณฑิตที่เดินจูงมือมาด้วยกัน กล่าวว่า “อีกไม่นาน คนเหล่านี้จะต้องตาย”
ชิงเอ๋อร์มองดูเขาอย่างรังเกียจ พลางกล่าวว่า “เจ้าช่างโหดร้ายนัก”
อินซานส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “หลังการชุมนุมเหมยฮุ่ยครั้งนั้น ราชสำนักก็กลายเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และโลกแห่งการบำเพ็ญพรต เมื่อเวลาผ่านไป ภายใต้การทะนุบำรุงจากทั้งโลกมนุษย์และผู้บำเพ็ญพรต ราชสำนักกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ไม่มีสำนักไหนที่จะยอมปล่อยให้หลุดมือไป หากไม่อยากให้มีการแย่งชิง อย่างนั้นก็มีแต่ต้องทิ้งราชสำนักนี้ไป”
ชิงเอ๋อร์ลืมตาโต กล่าวอย่างกังวลใจว่า “อย่างนั้นมิเท่ากับว่าแผ่นดินต้องโกลาหลวุ่นวายหรอกหรือ?”
อินซานกล่าวว่า “ต้องโกลาหลวุ่นวายก่อนถึงจะสงบสุขได้”
ชิงเอ๋อร์ทราบถึงความคิดอันชั่วร้ายของเขา จึงกล่าวอย่างหวาดระแวงว่า “เจ้ายังคงอยากจะฆ่าคนธรรมดาทั้งหมดใช่ไหม?”
อินซานยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “คนที่มีชีวิตอยู่ในโลกอันวุ่นวายไม่ได้ เดิมทีคนเหล่านั้นอาจจะไม่ควรมีชีวิตอยู่แต่แรกแล้วก็เป็นได้”
ชิงเอ๋ขยับตัวออกห่างจากเขาโดยไม่รู้ตัว กล่าวว่า “เจ้ามันบ้าไปแล้ว! ทำไมเจ้าถึงต้องทำแบบนี้ด้วย?”
อินซานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “มีเพียงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เป็นแบบนี้ถึงจะแข็งแกร่งขึ้นได้”
ชิงเอ๋อร์รู้สึกว่าไม่สามารถพูดคุยกับคนบ้าผู้นี้ให้รู้เรื่องได้ นางกล่าวถามว่า “ทำไมถึงต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วย?”
อินซานกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา “หากเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ เช่นนั้นสักวันหนึ่งก็จะต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน”
ชิงเอ๋อร์ตกตะลึง ในขณะที่คิดอยากจะถามอะไรบางอย่างต่อ จู่ๆ พลันรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังที่คุ้นเคยลอยมาจากบนท้องฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ในเมืองเจาเกอเกิดลมแรง ทะเลเมฆถูกพัดกระจายออกไปรอบๆ เรือเมฆลำใหญ่จำนวนสิบกว่าลำค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามา ทอดเงาขนาดใหญ่ลงบนแผ่นดิน
ในเวลาเพียงไม่นาน เรือเมฆของสำนักจงโจวก็มาถึงด้านนอกเมืองเจาเกอ บดบังดวงอาทิตย์เอาไว้
ตามตรอกซอกซอยพลันมืดสลัวขึ้นมา เหล่าชาวเมืองพากันมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น ความโกลาหลวุ่นวายกำลังมาเยือน
ราชสำนักดูเหมือนจะเตรียมรับมือเอาไว้ก่อนแล้ว
เสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นคล้ายพายุฝน กองทัพเสินเว่ยเคลื่อนพลออกมาทั้งหมด เริ่มทำการรักษาระเบียบร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็อพยพผู้คนออกไปนอกเมือง
บนกำแพงเมืองและในอาคารต่างๆ มีเสียงครึกๆ ดังขึ้นมา หลังคาเปิดออก อย่างน้อยมีหน้าไม้วิเศษจำนวนหลายร้อยคันเผยตัวขึ้นมา ลูกดอกหน้าไม้ที่มีขนาดใหญ่เท่าแขนเล็งขึ้นไปบนท้องฟ้า ภายใต้แสงที่มืดสลัว อักขระที่แกะสลักอยู่บนลูกดอกหน้าไม้เปล่งประกายระยิบระดับ ดูคล้ายหมู่ดาวที่ตกลงมาบนโลกมนุษย์
แต่ถ้าคิดจะอาศัยเพียงลูกดอกหน้าไม้เหล่านี้ในการหยุดเรือเมฆจำนวนสิบกว่าลำของสำนักจงโจวเอาไว้ นั่นคือเรื่องที่แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้
บนใบหน้าของชิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความรู้สึกเป็นกังวล นางมองไปบนท้องฟ้าทางทิศใต้ กล่าวว่า “เรือกระบี่ชิงซานอยู่ที่ไหน?”
อินซานกล่าวว่า “สำนักชิงซานไม่ข้องเกี่ยวกับการเมืองของราชสำนัก นี่เป็นกฎของงานชุมนุมเหมยฮุ่ยเช่นกัน หากส่งเรือกระบี่มา มันก็ดูจะไม่เคารพกฎเกินไปหน่อย”
ชิงเอ๋อร์ตกใจ กล่าวว่า “หรือชิงซานจะไม่มีใครมา?”
อินซานยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “ข้าก็มาแล้วมิใช่หรือ?”
…………………………………………