มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 15 งิ้วฉากใหญ่ (1)
บทที่ 15 งิ้วฉากใหญ่ (1)
ท่ามกลางโคมระย้าที่ห้อยประดับตกแต่งไปทั่วทั้งจวน งานเลี้ยงฉลองวันเกิดที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างวิจิตรบรรจงก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในลานกว้างเต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบด้วยความใคร่รู้ เนื่องจากในแวดวงชนชั้นสูงนั้น การที่ภรรยาเอกจะยอมยกบุตรีอนุขึ้นเป็นบุตรีในนามและมอบฐานะเทียบเท่าสายเลือดที่ถูกต้องตามกหมายนั้นหาได้ยากยิ่งนัก
เพียงไม่นาน ฉู่จิ้งหยวนก็ได้ก้าวขึ้นมายังแท่นกลางพิธีด้วยกิริยาสุขุม ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มบางอยู่ตลอดเวลา ช่วยเสริมให้ภาพลักษณ์ของเขาแลดูอบอุ่นอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง
“ข้าในฐานะประมุขของจวนสกุลฉู่ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานมงคลในวันนี้
เมื่อสิ้นเสียงของสามี หลิวอันเซียงที่ยืนสง่าอยู่เคียงข้างในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองก็ก้าวออกมาข้างหน้า นางจูงมือฉู่หลันให้ก้าวออกมาปรากฏกายต่อหน้าธารกำนัลอย่างสง่างาม
ยามที่แสงแดดส่องกระทบกับดวงหน้าของเด็กสาว พลันเผยให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราได้อย่างชัดเจน ทำให้แขกเหรื่อหลายคนถึงกับเผลออุทานออกมาด้วยความตะลึงในความงามของนางกันถ้วนหน้า ด้วยไม่คาดคิดว่าบุตรีอนุที่ไม่เคยมีตัวตนผู้นี้จะมีรูปโฉมงดงามไม่ด้อยกว่าคุณหนูใหญ่สกุลฉู่ผู้โด่งดังเลยสักนิด
“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ฉู่หลันคือบุตรีในนามของข้าหลิวอันเซียงอย่างถูกต้องตามจารีต นางจะมีฐานะเป็นบุตรีภรรยาเอก มีเกียรติและศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับบุตรีภรรยาเอกทุกประการ!”
หลิวอันเซียงประกาศด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและชัดเจน นัยน์ตาหงส์กวาดมองแขกเหรื่อในงานเบื้องหน้าด้วยแววตาจริงจังถึงที่สุด ทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านแต่อย่างใด
เมื่อสิ้นคำประกาศอันหนักแน่น เสียงปรบมือก็ดังขึ้นรอบด้าน แขกเหรื่อต่างพากันปรับสีหน้าและเข้ามาร่วมแสดงความยินดีตามธรรมเนียม ก่อนที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูจากตระกูลต่าง ๆ ทยอยกันนำของขวัญล้ำค่าเข้ามามอบให้ฉู่หลัน ไม่ว่าจะเป็นกำไลหยกเนื้อดี ปิ่นทองฝังมุก หรือผ้าแพรหายาก
ฉู่หลันรู้สึกได้ถึงฝ่ามือที่สั่นระริกของตนเอง ดวงตาของนางวูบไหวด้วยความประหม่าเมื่อถูกจับจ้องโดยคนนับร้อย ทว่าทุกครั้งที่นางเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น สัมผัสที่อบอุ่นจากมือของหลิวอันเซียงที่กุมหลังมือของนางไว้เบื้องหลังอาภรณ์ และสายตาที่เปี่ยมด้วยกำลังใจที่ส่งมาเสมอ
“ไม่ต้องกลัวไป ยืดอกขึ้น ยิ้มรับพวกเขาอย่างสง่างามก็พอ” หลิวอันเซียงกระซิบบอกแผ่วเบาข้างหู
คำพูดนั้นราวกับน้ำทิพย์ที่ชโลมใจ ฉู่หลันจึงเริ่มรวบรวมความกล้าขึ้นมา แล้วค่อย ๆ คลี่ยิ้มละมุนพลางเอ่ยขอบคุณแขกเหรื่อด้วยวาจาที่อ่อนหวานและท่าทีนอบน้อม ไร้ซึ่งท่าทีขลาดกลัวเมื่อก่อนหน้าแต่อย่างใด
ท่ามกลางเสียงชื่นชมและบรรยากาศแห่งความยินดี ฉู่หลันเริ่มรู้สึกถึงเกียรติยศที่หลั่งไหลเข้ามาหาตนเองเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยมีหลิวอันเซียงยืนเคียงข้างดุจดั่งร่มไม้ใหญ่ที่ปกป้องนกน้อยให้กล้าโผบินสู่ท้องฟ้าอย่างทระนง
ขณะเดียวกัน ทางด้านฉู่ซือเยว่ซึ่งนั่งประจำตำแหน่งอยู่ถัดจากฉู่หยางไม่ไกล นางนั่งหลังตรงตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความริษยาอย่างปิดไม่มิด
ยามที่เห็นสายตาชื่นชมของแขกเหรื่อทอดมองไปที่ฉู่หลัน สองฝ่ามือบางภายใต้แขนเสื้อไหมปักลายงดงามของนางก็พลันกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ เพื่อข่มโทสะเอาไว้ในใจ
เมื่อถึงจังหวะที่แขกเหรื่อกำลังให้ความสนใจกับการแสดงร่ายรำ ฉู่ซือเยว่จึงค่อย ๆ เอียงหน้ากลับไปส่งสายตาคมปลาบเป็นเชิงนัยบางอย่างให้มู่เถาที่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลัง สาวใช้คนสนิทผู้รู้ใจนายเพียงแค่สบตาครู่เดียวก็พยักหน้ารับคำสั่งอย่างแผ่วเบา ก่อนที่ร่างของมู่เถาจะค่อย ๆ ลอบถอยห่างจากโต๊ะรับรอง แล้วปลีกตัวเร้นหายไปจากงานเลี้ยงที่แสนวุ่นวายอย่างเงียบงัน
ในขณะที่ฉู่ซือเยว่กำลังเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปากด้วยความย่ามใจนั้น นางกลับไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวของนางก่อนหน้านี้ ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้สายตาของหลิวอันเซียงทั้งสิ้น
แม้หลิวอันเซียงจะกำลังสนทนากับเหล่าฮูหยินด้วยท่าทีที่ดูเป็นธรรมชาติ ทว่านัยน์หงส์กลับลอบสังเกตความเคลื่อนไหวของบุตรสาวจอมโอหังอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นเงาร่างของมู่เถาหายไป หลิวอันเซียงก็เพียงแค่จิบชาอย่างใจเย็น แววตาเรียบนิ่งดุจน้ำนิ่งลึกนั้นพลันทอประกายวาบผ่านชั่วครู่
ท่ามกลางงานเลี้ยงกำลังดำเนินต่อไปอย่างรื่นรมย์นั้น ในขณะที่ฉู่หลันกำลังปลีกตัวออกมาเพื่อรับน้ำชาจากสาวใช้นางหนึ่ง จู่ ๆ สาวใช้คนนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้กว่าปกติ พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“คุณหนูรอง แย่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่กับพี่อามู่แล้วเจ้าค่ะ!”
คำพูดนั้นพลันทำให้ฉู่หลันตกใจเป็นอย่างยิ่ง นางรีบวางจอกชาลงพลางคว้าแขนสาวใช้ผู้นั้นไว้แน่น ใบหน้าที่เคยมีสีเลือดฝาดพลันซีดเผือดลงทันตา
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? อามู่เป็นอะไร!”
“พะ…พี่อามู่ทำเรื่องให้คุณหนูใหญ่ไม่พอใจเจ้าค่ะ ยามนี้คุณหนูใหญ่กำลังสั่งลงโทษพี่อามู่อยู่ที่สวนด้านหลังเจ้าค่ะคุณหนู!” สาวใช้นางนั้นกล่าวด้วยสีหน้าร้อนใจ
หัวใจของฉู่หลันกระตุกวูบด้วยความตื่นตระหนก สำหรับนางแล้ว อามู่หาใช่เพียงสาวใช้คนสนิทที่คอยรับใช้ตามหน้าที่ แต่คือสหายเพียงหนึ่งเดียวที่เติบโตมาด้วยกันในยามที่ลำบากที่สุดของชีวิต อีกฝ่ายคือคนที่ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้พอนางอิ่ม และคือคนที่คอยปาดน้ำตาให้นางเสมอมา
ครั้นได้ยินว่าอามู่เกิดเรื่อง ความหวาดกลัวว่าบุคคลอันเป็นที่รักจะได้รับอันตรายก็ทำให้สติของฉู่หลันพร่ามัวทันที
“อามู่ ข้าต้องไปช่วยอามู่!”
ฉู่หลันไม่ทันได้ยั้งคิดหรือสังเกตเห็นแววตาที่มีเลศนัยของสาวใช้ผู้นำทาง นางรีบก้าวเท้าออกจากงานเลี้ยงไปในทันที โดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางของส่วนด้านหลังอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยชีวิตสหายคนสนิท
ท่ามกลางความวุ่นวายของแขกเหรื่อที่ไม่มีใครสังเกตเห็นการหายตัวไปอย่างกะทันหันของคุณหนูรอง หลิวอันเซียงที่ยังคงถือจอกชาค้างไว้ในมือกลับเพียงแค่ทอดมองตามแผ่นหลังของฉู่หลันที่จากไปอย่างเงียบงัน
นัยน์ตาหงส์คู่นั้นไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้เพียงนิด นางค่อย ๆ จิบชาอย่างไม่รีบร้อนพลางวางหมากในใจต่ออย่างใจเย็น แผนการตื้นเขินเช่นการล่อเสือออกจากถ้ำของฉู่ซือเยว่ มีหรือที่คนอย่างนางจะมองไม่ออก
ในเมื่อยามนี้เหยื่อติดกับแล้ว นางเองก็พร้อมที่จะลงไปชมงิ้วฉากใหญ่ที่บุตรสาวจอมโอหังของนางตั้งใจจัดเตรียมไว้เช่นกัน…
ขณะเดียวกัน ทางด้านฉู่หลันที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามสาวใช้ผู้นำทางมาจนถึงบริเวณสระน้ำหลังสวน บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดผิดปกติ ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้องหรือเสียงลงโทษอย่างที่นางกังวล
ทันทีที่ก้าวพ้นพุ่มไม้ใหญ่ ร่างของฉู่หลันก็ชะงักงันด้วยความตกตะลึง ใบหน้าจิ้มลิ้มพลันซีดเผือดลงทันตา
เบื้องหน้าของนาง หาใช่ร่างที่บอบช้ำของอามู่อย่างที่คิด หากแต่เป็นฉู่ซือเยว่ที่ยืนตระหง่านอยู่อย่างสง่างามในอาภรณ์สีชมพู โดยมีมู่เถายืนขนาบข้างด้วยสีหน้าเย้ยหยัน รอยยิ้มมาดร้ายบนดวงหน้าของฉู่ซือเยว่ทำให้ฉู่หลันรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
ทว่าด้วยเพราะความกังวลเรื่องสหายรักกลับมีมากกว่าความหวาดกลัว ฉู่หลันจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“พี่หญิง อามู่อยู่ที่ใดกันเจ้าคะ ข้าขอร้อง…ท่านอย่าได้ทำร้ายอามู่เลยนะเจ้าคะ”
ฉู่ซือเยว่ไม่ตอบคำถามนั้น นางเพียงแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคออย่างเย็นชา
“อามู่อย่างนั้นหรือ? หึ…เจ้าจงห่วงตัวเองก่อนเถิด”
นางก้าวเท้าเข้ามาหาฉู่หลันอย่างไม่รีบร้อน ดวงตาตวัดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของเด็กสาวตรงหน้า แสงแดดที่ส่องกระทบบนตัวอีกฝ่าย ช่วยขับเน้นให้เห็นความงดงามของอาภรณ์ไหมเมฆาที่ปักลวดลายงดงามและเครื่องประดับล้ำค่าบนตัวของคนเบื้องหน้า ยิ่งทำให้ฉู่ซือเยว่รู้สึกริษยาจนแทบคลั่ง
“ต่อให้เจ้าจะสวมใส่อาภรณ์หรูหราเพียงใด หรือมีของประดับราคาแพงบนกายสักเท่าไหร่…” ฉู่ซือเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ พลางเอื้อมมือไปจับชายแขนเสื้อปักดิ้นทองของฉู่หลันอย่างรังเกียจ ก่อนจะสะบัดทิ้งเต็มแรง
“แต่มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสายเลือดชั้นต่ำที่ไหลเวียนอยู่ในกายเจ้าได้หรอก!”