มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 12 ข่าวลือ (2)
บ
ทที่ 12 ข่าวลือ (2)
สามวันต่อมา ข่าวลือเรื่องบุตรีอนุสกุลฉู่ที่ถูกปฏิบัติอย่างทารุณประหนึ่งทาสในจวนมั่งคั่ง ก็ได้แพร่กระจายออกไปราวกับไฟลามทุ่ง ตามเหลาน้ำชาที่เคยเงียบสงัด บัดนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คน บรรดาบัณฑิตและชาวบ้านต่างนั่งล้อมวงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน
“พวกเจ้าเคยได้ยินหรือไม่? คุณหนูรองสกุลฉู่ผู้นั้นน่ะ ว่ากันว่านางต้องซักผ้าท่ามกลางหิมะจนมือน้อย ๆ แตกระแหงไม่มีชิ้นดี เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็บางจนแทบกันลมหนาวไม่ได้ ในขณะที่พี่สาวและพี่ชายร่วมบิดากลับเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง สวมผ้าแพรพรรณชั้นเลิศจากเจียงหนาน!” ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับตบโต๊ะดังปังด้วยความอัดอั้น
“ข้ายังได้ยินมาอีกนะว่า…” สตรีวัยกลางคนลึกลับในวงสนทนาลดเสียงลงต่ำแต่แฝงไปด้วยความจิกกัด
“แม้แต่อาหารที่เหลือกินเหลือใช้จากพวกบ่าวไพร่ นางยังแทบไม่มีโอกาสได้สัมผัส ต้องประทังชีวิตด้วยเศษข้าวบูดและน้ำแกงใส ๆ ช่างน่าสงสารนักที่เด็กสาวผู้หนึ่งต้องมาเผชิญชะตากรรมเยี่ยงทาสในจวนขุนนางใหญ่!”
ไม่เพียงแต่ในโรงน้ำชา แม้แต่ตามแผงขายผักหรือหน้าประตูเมือง หัวข้อสนทนาล้วนหนีไม่พ้นเรื่องหน้าเนื้อใจเสือของคนสกุลฉู่
“หึ! รองเสนาบดีกรมยุติธรรมงั้นรึ? ช่างน่าขันสิ้นดี!” พ่อค้าหาบเร่แค่นยิ้มหยัน
“ขนาดเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองยังปล่อยให้ถูกข่มเหงรังแกเยี่ยงสุนัขข้างถนน แล้วเขาจะเอาปัญญาที่ไหนไปตัดสินคดีความให้ราษรได้อย่างเที่ยงธรรม? ข้าว่าที่นั่งตำแหน่งนี้มาได้นานเพียงนี้ คงเป็นเพราะเกาะชายกระโปรงฮูหยินผู้ร่ำรวยกระมัง!”
คำครหานั้นลามปามไปถึงคุณธรรมส่วนตัวของฉู่จิ้งหยวนอย่างรุนแรง ผู้คนเริ่มตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่เขาเคยหยิบยื่นให้ในคดีต่าง ๆ บ้างก็ลือไปว่าเขาเป็นคนมักมากที่รักเพียงอนุแต่กลับทอดทิ้งบุตร บ้างก็ว่าเขาเป็นคนไร้ความสามารถที่จัดการเรื่องในบ้านไม่ได้
ข่าวลือเหล่านี้ถูกตอกไข่ใส่สีจำนวนมาก จนภาพลักษณ์ขุนนางผู้ทรงเกียรติได้บิดเบี้ยวกลายเป็นปีศาจร้ายในคราบนักบุญ
ชื่อเสียงของฉู่ซือเยว่เองก็มัวหมองไม่แพ้กัน เนื่องจากมีข่าวลือออกไปว่าแท้จริงแล้วเบื้องหลังการกลั่นแกล้งคุณหนูรอง มีคุณหนูใหญ่ผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาเป็นผู้บงการนั่นเอง
บรรยากาศทั่วทั้งเมืองหลวงบัดนี้เต็มไปด้วยเสียงสาปแช่ง และสายตาที่มองจวนสกุลฉู่ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ยิ่งข่าวลือถูกปากต่อปากไปไกลเพียงใด ชื่อเสียงที่เพียรสร้างมาทั้งชีวิตของฉู่จิ้งหยวนและฉู่ซือเยว่ก็ยิ่งพังทลายลงเพียงนั้น
ที่ว่าการกรมอาญา
ขณะเดียวกัน บรรยากาศในที่ทำงานของฉู่จิ้งหยวนวันนี้กลับเต็มไปด้วยความอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตลอดทั้งวันเขาต้องเผชิญกับสายตาแปลกประหลาดจากเพื่อนร่วมงาน หลายคนกระซิบกระซาบกันทันทีที่เขาเดินผ่าน บ้างก็มองมาด้วยสายตาเย้ยหยัน บ้างก็หลบตาอย่างมีพิรุธ
ฉู่จิ้งหยวนขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัยที่เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขีดสุด ในที่สุดเขาก็ไม่อาจทนอยู่เฉยได้ จึงสั่งให้บ่าวรับใช้คนสนิทออกไปสืบสาวราวเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกทันที
เพียงไม่นาน บ่าวคนสนิทก็กลับมารายงานด้วยท่าทีลนลาน ใบหน้าซีดเผือด
“เรียนนายท่าน ยามนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างโจษจันเรื่องที่คุณหนูรองถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในจวนขอรับ พวกเขา…พวกเขาตำหนินายท่านว่าไร้ความยุติธรรม และยังลามไปถึงเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานของนายท่านด้วยขอรับ!”
คำรายงานนั้นพลันทำให้ฉู่จิ้งหยวนหน้าชาไปหลายส่วน ความอับอายขายหน้าแล่นปราดเข้าสู่หัวใจจนตัวสั่นเทิ้ม เขาเป็นถึงขุนนางผู้ใหญ่ที่ยึดถือเรื่องหน้าตาและเกียรติยศยิ่งกว่าชีวิต ทว่าบัดนี้กลับถูกชาวบ้านร้านตลาดเอาชื่อไปนินทาสนุกปากเสียได้
“เหลวไหล! ใครเป็นคนปล่อยข่าวสารเลวพวกนี้ออกมา!”
เขาตวาดก้องด้วยโทสะที่ปะทุขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ ความกังวลเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานที่อาจสั่นคลอนทำให้นั่งไม่ติดที่อีกต่อไป ฉู่จิ้งหยวนรีบเก็บข้าวของและเดินทางกลับจวนเร็วกว่าปกติในทันที
เหลาอาหารจุ้ยเซียน
ขณะเดียวกัน ณ เหลาอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดในย่านการค้า ฉู่ซือเยว่กำลังก้าวเดินขึ้นบันไดไม้แกะสลักไปยังชั้นสองด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่งดุจหงส์เช่นทุกครั้ง วันนี้นางสวมชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัว ปักลวดลายดอกโบตั๋นด้วยดิ้นทองดูหรูหราล้ำค่า เพื่อมาพบปะสหายคุณหนูตระกูลขุนนางตามคำเชิญ
ทว่าเมื่อก้าวมาถึงหน้าประตูห้องรับรองส่วนตัวที่สหายจองไว้ ฝีเท้าของนางกลับต้องชะงักงัน
เนื่องจากเสียงสนทนาที่ดังลอดออกมาจากด้านในนั้น ไม่ใช่เสียงหัวเราะต้อนรับอย่างที่นางคาดหวัง แต่กลับเป็นถ้อยคำนินทาที่แสนจะเผ็ดร้อนอย่างต่อเนื่อง
“พวกเจ้าดูสิ ภายนอกฉู่ซือเยว่ดูเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ กิริยามารยาทดูเพียบพร้อมไร้ที่ติ แต่ใครจะไปคิดว่าเนื้อแท้แล้วจะเป็นสตรีหน้าเนื้อใจเสือ ร้ายกาจถึงเพียงนั้น!” คุณหนูผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“นั่นสินะ ข้าล่ะสงสารคุณหนูรองสกุลฉู่ยิ่งนัก ได้ยินว่าถูกกลั่นแกล้งจนแทบไม่มีข้าวกิน เสื้อผ้าที่ใส่ก็เก่าจนดูไม่ได้ เห็นทีความงดงามของฉู่ซือเยว่คงเป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบไว้ปกปิดจิตใจอันมืดบอดเท่านั้น!”
มู่เถาที่เดินตามหลังฉู่ซือเยว่มาถึงกับหน้าถอดสี นางกำหมัดแน่นและเตรียมจะก้าวเข้าไปเปิดประตู เพื่อส่งสัญญาณให้คนด้านในหยุดพูดและรับรู้ถึงการมาของนายตน ทว่าฉู่ซือเยว่กลับยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามไว้ นางเลือกที่จะยืนพิงผนังห้องฟังบทสนทนาเหล่านั้นเงียบ ๆ อย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้
นางอยากจะรู้นักว่า สหายที่เคยประจบประแจงนางต่อหน้า ลับหลังจะพูดถึงตนว่าอย่างไรบ้าง
“ทำกับน้องสาวแท้ ๆ ได้ลงคอ ช่างเลือดเย็นเสียจริง หากวันหน้าข้าต้องออกงานร่วมกับนาง ข้าคงต้องระวังตัวให้ดี ไม่รู้ว่านางจะแว้งกัดข้าเมื่อไหร่!” เสียงหัวเราะคิกคักตามมาหลังจบประโยคนั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เพลิงโทสะในอกของฉู่ซือเยว่ระเบิดออกทันที นางไม่เห็นว่าสิ่งที่นางทำจะผิดเพี้ยนไปตรงไหน ในเมื่อบุตรีภรรยาเอกทุกสกุลต่างก็ทำกับบุตรีอนุเช่นนี้ทั้งสิ้น
ปัง!
ฉู่ซือเยว่ผลักประตูเข้าไปอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ทุกคนในห้องรับรองต่างสะดุ้งสุดตัวและหันมามองเป็นตาเดียว ใบหน้าของเหล่าคุณหนูที่เคยฉายแววสนุกปาก บัดนี้กลับซีดเผือดราวกับเห็นผี
ฉู่ซือเยว่ไม่ได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดจนเสียกิริยา นางเพียงก้าวเข้าไปยืนกลางห้องด้วยรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก ดวงตาจ้องเขม็งไปยังคุณหนูตระกูลหลี่ที่เพิ่งพูดว่าร้ายนางเมื่อครู่ไม่วางตา
“ดูเหมือนข้าจะมาผิดเวลาไปเสียหน่อยกระมัง” เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ ทว่ากลับบาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง
“ถึงว่าเหตุใดระหว่างทางเดินข้าถึงได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากห้องนี้ ที่แท้ก็เป็นกลิ่นวาจาสกปรกของคุณหนูหลี่นี่เอง”
“ฉะ…ฉู่ซือเยว่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใดกัน!” คุณหนูหลี่เอ่ยถามเสียงสั่น
“นานพอที่จะรู้ว่า สหายที่ข้าเคยคิดว่ามีตระกูลสูงส่ง กลับมีนิสัยชอบลอบกัดลับหลังประหนึ่งสุนัขข้างถนน” ฉู่ซือเยว่เหยียดยิ้มดูแคลน นางกวาดสายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าคราหนึ่งพลางเอ่ยต่อ
“คุณหนูหลี่ ข้าล่ะแปลกใจนักที่เจ้ามีเวลามาห่วงใยเรื่องในเรือนของผู้อื่น หรือว่าแท้จริงแล้วเจ้าอิจฉาข้า จนต้องหาเรื่องมาใส่ความเพื่อปลอบใจตัวเองที่ไม่มีใครเหลียวแล?”
“เจ้า! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาว่าข้าเช่นนี้!” คุณหนูหลี่ถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ
“ข้าพูดความจริงไม่ใช่หรือ?” ฉู่ซือเยว่ก้าวเข้าไปใกล้จนอีกฝ่ายต้องถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว
“ก่อนจะห่วงชีวิตผู้อื่น กลับไปห่วงตนเองเถิดว่ากิริยาตลบตะแลงเช่นนี้ หากข่าวแพร่ออกไป จะมีตระกูลใดกล้าส่งแม่สื่อมาทาบทามเจ้าบ้าง อ้อ ข้าลืมไป สำหรับสตรีที่มีดีแค่ลมปากเช่นเจ้า คงหาคู่หมายที่เหมาะสมยากเสียหน่อย”
คำพูดเสียดสีที่ไร้ความปรานีของฉู่ซือเยว่ทำเอาคุณหนูหลี่หน้าแดงสลับเขียวด้วยความอับอายและโกรธจัด ท่ามกลางสายตาของคุณหนูคนอื่น ๆ ที่ได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าสอดแทรก ฉู่ซือเยว่ในยามนี้ดูราวกับนางพญามารที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกคนที่ขวางหน้าไม่มีผิดเพี้ยน จึงทำไม่ให้มีผู้ใดกล้าหาเรื่องใส่ตัวอีก