มหาจักรพรรดิสวรรค์ - ตอนที่ 3 กระบี่เหล็กลึกลับ สวรรค์สี่ขั้ว
อากาศบนภูเขาชื้นแฉะ หลินเทียนไม่กล้าก่อไฟ ด้วยเกรงว่าคนของตระกูลเซียวและตระกูลโม่จะตามรอยมาเจอ เขาอุ้มหลินซี่ขึ้นไปนั่งพิงกิ่งไม้ใหญ่ที่แข็งแรง เฝ้ามองเปลวเพลิงซึ่งยังลุกโชติช่วงอยู่ไกลโพ้นท่ามกลางความมืด สีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
ทั่วร่างเจ็บปวดระบมไปหมด เพียงพักได้ไม่นาน ความเจ็บก็โถมกลับมาอีกระลอก หลินเทียนจึงล้มตัวลงพักอย่างอ่อนแรง
เขานอนพิงกิ่งไม้ใหญ่แน่นหนา ก่อนจะเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว… ในความฝัน เขายืนอยู่ใต้ท้องฟ้าเวิ้งว้างสุดสายตา เบื้องหน้ามีเงาร่างคลุมเครือทั้งเก้าลอยอยู่กลางอากาศ และ ณ ใจกลางของคนเหล่านั้น มีกระบี่ยาวเล่มหนึ่งเปล่งแสงเจิดจ้า
ทันใดนั้น เงาร่างทั้งเก้าก็ขยับพร้อมกัน ต่างยื่นมือพุ่งคว้ากระบี่ที่ลอยอยู่ตรงกลาง
ดวงตาของหลินเทียนเบิกกว้าง ภาพที่เห็นคือทั้งเก้าคนเปิดศึกประมือกันกลางอากาศ ฟ้าราวกับจะถล่ม แผ่นดินสั่นสะเทือน อสนีฟาดผ่าลงมา รัศมีเทพเจ้าแผ่ซ่านไปทั่ว ประหนึ่งโลกทั้งใบกำลังดับสลาย!
ฉากตรงหน้าพลันแปรเปลี่ยน เขาเห็นกระบี่ยาวเล่มหนึ่งพุ่งลงมาจากหมู่เมฆ ทะลุผ่านม่านบางลึกลับชั้นหนึ่ง ก่อนพุ่งตรงเข้าหาเขา!
“แม่เจ้าโว้ย!”
หลินเทียนร้องลั่น ลืมตาโพลงขึ้นด้วยความตกใจ ทั้งร่างเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น
ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท เขายังนั่งพิงกิ่งไม้แข็งแรงอยู่ หลินซี่นอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของเขา อาจเพราะความเศร้าเกินจะรับไหว จึงไม่ได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาแม้เสียงเขาจะดังขนาดนั้น
หลินเทียนเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ภาพในความฝันนั้นน่ากลัวเกินไป โดยเฉพาะตอนที่กระบี่เล่มนั้นพุ่งตรงมาหา ภาพมันช่างสมจริงเสียเหลือเกิน
เขาหอบหายใจแรงด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเพียงชั่วพริบตา สีหน้าของเขากลับเปลี่ยนไปหนักกว่าเดิม
กระบี่?
กระบี่ในมือเขาล่ะ?
เขาจำได้ว่าตอนอุ้มหลินซี่ กระบี่เหล็กยังอยู่ในมือขวา แต่เวลานี้กลับหายไป!
เมื่อนึกถึงภาพในฝัน เหงื่อเย็นก็ผุดซึมทั่วแผ่นหลังของหลินเทียน เขารีบหันซ้ายหันขวาอย่างร้อนรน ก่อนจะพบว่าฝ่ามือของตนกำลังเปล่งแสงจาง ๆ ออกมา!
เขายกมือขึ้นดูทันที และสิ่งที่เห็นก็ทำให้ดวงตาพร่าพราย หัวใจเต้นระรัว… บนฝ่ามือของเขามีรอยกระบี่ฝังแน่นอยู่! รูปร่างของมันเหมือนกระบี่เหล็กที่เขาเก็บได้ใต้หน้าผาไม่มีผิด!
“อะ…อะไรกันนี่…”
ดวงตาของหลินเทียนเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด
ทันใดนั้น ความปวดแสบปวดร้อนก็ถาโถมเข้าใส่ศีรษะของเขา ราวกับถูกค้อนเหล็กหนักมหาศาลกระแทกซ้ำ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน เจ็บปวดจนแทบกรีดร้องออกมา
แต่ความเจ็บปวดนั้นอยู่ไม่นาน มันจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ร่างกายของหลินเทียนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทว่าในวินาทีถัดมา เขากลับต้องตกตะลึงอีกครั้ง เพราะภายในสมองของเขา… สิ่งแปลกประหลาดมากมายพลันปรากฏขึ้น ทั้งคาถา ตราประทับเทพ และตราวิถีอัดแน่นเต็มไปหมด ราวกับแสงเรืองรองลึกลับที่งดงามระยิบระยับ…
สุดท้าย ตัวอักษรโบราณจางๆ ก็ลอยเด่นขึ้นมา เสียงดังก้องในห้วงจิตของเขาราวกับเสียงกระบี่กระทบกัน!
หลินเทียนใจสั่นระรัว… สิ่งนี้มันคืออะไร? เคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังงั้นหรือ?
ความคิดนี้ทำให้เขาตกใจอย่างรุนแรง
จากความทรงจำของร่างนี้ เขารู้ดีว่าโลกใบนี้ให้ความสำคัญกับวิถียุทธ์อย่างยิ่ง การบ่มเพาะพลังคือความใฝ่ฝันของเหล่ารุ่นเยาว์ทั่วแผ่นดิน ทุกปีมีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนปรารถนาจะเหยียบย่างสู่เส้นทางยุทธ์
แต่การจะฝึกฝนได้ ต้องมีเคล็ดวิชาเสียก่อน และเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังนั้นก็หายากแสนยาก แม้แต่ตระกูลขุนนางระดับล่างก็ยากจะครอบครองได้
ในจักรวรรดิเปลวเหนือ เคล็ดวิชาชั้นยอดส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในมือของราชสำนัก
ตัวอย่างเช่น เมืองคุกเฟิงแห่งนี้ ทั้งในตัวเมืองและรอบนอก มีเพียง ‘นิกายยุทธ์เก้าหยาง’ กับตระกูลนักยุทธ์ไม่กี่แห่งที่จักรวรรดิเปลวเหนืออนุญาตให้ครอบครองเคล็ดวิชาได้
และเคล็ดวิชาที่เหล่าตระกูลขุนนางถือครองส่วนใหญ่ก็เป็นของธรรมดา ไม่อาจเทียบได้กับของนิกายยุทธ์เก้าหยางเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลนักยุทธ์จะไม่ถ่ายทอดวิชาให้คนนอก ดังนั้นทุกปีจึงมีวัยรุ่นเลือดร้อนแห่กันไปสมัครเข้าสู่นิกายยุทธ์เก้าหยาง หวังได้เป็นศิษย์และฝึกฝนเคล็ดวิชาชั้นสูงเพื่อย่างเข้าสู่เส้นทางยุทธ์อย่างแท้จริง
แต่หลินเทียนไม่ใช่คนจากตระกูลนักยุทธ์ และไม่ได้เป็นศิษย์ของนิกายยุทธ์เก้าหยาง แต่ในเวลานี้กลับได้รับเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังเข้ามาในหัว… เขาจะไม่ตกใจได้อย่างไร?
เขาสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วรีบรวบรวมความรู้ใหม่ในหัวอย่างตั้งใจ
สองชั่วยามผ่านไป ดวงตาของเขาเปล่งประกาย สติแจ่มชัด ราวกับได้จัดเรียงเคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว!
เคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว!