มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 12 ข่าวลือ (1)
บทที่ 12 ข่าวลือ (1)
“ระ…เรียนคุณหนู เสบียงในห้องเครื่องเหลือเพียงเท่านี้จริง ๆ เจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางก้มหน้าลงจนชิดอก
“เหลวไหล! จวนสกุลฉู่ออกจะใหญ่โต เสบียงจะมาหมดได้อย่างไร” ฉู่ซือเยว่ตวาดกลับเสียงแหลม ดวงตาฉายแววดุดันอย่างไม่ยอมใคร ก่อนที่นางจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าพลันเย็นชาขึ้นหลายส่วน
“เป็นพวกเจ้าตั้งใจยักยอกเสบียงไปเองใช่หรือไม่ หรือแอบเอาเงินค่าอาหารไปแบ่งกันเอง รีบสารภาพมาเดี๋ยวนี้!”
“บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ! บ่าวไม่กล้าจริง ๆ” สาวใช้ผู้นั้นรีบทรุดตัวลงหมอบกับพื้น ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนก ก่อนที่นางจะอธิบายต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวอย่างร้อนรน
“ทะ…ทั้งหมดนี้ เป็นคำสั่งของฮูหยินเจ้าค่ะ ฮูหยินสั่งกำชับว่าให้จัดสำรับตามที่มี และสั่งให้ทุกคนรัดเข็มขัดให้แน่นที่สุดเจ้าค่ะ!”
“ท่านแม่สั่งอย่างนั้นหรือ?”
ฉู่ซือเยว่ชะงักค้างไปทันที ใบหน้างามบิดเบี้ยวด้วยความสับสนและไม่เชื่อหู
“จะเป็นไปได้อย่างไร ท่านแม่รักข้าที่สุด ย่อมไม่มีวันยอมให้พวกเราต้องลำบากหรือกินอาหารชั้นต่ำเช่นนี้แน่ เจ้าโกหก!”
ทางด้านฉู่หยางที่นั่งเงียบมาตลอดกลับไม่ได้ร่วมผสมโรงอาละวาดไปกับน้องสาว นัยน์ตาคมกริบของเขาเหลือบมองไปยังบิดา และพบว่าฉู่จิ้งหยวนมีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างน่าประหลาด อีกทั้งยังไม่คิดแม้แต่จะเอ่ยปากตำหนิสาวใช้เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย
ฉู่หยางคาดเดาได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ท่านพ่อล่วงรู้แต่ไม่ได้พูดออกมา เขาจึงยื่นมือไปรั้งแขนเสื้อของน้องสาวเอาไว้เพื่อปรามโทสะ
“เยว่เอ๋อร์ พอได้แล้ว เจ้าใจเย็นลงก่อนเถิด”
“ท่านพี่! ท่านดูอาหารพวกนี้สิเจ้าคะ จะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร!” ฉู่ซือเยว่โต้เถียงอย่างไม่ยอมแพ้ เตรียมจะอาละวาดต่อ
“ข้าบอกให้พอ” ฉู่หยางเอ่ยเสียงต่ำพลางส่งสายตาเป็นเชิงเตือน
“ท่านแม่ทำเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลแน่ ยามนี้สถานการณ์ในจวนอาจไม่ปกติ เจ้าอย่าเพิ่งวู่วามทำเรื่องให้บานปลายไปมากกว่านี้เลย”
เมื่อฉู่ซือเยว่ได้สบกับสายตาที่เย็นชาและดุดันของพี่ชาย นางที่เคยปากเก่งก็พลันรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง ความโอหังเมื่อครู่มลายหายไปเหลือเพียงความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่น นางยอมสงบปากสงบคำแต่โดยดี ทว่าก็ไม่วายชักสีหน้าบึ้งตึงและกระแทกตัวนั่งลงกับเก้าอี้อย่างหัวเสียจนเกิดเสียงดัง
ฉู่หยางละสายตาจากน้องสาวที่เอาแต่ใจ ก่อนจะหันไปทางประมุขของโต๊ะที่นั่งนิ่งเงียบมานาน นัยน์ตาคมกริบฉายแววเคร่งเครียดขณะเอ่ยถามบิดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านพ่อขอรับ แท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดท่านแม่จึงต้องสั่งรัดเข็มขัดเข้มงวดถึงเพียงนี้?”
ฉู่จิ้งหยวนที่นั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหินถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“การค้าของสกุลฉู่เรากำลังมีปัญหาใหญ่ แม่ของเจ้าจำเป็นต้องนำทรัพย์สินทั้งหมดในคลังออกไปเพื่ออุดรอยรั่วตรงนั้นให้ทันท่วงที ยามนี้พวกเราจึงต้องรัดเข็มขัดและใช้จ่ายอย่างประหยัดไปสักระยะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่หยางก็เข้าใจในทันทีว่าสถานการณ์คงเข้าขั้นวิกฤต เพราะหากไม่ร้ายแรงถึงที่สุด มารดาที่ที่รักพวกเขาทั้งสามคนมากที่สุด ย่อมไม่มีทางปล่อยให้สำรับอาหารบนโต๊ะของสามีและบุตรดูซอมซ่อเช่นนี้แน่ ครั้นตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องราว เขาจึงไม่คิดจะซักไซ้ให้บิดาต้องลำบากใจต่อ
ฉู่หยางหันไปมองน้องสาวที่นั่งหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ได้ยินแล้วใช่หรือไม่เยว่เอ๋อร์ เรื่องนี้ก็เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เจ้าก็ฝืนกินไปก่อนเถิด อย่าให้ท่านแม่ต้องหนักใจไปมากกว่านี้เลย”
ฉู่ซือเยว่เม้มปากแน่น แม้ในใจจะอยากอาละวาดอีกเพียงใด แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของทั้งบิดาและพี่ชาย นางจึงทำได้เพียงกัดฟันยอมลงมือกินข้าวแต่โดยดี
ทว่าเพียงแค่ตะเกียบหยกคีบผักลวกจืดชืดเข้าปาก ความรู้สึกสากลิ้นและรสชาติที่ไร้ซึ่งความโอชะก็ทำให้ดวงตาของนางคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความหงุดหงิด
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ทั้งสามคนพยายามฝืนกลืนข้าวได้ไม่กี่คำก็ต่างพากันวางตะเกียบลงแทบจะพร้อมกัน ความหรูหราที่เคยชินทำให้พวกเขาไม่อาจทำใจกลืนผักเหล่านั้นลงคอได้จริง ๆ
สุดท้ายมื้ออาหารยามเช้าที่แสนหดหู่ก็จบลงอย่างรวดเร็ว ทั้งสามคนแยกย้ายกันออกจากห้องโถงด้วยท่าทีห่อเหี่ยว ทว่าในใจของแต่ละคนกลับคิดเห็นตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย นั่นคือการออกไปหาอาหารรสเลิศนอกจวนทานเพื่อชดเชยมื้อที่แสนรันทดนี้
เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังมีเงินเก็บส่วนตัวจากเบี้ยหวัดที่ได้รับในแต่ละเดือน พอให้ใช้สอยได้อย่างไม่ขัดสนนัก โดยที่หารู้ไม่ว่าพายุลูกใหญ่ที่แท้จริงกำลังรอคอยพวกเขาอยู่ในอนาคตอันใกล้
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ภายในห้องทำงานที่เงียบสงัดของเรือนเหมยฮวา ท่ามกลางกลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วห้อง มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงปลายพู่กันที่ตวัดลงบนสมุดบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ทว่าในความเงียบนั้นเอง จู่ ๆ บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนที่เงาร่างสายหนึ่งจะปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าโต๊ะทำงานอย่างไร้ร่องรอย
องครักษ์เงาในชุดดำสนิทคุกเข่าลงข้างหนึ่ง พร้อมกับเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เรียนฮูหยิน ความเคลื่อนไหวของคนจวนใหญ่เมื่อเช้านี้ หลังจากที่นายท่านและเหล่าคุณหนูคุณชายออกไปแล้ว พวกเขาได้ไปรวมตัวกันที่เหลาอาหารชื่อดังกลางย่านการค้า เพื่อทานมื้อเช้าร่วมกันขอรับ”
มือที่กำลังตวัดพู่กันพลันชะงักไปเล็กน้อย แต่หลิวอันเซียงยังคงไม่เงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชีแต่อย่างใด
“จากการตรวจสอบพบว่า ทั้งสามคนน่าจะมีเงินเก็บส่วนตัวซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย คาดการณ์เบื้องต้นว่าน่าจะมีคนละไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึงทองขอรับ”
หลิวอันเซียงไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด นางเพียงแค่นั่งฟังอย่างเงียบงันเท่านั้น ก่อนที่ริมฝีปากบางจะค่อย ๆ ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างนึกสนุก นัยน์ตาหงส์ทอประกายลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
ห้าร้อยตำลึงทองต่อคนเชียวหรือ…
ไม่คิดเลยว่าลับหลังนาง ทั้งสามคนจะแอบเก็บออมเงินทองไว้ได้มากมายถึงเพียงนี้ เห็นทีที่ผ่านมานางคงจะใจดีเกินไป มอบของมีค่าและเงินรางวัลให้พวกเขาอย่างมือเติบ จนทำให้พวกเขาสามารถเสวยสุขบนกองเงินกองทองที่นางหามาได้อย่างไร้ความกังวล
“จับตาดูต่อไป อย่าให้คลาดสายตา” นางสั่งเสียงเรียบ
“รับทราบขอรับ” องครักษ์เงารับคำสั่งเพียงคำเดียว ก่อนจะอันตรธานหายไปจากห้องราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
เมื่อภายในห้องเหลือเพียงนางคนเดียวแล้ว หลิวอันเซียงจึงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างใจเย็น ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง นางเหยียดยิ้มออกมาด้วยความเย็นเยียบ นัยน์ตาจ้องมองสมุดบัญชีตรงหน้าที่นางเพิ่งตรวจสอบเสร็จสิ้น
จากการตรวจสอบทรัพย์สินในคลังอย่างละเอียด พบว่าตลอดหลายปีมานี้ คนสกุลฉู่แอบยักยอกเงินทองที่เป็นสินเดิมของนางไปใช้สอยส่วนตัวรวมแล้วกว่าสามหมื่นตำลึงทอง!
เงินจำนวนนี้หาใช่น้อย ๆ ไม่และนางไม่มีวันปล่อยให้มันสูญเปล่าไปอย่างแน่นอน
“นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ส่วนที่ขาดหายไป ข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องคายมันออกมาจนหมดสิ้น” นางพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงเย็นชา นัยน์ตาหงส์พลันหม่นแสงลงชั่ววูบ
“เถียนจื่อ”
“เจ้าค่ะฮูหยิน” เถียนจื่อที่ยืนรอพร้อมรับใช้อยู่หน้าห้องรีบก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“จงไปจัดการกระจายข่าวเรื่องชีวิตอันน่ารันทดของบุตรีอนุจวนสกุลฉู่เสีย”
นัยน์ตาของเถียนจื่อเป็นประกายรับทราบถึงนัยสำคัญของคำสั่งนี้ นางย่อกายคารวะรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว
“บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
เมื่อเถียนจื่อกลับออกไปนอกห้องแล้ว หลิวอันเซียงก็หันกลับไปมองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตามองหมู่มวลบุปผาที่กำลังเริ่มเหี่ยวเฉาในสวน ท่ามกลางลมฤดูหนาวที่เริ่มพัดแรงขึ้น
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ก็ถึงเวลาเดินหมากตามแผนขั้นต่อไปเสียที…
===========