มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 84 ประชุมราชสำนักครั้งสุดท้าย
นิ้วมือนิ้วหนึ่งไล้ไปบนลูกดอกหน้าไม้อย่างช้าๆ หยุดชะงักเล็กน้อยในตอนที่ลูบผ่านลายอักขระเหล่านั้น
กู้พ่านดึงนิ้วมือกลับมา มองดูเรือเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเหล่านั้น อารมณ์ภายในดวงตาค่อนข้างสับสน
ตอนนี้เขาเป็นรองผู้บัญชาการของกองทัพเสินเว่ยแห่งเมืองเจาเหอ ตำแหน่งฟังดูคล้ายตำแหน่งเมื่อในอดีต แต่ความจริงแล้วคือเขาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปสูงกว่าเดิมหลายขั้น เรียกได้ว่ามีตำแหน่งและอำนาจที่สูงอย่างมาก แต่เขาเป็นศิษย์นอกสำนักของสำนักจงโจว ทว่าตอนนี้กลับต้องรับหน้าที่ป้องกันเรือเมฆของสำนักจงโจวที่จะบุกเข้ามา ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นเรื่องที่น่าขัน
เพียงแต่ภายในราชสำนักและในกองทัพมีคนอย่างเขาอยู่เยอะมาก ราชสำนักไม่สามารถปลดพวกเขาออกเพียงเพราะหวาดกลัวสำนักจงโจวได้
ในหอบนประตูเมืองที่อยู่สูงขึ้นไป จางอี๋อ้ายที่เป็นเจ้ากรมชิงเทียนเองก็กำลังมองดูท้องฟ้า ภายในดวงตาที่หรี่เล็กไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เขาเองก็เป็นศิษย์สำนักจงโจว เพียงแต่หลังเกิดเรื่องในคุกสะกดมาร เขาก็ค่อยๆ ออกห่างจากสำนักจงโจว จนกลายเป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้มากที่สุด
เรือเมฆขนาดใหญ่สิบกว่าลำทอดเงาขนาดยักษ์ลงมาในเมืองเจาเกอ แล้วก็ทอดเงามืดขนาดใหญ่ลงมาบนใจของผู้คน
เห็นได้ชัดว่าสำนักจงโจวคิดจะใช้กำลังบีบบังคับ ต่อให้การป้องกันของเมืองเจาเกอจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็มิอาจหยุดยั้งขบวนรบเช่นนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นในราชสำนักยังมีคนที่เอนเอียงไปทางสำนักจงโจวอยู่เป็นจำนวนมาก ใครจะไปรู้บ้างว่าในกรมชิงเทียน ในกองทัพเสินเว่ย ในหน่วยงานต่างๆ เหล่านั้นจะมีขุนนางมากน้อยเท่าไรที่จะเปลี่ยนฝ่ายในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด?
จางอี๋อ้ายนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เตรียมตัวเตรียมใจที่จะสู้ตาย
เขาไม่เหมือนกับขุนนางและนายพลคนอื่นๆ ในเวลานี้เขาไม่มีโอกาสที่จะกลับไปยังเขาอวิ๋นเมิ่งแล้ว
แต่ถึงแม้จะต้องตาย เขาก็ต้องยื้อเวลาให้แก่เมืองเจาเกอให้ได้มากที่สุด ยื้อเอาไว้จนกว่าเหล่าบัณฑิตของเรือนอี้เหมาจะออกมาธำรงความยุติธรรม ยื้อเอาไว้จนกว่าเรือกระบี่ของสำนักชิงซานจะปรากฏขึ้นตรงขอบฟ้าทางทิศใต้ ยื้อเอาไว้จนกว่าฝ่าบาทจะจากไปอย่างสงบ
แต่ปัญหาก็คือขบวนรบที่ใหญ่โตขนาดนี้ของสำนักจงโจวนั้นไม่มีทางปิดบังใครได้ และพวกเขาเองก็ไม่คิดที่จะปิดบังคนในใต้หล้า ราชสำนักทราบเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนแล้ว เหตุใดสำนักชิงซานถึงยังไม่มีใครมาเสียที?
เขาดึงสายตากลับมา มองไปทางกำแพงเมือง เห็นกู้พ่านที่ยืนอยู่ข้างหน้าไม้วิเศษ หลังนิ่งเงียบอยู่ครู่ก็หันไปสั่งการรองเจ้ากรมที่ยืนอยู่ข้างกายสองสามประโยค
สำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ราชวงศ์ตระกูลจิ่งได้เตรียมพร้อมมาเป็นเวลานานแล้ว ในช่วงหลายปีมานี้ไม่รู้ว่ากองทัพเสินเว่ยและกรมชิงเทียนทำการซักซ้อมมาแล้วกี่ครั้ง ในตอนที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายภายในคุกสะกดมารก็เคยทำไปแล้วครั้งหนึ่ง ภายใต้การประสานงานกันของทหารม้าและรถบิน สถานการณ์ความวุ่นวายภายในเมืองเจาเกอก็ได้รับการคลี่คลายอย่างรวดเร็ว เหล่าชาวเมืองเริ่มอพยพไปยังนอกเมืองอย่างเป็นระเบียบ
โดยเฉพาะในคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ วังหลวงที่ว่างเปล่าลงอย่างรวดเร็ว
ภายใต้การช่วยคุ้มครองของวัดไท่ฉางและตระกูลกู้ คนของตระกูลจิ๋งออกมาจากเมืองเจาเกอได้อย่างราบรื่น มายังเรือนตระกูลเจ้าอีกแห่งที่อยู่ด้านนอกเมือง ตอนนี้ทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนต่างทราบกันแล้วว่าจิ๋งจิ่ว หรือว่าปีศาจกระบี่สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง หรือว่านักพรตจิ่งหยางที่กลับมาเกิดใหม่มิได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับเรือนตระกูลจิ๋งที่อยู่ในเมืองเจาเกอ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเขา
ท่านเจ้าผมขาวเต็มศีรษะ แต่สีหน้ากลับยังดูดีเป็นอย่างมาก เขาทำการคารวะผู้เฒ่าจิ๋งอย่างนอบน้อม จากนั้นพาจิ๋งซางเดินมายังริมสระน้ำ มองดูเรือเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าเหล่านั้นพลางกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า “น่าจะรักษาเมืองเจาเกอเอาไว้ไม่อยู่แล้ว พวกเจ้าพักผ่อนสักครู่แล้วเดินทางต่อลงใต้จะดีกว่า”
ตรงขมับของจิ๋งซางมีผมขาวแซมขึ้นมาไม่น้อย สีหน้ายังคงดูดี เมื่อได้ยินเช่นนี้จึงตกใจขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวว่า “ท่านลุง หรือว่าท่านไม่ไป?”
สำนักชิงซานคือรากฐานของตระกูลจิ๋งและตระกูลเจ้า ตระกูลจิ๋งเดินทางลงใต้ จุดหมายก็คือชิงซาน
“หากเมืองเจาเกอตกอยู่ในมือของสำนักจงโจว ถอยไปชิงซานจะมีความหมายอะไร?”
ในดวงตาของท่านเจ้ามีแววตาดุร้ายปรากฏขึ้นมา กล่าวว่า “ข้าไม่เชื่อว่าชิงซานจะมองดูพวกเขากระทำเหิมเกริมเช่นนี้โดยไม่ทำอะไร!”
จิ๋งซางนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “อย่างนั้นข้าส่งพวกท่านพ่อไปถึงจัวโจว จากนั้นค่อยกลับมาดูด้วยกันกับท่าน”
……
……
กู้พ่านเสร็จสิ้นการตรวจตราหน้าไม้วิเศษบนกำแพงเมือง เขาเดินตามบันไดแคบๆ ที่อยู่ด้านข้างกำแพงเมืองลงมาสิบกว่าจ้าง เลี้ยวขวาเข้าไปในประตูลับบานหนึ่ง
ด้านในประตูลับมีอุโมงค์ใต้ดินอยู่เส้นหนึ่งที่ทอดยาวลงไปใต้กำแพงเมือง ด้านในมีพื้นที่ว่างขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง ภายในมีอาวุธวิเศษชนิดต่างๆ วางเอาไว้ บนกำแพงมีอักขระแกะสลักเอาไว้ ลายเส้นที่วาดขึ้นมาจากเงินเย็นหลั่งไหลเข้าไปในกำแพงอย่างไม่ขาดสาย
ข่ายพลังนี้ทอดตัวออกไปไกลสิบกว่าลี้ มิใช่แค่เพียงมอบพลังที่แข็งแกร่งจนมิอาจสั่นคลอนได้แก่กำแพงเมืองของเมืองเจาเกอเท่านั้น แต่มันยังคอยป้อนพลังวิญญาณให้แก่หน้าไม้วิเศษที่อยู่บนกำแพงเมืองเหล่านั้นด้วย
หากมีคนทำลายข่ายพลังที่อยู่ในนี้ หน้าไม้ที่อยู่ในเมืองเจาเกอเหล่านั้นโจมตีไปได้ไม่กี่ครั้งก็จะกลายเป็นเพียงกองเศษเหล็กผุๆ ตามหลักแล้วต่อให้กู้พ่านจะเป็นผู้บังคับบัญชาของกองทัพเสินเว่ย เขาก็ไม่มีทางได้รับอนุญาตให้ลงมาที่นี่ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ได้ เนื่องเพราะเขามีภูมิหลังที่เกี่ยวข้องกับสำนักจงโจวอยู่ นี่จึงแสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้ให้ความไว้วางใจเขาอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นตามกฏของราชสำนักแล้ว ไม่มีใครที่จะลงมาที่นี่ตามลำพังได้ จำเป็นต้องรวบรวมขุนนางที่มีตำแหน่งสูงพอให้ครบสามคนถึงจะสามารถลงมาที่นี่พร้อมกันได้
คนที่ลงมาพร้อมกู้พ่านยังมีอีกสองคน คนหนึ่งคือรองเจ้ากรมชิงเทียน อีกคนหนึ่งคือผู้ช่วยเจ้ากระทรวงพิธีการที่คอยควบคุมตราประทับของข่ายพลังปิดกั้นผู้หนึ่ง
กู้พ่านยืนอยู่บนแท่นหินที่อยู่สูงขึ้นไป มองดูข่ายพลังปิดกั้นที่อยู่เบื้องล่าง สายตาค่อยๆ เลื่อนตามเส้นเงินเย็นเหล่านั้นขึ้นไปด้านบน คล้ายพยายามจะมองทะลุกำแพงเมืองไปยังหน้าไม้วิเศษเหล่านั้น ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
รองเจ้ากรมชิงเทียนมองดูเขา ไม่ได้พูดอะไร
สีหน้าของผู้ช่วยเจ้ากระทรวงพิธีการค่อนข้างขาวซีด ดูแล้วคงจะค่อนข้างตื่นเต้น
จู่ๆ ข่ายพลังปิดกั้นพลันเกิดการตอบสนอง ลำแสงที่สว่างสดใสสาดกระจายออกมา สามารถมองเห็นจุดสีดำที่มีขนาดเล็กมากจุดหนึ่งได้อย่างชัดเจน กำลังมุ่งหน้ามาจากทางใต้ด้วยความเร็วที่ยากจะจินตนาการได้
เมื่อดูจากขนาดของจุดดำแล้ว นั่นไม่มีทางที่จะเป็นเรือกระบี่ของชิงซานได้ หรือว่าจะเป็นหยวนฉีจิงหรือว่าฟางจิ่งเทียนขี่กระบี่มาคนเดียว? หรือว่าจะเป็นคนจากสำนักอื่น?
กู้พ่านเลิกคิ้วเล็กน้อย ยกมือขวาเตรียมสั่งการให้กองทัพเสินเว่ยเพิ่มการป้องกัน
รองเจ้ากรมชิงเทียนมองดูเขาด้วยสายตาที่ยากจะเข้าใจได้อีกครั้ง กล่าวว่า “ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย ไม่ต้องกังวล”
มือขวาของกู้พ่านหดกลับมาจากกลางอากาศ ก่อนจะวางลงไปบนรั้ว ข้อนิ้วมือขาวซีดเล็กน้อย
……
……
สิ่งที่ลอยมาจากทางทิศใต้คือเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียว
หน้าไม้วิเศษที่อยู่บนกำแพงเมืองไม่ได้ทำการโจมตีออกมา ข่ายพลังในวังหลวงได้เปิดออกเป็นช่องช่องหนึ่ง ปล่อยให้เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวลอยลงไปยังหน้าท้องพระโรงหลักในวังหลวงเหมือนดั่งใบไม้ร่วง (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองมาจากในท้องพระโรง มองลงมาจากกำแพงวัง มองมาจากด้านหลังเสาระเบียงทางเดิน
ผ้าม่านที่อยู่ด้านหน้าเกี้ยวขยับเล็กน้อย ผู้คนต่างรู้สึกสงสัยใคร่รู้ ในใจครุ่นคิดว่าหรือวันนี้ผู้อาวุโสสูงสุดที่ไม่เคยพบใครผู้นั้นจะเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง?
เหตุใดนางต้องมา? เพราะเรือเมฆของสำนักจงโจวเหล่านั้นหรือเพราะเรื่องใหญ่เรื่องอื่น?
หนานเจิงเดินออกมาจากในเกี้ยว ใบหน้าขาวซีด กระพรวนที่อยู่บนข้อมือส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง
ผู้คนรู้ว่านี่มิใช่ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยอย่างแน่นอน เพราะสภาวะและอายุของนางล้วนแต่ต่ำต้อย จึงอดรู้สึกตกใจมิได้
หนานเจิงเดินมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าท้องพระโรงหลัก “จิ่งซินถูกนักพรตถานพาตัวไปแล้ว น่าจะกำลังมายังเมืองเจาเกอเพคะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าขุนนางและนายพลที่อยู่ในท้องพระโรงพากันส่งเสียงฮือฮา ต่างคนต่างมองขึ้นไปยังตำแหน่งที่สูงที่สุด
ฮ่องเต้ทอดตามองออกไปอย่างเงียบๆ สีหน้าเรียบเฉย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ คล้ายคาดเดาถึงเรื่องนี้เอาไว้แต่แรกแล้ว
ข่ายพลังพระราชวังเปิดใช้งาน ต่อให้เป็นเรือเมฆของสำนักจงโจวก็ยากจะโจมตีเข้ามาได้
เหล่าขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงพอจะถือได้ว่าสงบเยือกเย็น แต่ก็ยังไม่สามารถสงบเยือกเย็นได้เหมือนอย่างฮ่องเต้ สายตาของพวกเขาทอดตามองตามฮ่องเต้ออกไป ทะลุผ่านลานหน้าท้องพระโรงที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ทะลุผ่านม่านพลังของข่ายพลังที่ไร้รูปลักษณ์ มองไปยังหอสูงที่มีชายหลังคาโค้งงอขึ้นแห่งหนึ่งด้านนอกพระราชวัง
หอสูงแห่งนั้นคือประตูอิ้งเทียนที่อยู่ทางใต้ของเมือง
ในท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง เรือเมฆของสำนักจงโจวคือเมฆ
บนประตูอิ้งเทียนก็มีเมฆอยู่ก้อนหนึ่ง
ภายในเมฆมีเงาคนปรากฏอยู่ลางๆ กระโปรงสีขาวพลิ้วไหวออกมาด้านนอกเมฆเป็นบางครั้ง ปุยเมฆไหลตามออกมาเป็นสายๆ นั่นคือนักพรตไป๋แห่งสำนักจงโจว
……
……
“การประชุมวันนี้พอเท่านี้แล้วกัน ขุนนางอันเป็นที่รักทุกท่านกลับไปเถอะ”
ฮ่องเต้ดึงสายตากลับมา มองดูเหล่าขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรง ยิ้มพลางกล่าว
ในราชวงศ์ตระกูลจิ่งมีคนหลายฝักหลายฝ่าย เหล่าขุนนางระดับสูงที่อยู่ในท้องพระโรงหลักย่อมต้องมีจุดยืนแตกต่างกันไป บางคนสนับสนุนองค์รัชทายาทจิ่งหยาง บางคนยังคงมิอาจลืมองค์ชายจิ่งซินได้ บางคนเติบโตมาจากสำนักจงโจว บางคนร่ำเรียนอยู่ในเรือนอี้เหมามาเป็นเวลาหลายปี แต่เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ ไม่ว่าจะมีจุดยืนเป็นอย่างไร เหล่าขุนนางต่างรู้สึกได้ถึงความโศกเศร้าอย่างรุนแรง
นี่น่าจะเป็นการว่าราชการครั้งสุดท้ายของฝ่าบาทแล้ว
อัครมหาเสนาบดีเฉินเดินออกมาจากแถว จากนั้นค่อยๆ คุกเข่าลงไป คารวะต่อองค์ฮ่องเต้ ผมขาวราวหิมะ
หลังจากนั้นกั๋วกงแต่ละท่านและเหล่าเสนาอำมาตย์ในราชสำนัก อีกทั้งเหล่าแม่ทัพของกองทัพเสินเว่ยทยอยเดินออกมาจากในแถว คุกเข่าลงต่อหน้าบัลลังก์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ล้วนแต่ทำการคารวะอย่างจริงใจ
ฮ่องเต้คล้ายคิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นภาพนี้ จึงตกตะลึงไปเล็กน้อย จากนั้นหัวเราะเสียงดังขึ้นมา กล่าวว่า “ถูกขังอยู่ในวังมาสามร้อยกว่าปี วันนี้ดูเหมือนจะไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็ลุกขึ้นจากบัลลังก์มาอยู่ตรงหน้าเหล่าขุนนาง จากนั้นพยุงอัครมหาเสนาบดีเฉินขึ้นมาก่อน แล้วค่อยพยุงขุนนางที่เหลือขึ้นมาอย่างช้าๆ
ในตอนที่เขาพยุงรองผู้บังคับบัญชากองทัพเสินเว่ยเหนือที่ยังถือว่าอายุน้อยผู้นั้นขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย นายพลที่สังหารคนอยู่ในดินแดนทางเหนือโดยตาไม่กะพริบผู้นี้ก็ได้หลั่งน้ำตาออกมานองหน้า ยากที่จะยืนได้อย่างมั่นคง
ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ฮ่องเต้เดินออกไปด้านนอกท้องพระโรง ทอดตามองออกไปพลางกล่าวถามว่า” นี่เริ่มแล้วหรือ?”
เสียงของเขาคล้ายแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ ทั้งอบอุ่นและสาดส่องไปทั่วทุกที่ ดังลอยไปในวังหลวงที่กว้างใหญ่ จากนั้นลอยไปถึงประตูอิ้งเทียนที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้
นักพรตไป๋ยืนอยู่เหนือประตูอิ้งเทียน เมฆหมอกที่อยู่รอบกายค่อยๆ สลายไป เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “ฝ่าบาท สำนักจงโจวเคารพพระองค์มาโดยตลอด ดังนั้นก่อนที่พระองค์จะเสด็จจากไป ไม่มีอะไรเริ่มขึ้นทั้งนั้นเพคะ”
ฮ่องเต้ไพล่มือไว้ด้านหลัง ฉลองพระองค์สีทองพลิ้วไหวแผ่วเบา ยิ้มพลางกล่าวว่า “หลังข้าพเจ้าไปแล้ว สำนักจงโจวจะทำอะไรได้ล่ะ?”
“ไยฝ่าบาทต้องทรงทำเช่นนี้ด้วย? พวกเราต่างรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
นักพรตไป๋กล่าวว่า “ขุนนางทั่วทั้งราชสำนัก สำนักต่างๆ พ่อค้าไปจนถึงประชาชน ใครจะยอมให้ลูกของปีศาจจิ้งจอกกลายเป็นฮ่องเต้ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้?”
ภายในห้องที่อยู่ด้านข้างท้องพระโรงหลัง พระสนมหูกับองค์ชายจิ่งเหยากำลังมองดูการสนทนาที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้นี้อยู่ข้างหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงของนักพรตไป๋ บนใบหน้าของพระสนมหูพลันมีความรู้สึกโกรธเกรี้ยวปรากฏขึ้นมา แต่จิ่งเหยากลับสงบนิ่ง เขากุมมือของมารดาเอาไว้ ความโกรธบนใบหน้าของพระสนมหูคลายลงไป จากนั้นภายในส่วนลึกของดวงตามีความโศกเศร้าอย่างรุนแรงปรากฏขึ้นมา
เหล่าขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงเองก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก ทุกคนต่างรู้ว่าข้อเรียกร้องของสำนักจงโจวคืออะไร เหล่าขุนนางที่มีสำนักจงโจวอยู่เบื้องหลังต่างนิ่งเงียบ ขุนนางที่มีความคิดต่างกันเหล่านั้นก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบเช่นเดียวกัน
นักพรตไป๋กล่าวว่าต่อว่า พวกหม่อมฉันไม่มีทางบีบให้ฝ่าบาทต้องทรงแก้ไขคำสั่งเสีย กำจัดรัชทายาท สรุปแล้วก็คือไม่ทำอะไร พระองค์จากไปอย่างสงบเถอะเพคะ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ภายในพระราชวังตกอยู่ในความเงียบสงัด
นางพูดถึงการจากไป พูดถึงคำสั่งเสียและการกำจัดรัชทายาท
นั่นก็เท่ากับอธิบายในทุกๆ อย่างแล้ว
………………………………………………………………