มหาจักรพรรดิสวรรค์ - ตอนที่ 2 ล้ำเส้นเกินไป
หลินเทียนยกเท้าถีบประตูบ้านเต็มแรง เสียงกระแทกดังสนั่น ก่อนร่างของเขาจะพุ่งเข้าไปด้านใน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายหน้ากระฝ้ากับบ่าวอีกคนหนึ่งนามหลิวเอ้อ ทั้งสองกำลังฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเด็กหญิงตัวน้อย!
เด็กหญิงสวมสายคาดเอวสีไข่มุก ร่างเล็กเปียกปอนด้วยหยาดฝน เสื้อผ้าถูกฉีกขาดจนเผยผิวกายหลายส่วน ใบหน้าขาวซีดเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“บัดซบ!”
เพลิงโทสะพุ่งพล่านขึ้นในอกของหลินเทียน เขาลืมแม้กระทั่งความเจ็บปวดทั่วร่าง กำกระบี่เหล็กในมือแน่น แล้วพุ่งเข้าใส่หลิวเอ้อราวกับลูกศรหลุดจากสาย
คนทั้งสองสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นหลินเทียนพุ่งเข้ามา
“ไอ้ลูกระยำ! ยังไม่ตายอีกเรอะ!”
“ดวงแข็งจริง ๆ! กล้ากลับมาอีกเรอะ! ดีล่ะ ปู่หลิวจะจัดการเอง!”
หลิวเอ้อแสยะยิ้มชั่วช้า กำหมัดแน่นแล้วถลาเข้าหา
แม้หลิวเอ้อจะเป็นบ่าวของโม่เซิน แต่ก็ไม่ได้ฝึกวิถียุทธ์ เพียงมีร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไปอยู่บ้างเท่านั้น สำหรับหลินเทียนในเวลานี้ มันหาได้อยู่ในสายตาไม่
หมัดปะทะคมกระบี่เพียงเสี้ยววินาที พลังจากตัวกระบี่ก็สะท้อนย้อนกลับไปอย่างรุนแรง ซัดร่างของหลิวเอ้อกระเด็นออกไปทันที
“ไม่เลวนี่ ไอ้สารเลว ยังพอมีฝีมืออยู่บ้าง!” ชายหน้ากระฝ้าแค่นเสียงเหยียดหยัน ก่อนเอ่ยด้วยสายตาดูแคลน “แต่ก็เท่านั้น ก่อนตายจงเบิกตาดูฝีมือของข้าให้ดี!”
ชายหน้ากระฝ้าขยับเท้าขวาออกไปครึ่งก้าว ตั้งท่าพร้อมรับ หมัดทั้งสองกำแน่น กลิ่นอายรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประหนึ่งนักสู้ผู้ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว
“พี่หน้ากระฝ้าแตะขอบประตูวิถียุทธ์แล้ว แค่ขยะอย่างแก หมัดเดียวก็เกินพอ!” หลิวเอ้อหัวเราะชั่วร้าย “ไอ้ลูกระยำ เตรียมตัวตายซะเถอะ!”
ชายหน้ากระฝ้าพึงพอใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำยกยอของหลิวเอ้อ มันพยักหน้าอย่างโอหัง ก่อนคำรามเสียงเย็นและเหวี่ยงฝ่ามือออกมา ลมปราณบางเบาแผ่กระจาย พุ่งเข้าใส่หลินเทียน “ตายซะเถอะ! จะได้เป็นผลงานชิ้นโบแดงของข้า!”
“บัดซบ!”
เพลิงโทสะของหลินเทียนปะทุถึงขีดสุด เมื่อเห็นสภาพเสื้อผ้ายับเยินของหลินซี่ ภาพที่เด็กสาวคอยดูแลเขามาตลอดสิบกว่าวันก็ผุดขึ้นในหัวราวกับคมมีดกรีดใจ เปลวเพลิงในอกลุกโชนจนแทบเผาผลาญสติ เขากำกระบี่แน่น ดวงตาแดงก่ำ แล้วพุ่งเข้าใส่ชายหน้ากระฝ้า
กระบี่เหล็กถูกเหวี่ยงออกไป ระฆังสีม่วงที่ปลายด้ามสั่นไหวอย่างเงียบงัน ผิดแปลกจนไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย!
หลินเทียนไม่ทันได้ครุ่นคิด ในสายตาของเขาเหลือเพียงชายหน้ากระฝ้าที่กำลังเข้ามาใกล้ ความคิดเดียวในหัวคือ… ฟันมันให้ขาด!
“ตายซะ!”
ดวงตาของหลินเทียนแดงก่ำ กระบี่ฟาดลงเต็มแรง
“พรูด!”
ชายหน้ากระฝ้าแข็งค้างอยู่ในท่ากำหมัด ทว่าแขนของมันกลับขาดกระเด็นออกไป เลือดสาดกระจายเต็มพื้น ก่อนร่างทั้งร่างจะถูกผ่าจากหัวไหล่ โลหิตพุ่งทะลักเป็นสาย
ฟันเดียว! ชายหน้ากระฝ้าถูกผ่าครึ่งทั้งเป็น!
“อ๊ากกกกก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนของหลิวเอ้อดังก้อง เมื่อเห็นชายหน้ากระฝ้าผู้แตะขอบประตูวิถียุทธ์ถูกหลินเทียนฟันตายต่อหน้าต่อตา ใบหน้าของมันก็ซีดเผือดทันที ไม่กล้ารั้งอยู่แม้เพียงครึ่งลมหายใจ รีบกระเสือกกระสนหนีออกไป
เสียงกรีดร้องของหลิวเอ้อทำให้หลินเทียนได้สติกลับมา
“พี่ชาย… พี่ชาย…”
เสียงร้องไห้สะอื้นดังขึ้น หลินซี่ยืนอยู่ตรงนั้น เสื้อผ้าหลุดลุ่ย สีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
หลินเทียนสะท้านใจจนลืมหลิวเอ้อที่หนีไปแล้ว เขารีบถลาไปหาหลินซี่ ดึงผ้ามาห่อคลุมร่างเล็กไว้ ใจสั่นระรัวเมื่อเห็นนางสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
“ขอโทษนะ หลินซี่ พี่ชายมันไร้ค่า ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้…”
ตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา หลินซี่เป็นคนดูแลเขา ซักเสื้อผ้า หุงหาอาหารให้ ไม่ต่างจากน้องสาวสายเลือดแท้ ๆ เมื่อเห็นนางบาดเจ็บเช่นนี้ จะให้เขารู้สึกดีได้อย่างไร?
หลินซี่อายุเพียงแปดขวบเท่านั้น แต่สองสารเลวนั่นกลับเกือบทำเรื่องชั่วช้าต่อนาง… บาดแผลในใจครั้งนี้จะลึกเพียงใดกัน? หลินเทียนรู้สึกราวกับอกแทบระเบิด แม้จะสังหารชายหน้ากระฝ้าไปแล้ว ดวงตาของเขาก็ยังคงอัดแน่นด้วยเจตนาฆ่า
หลินซี่สั่นเทาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพูดทั้งน้ำตาว่า “พวกเขาบอกว่าพี่ชายตายไปแล้ว แต่หลินซี่ไม่เชื่อ… หลินซี่เชื่อว่าพี่จะไม่มีวันทอดทิ้งน้อง…”
หลินเทียนรู้สึกเศร้าสะท้านใจ ปลอบนางจนสงบลงได้ จากนั้นจึงพูดเบา ๆ “หลินซี่ ไปกับพี่นะ พวกเราต้องไปจากที่นี่”
“ทำไมเหรอ พี่ชาย?”
หลินซี่สะอื้นถาม
หลินเทียนฝืนยิ้ม เอ่ยเสียงอ่อนว่า “ไม่มีอะไรหรอก พี่ยังไม่เคยพาเจ้าไปดูดาวเลยนี่”
แน่นอนว่าเขาไม่ได้จะพาหลินซี่ไปดูดาวจริง ๆ เขาฆ่าชายหน้ากระฝ้า ส่วนหลิวเอ้อหนีไปแล้ว เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายจะกลับไปรายงานโม่เซินและเซียวหยุนแน่ เขาต้องพาหลินซี่หนีไปให้พ้น
“อืม… ก็ได้”
หลินซี่เป็นเด็กฉลาด นางพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
หลินเทียนรีบเก็บเสื้อผ้าและเสบียงเท่าที่จำเป็น ก่อนอุ้มหลินซี่ไว้ในอ้อมแขน ฝืนทนความเจ็บปวด แล้วก้าวออกทางประตูหลังของบ้าน
ยังไม่ทันไปได้ไกล เสียงคนกลุ่มหนึ่งก็บุกเข้ามาในบ้าน ตามด้วยเสียงรื้อค้นข้าวของอย่างหยาบคาย ความหนาวเยือกแล่นวาบขึ้นในใจหลินเทียน เขารีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นทันที
เขาวิ่งไปอีกไกล จนเห็นแสงไฟวาบขึ้นในความมืด
“พี่ชาย! ไฟไหม้! บ้านไฟไหม้แล้ว!”
หลินซี่ร้องขึ้นมา
หลินเทียนหันกลับไปมอง เห็นเปลวไฟกำลังกลืนกินเรือนเก่าในความมืด เงาร่างหนึ่งยืนตะโกนด้วยน้ำเสียงอำมหิต “หาไม่เจอ เผามันซะ! ยังไงบ้านหลินก็ถูกตระกูลเซียวกลืนไปแล้ว บ้านเก่า ๆ นี่ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เผาให้สิ้นซาก! ให้พวกขยะสองตัวนั่นเร่ร่อนอยู่ข้างถนนไป!”
ร่างของหลินเทียนสั่นเทา กัดฟันแน่น อุ้มหลินซี่วิ่งหนีโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย
กลางความมืด เปลวไฟยิ่งลุกโหม เสียงไม้แตกปะทุดังลั่นไม่ขาดสาย
หลินซี่ร้องไห้โฮ ดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนของหลินเทียน มือเล็ก ๆ คว้าอากาศพลางสะอื้นเหมือนใจจะขาด
บ้านหลังนั้น… คือสิ่งเดียวที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้นาง…
หลินเทียนกอดหลินซี่แน่น ฝืนร่างกายที่เจ็บปวด ก้าวเท้าออกไปอย่างไม่ลังเล
นอกเมืองคุกเฟิงมีภูเขาลูกหนึ่ง หลินเทียนหนีขึ้นเขาไปจนหยุดอยู่ตรงจุดหนึ่ง
หลินซี่นอนซบอยู่ในอกเขา หลังผ่านความตกใจและความเสียใจอย่างถึงที่สุด นางก็ค่อย ๆ หลับไป ทว่าร่างเล็กยังคงสั่นระริก ราวกับฝันร้ายยังตามหลอกหลอนอยู่ไม่ห่าง หลินเทียนมองนางแล้วปวดใจยิ่งนัก
เขาหยุดยืน มองเปลวไฟที่โหมกระหน่ำอยู่ในความมืด กำหมัดแน่นทั้งสองข้าง
ล้ำเส้นเกินไปแล้ว!