มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 15 งิ้วฉากใหญ่ (2)
บทที่ 15 งิ้วฉากใหญ่ (2)
คำพูดแทงใจดำนั้นทำเอาฉู่หลันก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัวระคนอับอาย หยาดน้ำตาเริ่มคลอเบ้า เพราะนางเองก็รู้ดีถึงฐานะและความเป็นจริงที่น่าอดสูของตนเองมาตลอดสิบปี แม้จะได้รับสถานะใหม่มาแล้ว ทว่าลึก ๆ ในใจนางก็ยังคงรู้สึกไม่มั่นคง
ฉู่หลันพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกั้นความอ่อนแอ แล้วรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเอ่ยตอบออกไปอย่างนอบน้อม
“ในเมื่อพี่หญิงไม่มีเรื่องอันใดเกี่ยวกับอามู่แล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวกลับเข้าไปในงานก่อนนะเจ้าคะ” นางเตรียมจะหันหลังหนีกลับเข้าไปยังงานเลี้ยง เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์อันตรายในตอนนี้ ทว่าทันใดนั้นเอง น้ำเสียงเย็นชาของฉู่ซือเยว่ก็พลันดังขึ้น
“คิดจะหนีอย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่ห่วงสาวใช้ของเจ้าแล้วหรืออย่างไร?”
ร่างของฉู่หลันชะงักไปทันที ในใจพลันร้อนรุ่มขึ้นมาอีกครั้ง ความกังวลและความสับสนตีกันจนยุ่งเหยิงไปหมด นางหันกลับมามองฉู่ซือเยว่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“พี่หญิง…ท่านต้องการอะไรกันแน่ บอกข้ามาตามตรงเถิดเจ้าค่ะ หากเป็นเรื่องที่ข้าทำได้ ข้าย่อมยินดีทำตาม”
ฉู่ซือเยว่ที่ได้ยินเช่นนั้นพลันเผยรอยยิ้มเลศนัยออกมาทันที แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความสนุกสนาน
“เช่นนั้นเจ้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ ห้ามไปไหนเชียว!”
ฉู่หลันเผยสีหน้าสับสนออกมาด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจในคำสั่งนั้น ทว่าก่อนที่นางจะได้ทันเอ่ยปากถามอะไรต่อก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับภาพเบื้องหน้า
ฉู่ซือเยว่ที่เดิมยังคงยืนมั่นคงดีอยู่บนพื้น ทันใดนั้นเองจู่ ๆ นางก็กระโดดลงไปในสระน้ำลึกต่อหน้าต่อตาของฉู่หลันในชั่วพริบตา ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแม้แต่ฉู่หลันก็ไม่ทันได้ตั้งสติ
ตู้ม!
เสียงน้ำสาดกระเซ็นดังสนั่นประกอบกับแสงแดดที่ตกกระทบจนเกิดเป็นละอองน้ำเป็นประกาย พร้อมกับร่างของฉู่ซือเยว่ที่โผล่ขึ้นมาพ้นผิวน้ำพลางดิ้นรนและร้องขอความช่วยเหลือยกใหญ่ ใบหน้าที่เคยงดงามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนกระคนตกใจ
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย!
“กรี๊ดด! ช่วยด้วย! คุณหนูใหญ่ตกน้ำ! ใครก็ได้ช่วยที!”
ขณะเดียวกัน มู่เถาที่ยืนอยู่บนฝั่งที่เดิมก็ตะโกนกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ พร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือเสียงดังลั่น แผดเสียงก้องไปทั่วสวนยามบ่ายที่เคยเงียบสงบ ทว่ากลับไร้วี่แววจะกระโดดลงไปช่วยผู้เป็นนายในสระน้ำแม้แต่น้อย
ท่ามกลางเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นนั้น ฉู่หลันได้แต่ยืนแข็งทื่อมองดูภาพเบื้องหน้าด้วยความตกใจ หัวสมองพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ นางจ้องมองร่างของฉู่ซือเยว่ที่กำลังดิ้นรนอยู่ในน้ำท่ามกลางเสียงตะโกนอย่างคนเสียสติของมู่เถาด้วยความมึนงง
นางไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น และเหตุใดเรื่องราวมันถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้…
ในขณะที่ฉู่หลันกำลังยืนตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เสียงฝีเท้าหนักสลับเบาจำนวนมากก็ดังขึ้นจากทางเดินเบื้องหลัง เพียงชั่วอึดใจ กลุ่มแขกเหรื่อผู้ทรงเกียรติในงานเลี้ยงที่นำโดยฉู่จิ้งหยวนและหลิวอันเซียงก็ปรากฏกายขึ้นที่ริมสวน
ในขณะที่ความโกลาหลกำลังเริ่มก่อตัว มู่เถาก็ได้ลอบสบสายตากับสาวใช้อีกนางหนึ่งที่เดินปะปนมาในกลุ่มแขกอย่างรู้กัน เมื่อได้รับการพยักหน้าตอบกลับอย่างแนบเนียน มู่เถาก็แผดเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“ช่วยด้วยเจ้าค่ะ! ช่วยด้วย! คุณหนูใหญ่ตกน้ำ! ใครก็ได้ช่วยคุณหนูใหญ่ด้วย!”
เมื่อเหล่าแขกที่กำลังเดินชมสวนยามบ่ายได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างชัดเจน ทุกคนต่างก็เผยสีหน้าตกใจระคนสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างถ้วนหน้า
โดยเฉพาะฉู่จิ้งหยวนที่ถึงกับหน้าถอดสี มือไม้สั่นเทายามเห็นร่างบุตรีคนโตที่ตนภาคภูมิใจกำลังดิ้นรนอยู่ในสระน้ำ กลุ่มคนทั้งหมดจึงรีบพากันกรูเข้ามายังริมสระทันที
“เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้ลงไปช่วยเยว่เอ๋อร์เร็วเข้า!” ฉู่จิ้งหยวนตะโกนสั่งบ่าวรับใช้เสียงเข้ม ก่อนจะหันมาตวาดถามสาวใช้คนสนิทของบุตรสาวด้วยความร้อนรน
“นี่มันเรื่องอะไรกัน! บอกข้ามาเดี๋ยวนี้!”
มู่เถารีบคุกเข่าลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทาราวกับขวัญเสียพลางชี้นิ้วไปยังฉู่หลันที่ยืนตัวแข็งทื่อ
“เรียนนายท่าน ก่อนหน้านี้คุณหนูใหญ่กับคุณหนูรองมีปากเสียงเถียงกันรุนแรงเจ้าค่ะ คุณหนูรองนาง…นางโกรธจัดจนขาดสติ แล้วผลักคุณหนูใหญ่ตกสระน้ำต่อหน้าต่อตาบ่าวเลยเจ้าค่ะ!”
สิ้นเสียงรายงานนั้น เหล่าแขกเหรื่อที่ยืนล้อมรอบต่างพากันสูดหายใจด้วยความตกตะลึง เสียงซุบซิบนินทาดังระงมขึ้นในทันที สายตานับสิบที่เคยชื่นชมฉู่หลันในโถงงานเลี้ยง บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง สงสัย และตำหนิติฉันท์อย่างชัดเจน
เมื่อคำบอกเล่าของมู่เถาจบลง ฉู่จิ้งหยวนก็ตวัดสายตาดุดันจ้องมองฉู่หลันอย่างคาดโทษทันที เพลิงโทสะปะทุขึ้นในดวงตาจนเห็นเป็นประกายวาวโรจน์ หากไม่ใช่เพราะยามนี้มีแขกเหรื่อสูงศักดิ์ยืนอยู่รายล้อม เขาคงสั่งบ่าวให้ลากตัวเด็กคนนี้ไปโบยสั่งสอนอย่างหนักที่บังอาจมาทำร้ายเยว่เอ๋อร์ไปแล้ว
เขาอุตส่าห์เมตตาชุบเลี้ยง มอบฐานะบุตรีภรรยาเอกสายตรงให้เด็กคนนี้เพื่อกอบกู้หน้าตา ทว่าเลือดอนุชั้นต่ำที่ไหลเวียนอยู่ในกายก็ยังคงเข้มข้นจนทำให้นางเนรคุณ กล้าลงมือกับพี่สาวที่สูงส่งกว่าได้อย่างเลือดเย็น
ทางด้านฉู่หลันที่เห็นสถานการณ์ไม่ดีก็ขยับริมฝีปากที่สั่นระริก คิดจะเอ่ยปฏิเสธคำกล่าวอ้างอันเป็นเท็จนั้น ทว่าทันทีที่นางสบเข้ากับสายตาอันเย็นชาของบิดา ผสมปนเปกับสายตาตำหนิติเตียนของเหล่าแขกนับสิบที่มองมาราวกับนางเป็นคนร้าย ความกล้าที่เพิ่งรวบรวมมาได้เมื่อครู่ก็พลันพังทลายลงไม่เป็นชิ้นดี
ด้วยประสบการณ์อันเลวร้ายตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ฉู่หลันหวาดกลัวจนลำคอตีบตัน ได้แต่ก้มหน้าตัวสั่นเงียบ ๆ ท่ามกลางสายตาคาดโทษเหล่านั้นที่มองมา
ขณะเดียวกัน หลังจากที่มีองครักษ์ลงไปช่วยฉู่ซือเยว่ขึ้นมาจากสระน้ำได้สำเร็จแล้ว ฉู่จิ้งหยวนก็รีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนไปสวมคลุมร่างที่เปียกปอนของบุตรสาวคนโตทันที ก่อนจะประคองร่างนางไว้พลางเอ่ยปลอบด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรแล้วนะเยว่เอ๋อร์ พ่ออยู่นี่แล้ว แท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ บอกพ่อมาเถิด”
ฉู่ซือเยว่หอบหายใจอย่างหนัก ราวกับเพิ่งผ่านพ้นความตายมาได้อย่างหวุดหวิด เส้นผมที่เปียกชื้นลู่ไปกับใบหน้าที่ซีดเผือดแลดูน่าสงสารจนคนมองใจหาย นางช้อนสายตาขึ้นมองบิดาด้วยแววตาที่สั่นเครือ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“มะ…ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านพ่อ ทั้งหมดนี่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้น ท่านพ่ออย่าได้ตำหนิน้องรองเลยเจ้าค่ะ”
“คุณหนูใหญ่! คุณหนูรองทำกับท่านถึงเพียงนี้ ท่านยังจะปกป้องนางอยู่อีกหรือเจ้าคะ! บ่าวเห็นเต็มตาว่านางตั้งใจผลักท่าน!” มู่เถาแสร้งร้องออกมาอย่างเหลืออด
“มู่เถา! เงียบเดี๋ยวนี้!”
ฉู่ซือเยว่ตวาดสาวใช้เสียงสั่นพลางหลบสายตาไปทางอื่น ท่าทีพี่สาวผู้แสนดีที่ยอมลำบากเพื่อปกป้องน้องสาวผู้ร้ายกาจนั้น ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ชั่วร้ายให้แก่ฉู่หลันอย่างสมบูรณ์แบบ
เหล่าแขกเหรื่อที่มุงดูอยู่ต่างพากันส่ายหน้าด้วยความรังเกียจ เสียงฮือฮาและบทสนทนาตำหนิเริ่มดังหนาหูขึ้นอย่างไม่เกรงใจเจ้าของงาน
“ดูเอาเถิด ฮูหยินเอกอุตส่าห์เมตตายกฐานะให้ ทว่าเห็นทีคงไม่อาจเปลี่ยนเลือดชั่วในกายได้ กิริยาเช่นนี้ช่างต่ำช้านัก” ฮูหยินท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางใช้พัดปิดปาก
“บุตรีอนุก็ยังคงเป็นบุตรีอนุอยู่วันยังค่ำ เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกาย ต่อให้ชุบตัวด้วยทองก็คงเปลี่ยนจิตใจที่ต่ำต้อยไม่ได้”
“น่าสงสารคุณหนูใหญ่ยิ่งนัก จิตใจดั่งพระโพธิสัตว์แท้ ๆ ยังจะไปปกป้องคนเช่นนั้นอีก สกุลฉู่คราวนี้คงถึงคราวเคราะห์ที่มีอสรพิษอยู่ในเรือน”