มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 16 บทเรียนราคาแพง (1)
บทที่ 16 บทเรียนราคาแพง (1)
ขณะเดียวกัน ทางด้านฉู่หลันที่ยิ่งได้ฟังคำตำหนิรุนแรงเหล่านั้นมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งก้มหน้าต่ำจนคางแทบจะชิดอก ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจห้ามได้ ดวงตาคู่งามที่เคยฉายแววมีความสุขเมื่อช่วงเช้า บัดนี้กลับมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอด้วยความอัดอั้นตันใจที่ไม่อาจระบายออกมา
นางไม่มีความกล้ามากพอที่จะโต้แย้งแม้เพียงครึ่งคำ เพราะประสบการณ์อันโหดร้ายในอดีตสอนให้นางรู้ซึ้งว่า ด้วยสถานะที่ต่ำต้อยของนาง ต่อให้พูดความจริงออกไปก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี มีแต่จะถูกตราหน้าว่าสามหาวและปลิ้นปล้อนเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นเอง ฉู่หลันกลับสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออันอบอุ่นคู่หนึ่งที่วางลงมาบนไหล่ทั้งสองข้างอย่างมั่นคง สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นช่วยดึงสติที่กระเจิดกระเจิงของนางให้กลับคืนมาพร้อมกับน้ำเสียงอ่อนโยนที่ดังขึ้นข้างหู
“ไม่เป็นไร หลันเอ๋อร์อย่าได้กลัวไปเลย เจ้ายังมีแม่อยู่ทั้งคน…”
ฉู่หลันเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา ก่อนจะสบเข้ากับแววตาอันอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นของหลิวอันเซียง
ในชั่วพริบตานั้นเอง ความเข้มแข็งที่เด็กสาวพยายามสร้างขึ้นมาก็พลันพังทลายลงไม่เป็นชิ้นดี นางไม่อาจเก็บงำความอัดอั้นได้อีกต่อไป จึงซบหน้าลงกับอกของมารดาบุญธรรมแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
ท่ามกลางผู้คนนับร้อยที่พากันตราหน้าและตำหนิติเตียนนาง แต่กลับมีสตรีเพียงผู้เดียวที่ก้าวออกมายืนเคียงข้างและปกป้องนางอย่างไม่เกรงกลัวต่อสายตาใคร
หลิวอันเซียงลูบหลังปลอบเด็กสาวอย่างใจเย็น ท่าทีของนางนิ่งสงบและมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะกวาดสายตามองเหล่าแขกเหรื่อที่กำลังซุบซิบนินทากันอย่างสนุกปากปราดหนึ่ง นัยน์ตาหงส์ที่แฝงไปด้วยอำนาจและระลอกคลื่นแห่งความเย็นเยียบนั้น พลันทำให้เหล่าฮูหยินและขุนนางที่เคยปากเก่งต่างพากันเงียบเสียงลงโดยสัญชาตญาณ
ทางด้านฉู่จิ้งหยวนและฉู่ซือเยว่ต่างจ้องมองภาพตรงหน้าพร้อมขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่เข้าใจ ในใจของฉู่จิ้งหยวนนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ทั้งที่พยานหลักฐานมัดตัวแน่นถึงเพียงนี้ เหตุใดหลิวอันเซียงยังคงเลือกข้างฉู่หลันอย่างไม่ลืมหูลืมตากัน
ส่วนฉู่ซือเยว่นั้น ความไม่พอใจพลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ นางเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ความชิงชังที่ฉายชัดในแววตาแทบจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า นางสู้อุตส่าห์ยอมลงทุนเอาตัวเข้าแลกเพื่อทำลายชื่อเสียงของนังคนชั้นต่ำนั่น ทว่าท่านแม่กลับยังคงให้ความสำคัญกับมันมากกว่านางเสียได้
เมื่อเห็นว่าความสนใจของคนเริ่มเปลี่ยนไป ฉู่ซือเยว่จึงตัดสินใจงัดไพ่ตายใบสุดท้ายออกมา นางแสร้งทำเป็นหน้ามืด ลมหายใจขาดห้วง ก่อนจะปล่อยตัวให้เข่าอ่อนหมดแรงทรุดฮวบลงกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้น
“เยว่เอ๋อร์!”
ฉู่จิ้งหยวนตกใจจนหน้าถอดสี รีบถลาเข้าไปประคองร่างบุตรสาวคนโปรดไว้ในอ้อมแขนทันที
“เยว่เอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
ฉู่ซือเยว่ปรือตามองบิดา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าระคนอิดโรย “มะ…ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าเพียง แค่รู้สึกหมดแรงเท่านั้น ลูกไม่ถือสาความผิดของน้องรองหรอกเจ้าค่ะ”
เมื่อได้เห็นท่าทีที่แสนน่าสงสารของบุตรสาวคนโต ฉู่จิ้งหยวนก็พลันโกรธเกรี้ยวขึ้นมาอีกครั้ง ประกอบกับยามนี้มีเหล่าแขกเหรื่อมากมายที่รอคอยการตัดสินจากเขา ในฐานะประมุขของบ้านและรองเสนาบดีกรมยุติธรรม เขาจำเป็นต้องตัดสินเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดให้ทุกคนเห็นว่าสกุลฉู่มีกระเบียบที่เข้มงวด
ฉู่จิ้งหยวนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ตวัดสายตาคมปลาบไปยังฉู่หลันที่ยังคงสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของหลิวอันเซียง ก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ฉู่หลัน! เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวอีกหรือไม่? เจ้ารู้ความผิดของตนเองแล้วหรือยัง!”
ฉู่หลันสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงตวาดของบิดา ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่สลักลึกเข้าไปในจิตใจมานานหลายปี ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะยอมรับความผิดที่ไม่ได้ก่อนั้น ฝ่ามือของหลิวอันเซียงก็พลันยกขึ้นมาลูบไล้แผ่นหลังของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา คล้ายกับต้องการปลอบโยนนางไม่ให้หวาดกลัว
หลิวอันเซียงเงยหน้าขึ้นสบตากับฉู่จิ้งหยวนด้วยแววตาที่สงบราบเรียบ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความกดดันที่ทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นเยียบลงหลายส่วน
“ท่านพี่เจ้าคะ เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ในเมื่อเราฟังความจากฝั่งของซือเยว่และสาวใช้ของนางไปแล้ว เช่นนั้นก็ควรให้โอกาสหลันเอ๋อร์ได้พูดบ้าง ความยุติธรรมย่อมต้องฟังความทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” นางเอ่ยน้ำเสียงเรียบพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
เมื่อฉู่จิ้งหยวนได้ยินเช่นนั้น เขาก็ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปมด้วยความไม่สบอารมณ์ทันที
“เจ้ายังจะให้ฟังความอันใดอีก! เยว่เอ๋อร์ตัวเปียกโชกถึงเพียงนี้ ทั้งยังมีบ่าวรับใช้เห็นเหตุการณ์อีก หลิวอันเซียง…เจ้าอย่าได้ลำเอียงจนเสียความยุติธรรมนักเลย”
หลิวอันเซียงหาได้สนใจคำพูดของเขาไม่ นางเลือกที่จะเมินเฉยต่อโทสะของฉู่จิ้งหยวน แล้วหันไปหาเด็กสาวในอ้อมกอดแทน
“หลันเอ๋อร์ เจ้าพูดความจริงออกมาเถิดว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ไม่ต้องกลัวสิ่งใดทั้งสิ้น แม่คนนี้จะปกป้องเจ้าเอง”
ฉู่หลันเงยหน้าขึ้นสบตากับหลิวอันเซียงช้า ๆ นัยน์ตาที่คลอด้วยหยาดน้ำตามองเห็นเพียงความเชื่อมั่นที่ส่งผ่านมาทางสายตาจากอีกฝ่าย นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมเศษเสี้ยวความกล้าที่เหลืออยู่แล้วเอ่ยออกไปเสียงสั่น
“ข้า…ข้าไม่ได้เป็นคนผลักพี่หญิงจริง ๆ เจ้าค่ะ”
กล่าวจบ นางก็รีบก้มหน้าลงต่ำอีกครั้งทันที ด้วยเกรงว่าคำพูดของนางจะยิ่งทำให้เรื่องราวแย่ลงไปมากกว่าเดิมเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต
“หากเจ้าไม่ได้ผลัก แล้วเยว่เอ๋อร์จะตกลงไปได้อย่างไร! หรือเจ้าจะบอกว่าพี่สาวของเจ้าจงใจกระโดดลงไปเองเพื่อใส่ร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ? สามหาวนัก!” ฉู่จิ้งหยวนเค้นถามทันควัน
ฉู่หลันเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด นางอยากจะตะโกนออกไปเหลือเกินว่าสิ่งที่บิดาประชดประชันนั้นคือความจริง ทว่านางรู้ดีว่าในสายตาของทุกคน ฉู่ซือเยว่คือคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ไม่มีวันทำเรื่องลดตัวเช่นนั้น
ในขณะที่นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อลอบมองไปยังพี่สาวต่างมารดา ทันใดนั้นเองก็สบเข้ากับสายตาอำมหิตและมาดร้ายที่ฉู่ซือเยว่ส่งมาอย่างเปิดเผยในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ความเย็นเยียบนั้นทำให้ฉู่หลันต้องรีบหลบตาทันทีด้วยความหวาดกลัว
ทางด้านหลิวอันเซียงที่สัมผัสได้ถึงร่างกายอันสั่นเทาของเด็กสาว นางจึงลูบแผ่นหลังปลอบโยนเบา ๆ ในใจหาได้ผิดหวังไม่กับท่าทีขลาดกลัวของอีกฝ่าย
สำหรับเด็กสาวที่ถูกกดขี่มาทั้งชีวิต เพียงแค่กล้าปฏิเสธข้อกล่าวหาต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ก็นับว่าพัฒนาขึ้นมากแล้ว การจะให้พูดความจริงที่เหลือเชื่อออกมาทั้งหมด อาจจะยังต้องใช้เวลาขัดเกลาอีกเสียหน่อย
สำหรับเรื่องในวันนี้…นางเองก็ได้เตรียมทางออกไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
หลิวอันเซียงหันไปส่งสายตาที่แฝงนัยบางอย่างให้เถียนจื่ออย่างรู้กัน ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบพยักหน้ารับคำสั่งอย่างแนบเนียน แล้วเดินนำกลุ่มสาวใช้กลุ่มหนึ่งก้าวเข้ามาท่ามกลางวงล้อมของแขกเหรื่อที่กำลังจับตามองงิ้วฉากใหญ่ประจำจวนสกุลฉู่ด้วยความระทึกใจ
เพียงไม่นาน เถียนจื่อก็ก้าวเดินนำกลุ่มสาวใช้สามคนเข้ามาหยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าของทุกคน ก่อนจะย่อกายคารวะอย่างนอบน้อมแล้วเอ่ยเสียงดังฟังชัด
“เรียนนายท่าน สาวใช้กลุ่มนี้คือพยานที่เห็นเหตุการณ์ริมสระน้ำเมื่อครู่ทั้งหมดเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของฉู่ซือเยว่ นางเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดลงยิ่งกว่าตอนตกน้ำเสียอีก ก่อนจะรีบหันไปตวัดสายตาคาดคั้นมองหน้ามู่เถาทันที เป็นเชิงถามว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ในเมื่อก่อนหน้านี้นางกำชับนักหนาให้มู่เถาจัดการกันคนนอกพื้นที่ ไม่ให้มีใครล่วงล้ำเข้ามาใกล้บริเวณสระน้ำหลังสวนได้แม้แต่คนเดียว
มู่เถาเองก็ตกใจจนหน้าถอดสีไม่แพ้นายตน นางรีบส่ายหน้าปฏิเสธถี่รัว เพื่อยืนยันว่านางตรวจสอบดูเรียบร้อยแล้วและมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แน่นอน
ทันใดนั้นเอง ความหวาดกลัวก็เริ่มกัดกินใจของฉู่ซือเยว่ฉับพลัน เพราะหากมีพยานเห็นเหตุการณ์จริง แผนการที่นางอุตส่าห์ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อใส่ร้ายฉู่หลันย่อมต้องถูกเปิดโปงเป็นแน่ และคราวนี้ผู้ที่จะต้องอับอายขายหน้าย่อมเป็นนางเสียเอง