มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 17 ตัดแขนขา (2)
บทที่ 17 ตัดแขนขา (2)
ซึ่งหากมีใครบางคนตั้งใจจัดฉากเรื่องนี้จริง คนผู้นั้นย่อมต้องมีอำนาจล้นมือในจวน ถึงขนาดสั่งการบ่าวไพร่ให้ร่วมมือกันกล่าววาจาโป้ปดต่อหน้าท่านพ่อได้อย่างไร้พิรุธใด
เพียงไม่นาน ภาพใบหน้าของฉู่หลันก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ทว่าฉู่หยางกลับส่ายหัวเบา ๆ เพื่อสลัดความคิดนั้นทิ้งทันที เด็กสาวขี้ขลาดที่เพิ่งจะเงยหน้าสบตาผู้คนได้ไม่กี่วันอย่างนาง ย่อมไม่มีทางมีความสามารถหรือแผนการที่ซับซ้อนพอจะจัดการเรื่องนี้ได้แน่
ทันใดนั้นเอง แผ่นหลังของเขาก็พลันเย็นวาบ เมื่อภาพของสตรีที่ทรงอำนาจที่สุดในจวนอย่างหลิวอันเซียงปรากฏขึ้นมาแทนที่ ทว่าเขาก็ต้องขมวดคิ้วแน่นด้วยความฉงน เนื่องจากเขาคิดไม่ออกว่าท่านแม่จะทำเรื่องเช่นนี้ไปเพื่ออันใดกัน
ในเมื่อฉู่ซือเยว่คือบุตรีแท้ ๆ ที่นางรักและทะนุถนอมมาตลอด มีเหตุผลอันใดที่ท่านแม่ต้องหันไปปกป้องบุตรีอนุ แล้วทำร้ายบุตรสาวในไส้ของตนเองถึงเพียงนี้…
ฉู่หยางยิ่งคิดก็ยิ่งสับสนภายในใจ ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับหมอกหนาที่บดบังความจริง ทว่าเขาก็เก็บความแคลงใจนั้นไว้ภายใต้ท่าทีที่สงบนิ่ง ก่อนจะหันมาเอ่ยปลอบฉู่ซือเยว่ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“อย่าได้เสียใจไปเลยเยว่เอ๋อร์ ในเมื่อวันนี้แผนการไม่สำเร็จ โอกาสหน้ายังคงมีอีกมาก” เขาบีบไหล่น้องสาวเบา ๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ
“ตอนนี้เจ้าควรพักผ่อนเสียก่อน ให้เรื่องนี้เงียบลงไปสักพัก และจำไว้ว่าคราวหน้าอย่าได้วู่วามกระทำการเพียงลำพังเช่นนี้อีก มีสิ่งใดก็ให้มาปรึกษาพี่ก่อนเข้าใจหรือไม่? อย่าให้ใครมาจับจุดอ่อนของเจ้าได้อีกเป็นครั้งที่สอง”
ฉู่ซือเยว่พยักหน้าเชื่อฟังอย่างว่าง่าย แววตาที่เคยแข็งกร้าวพลันอ่อนลงเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่ชายที่นางเคารพรัก
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านพี่ ต่อไปข้าจะรอบคอบให้มากกว่านี้”
เมื่อเห็นว่าน้องสาวเริ่มสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ฉู่หยางจึงขอตัวลาและเดินกลับเรือนของตนไป ทว่าในทุกย่างก้าวระหว่างทางเดินนั้น ความสงสัยในตัวมารดากลับยิ่งหยั่งรากลึกลงในใจของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
ราวกับว่ามารดาที่เขาเคยรู้จัก ได้เปลี่ยนไปเป็นใครอีกคนที่เขาไม่เหลือความคุ้นเคยเลยแม้แต่นิดเดียว…
เรือนเหมยฮวา
ขณะเดียวกัน บรรยากาศภายในห้องหนังสือกลับเงียบสงบผิดกับความวุ่นวายที่เพิ่งผ่านพ้นไป หลิวอันเซียงกำลังนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน แสงเทียนสลัวจับใบหน้าเนียนละเอียดให้ดูลึกลับและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ เบื้องหน้าของนางมีเงาร่างขององครักษ์เงากำลังคุกเข่ารายงานด้วยเสียงแผ่วเบา
“เรียนฮูหยิน คุณชายใหญ่เพิ่งออกจากเรือนกุ้ยฮวาไปขอรับ ดูเหมือนเขาจะเริ่มสงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนมู่เถา นางถูกโบยจนสลบไม่ได้สติไป อาการสาหัสปางตาย ยามนี้ถูกบ่าวไพร่ลากไปโยนทิ้งไว้ที่นอกจวนแล้วขอรับ”
หลิวอันเซียงปรายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางเคาะนิ้วลงบนตั่งไม้เป็นจังหวะช้า ๆ
“ในเมื่อนางรับใช้ลูกสาวข้ามานาน จะปล่อยให้ตายอนาถข้างถนนก็น่าสงสารเกินไป จงจัดการให้เรียบร้อย ส่งคนไปรับนางแล้วนำไปรักษาตัวที่อารามชีชิงซินเสีย”
องครักษ์เงาที่ได้ฟังถึงกับเสียวสันหลังวาบ ร่างกายพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันตา แม้ภายนอกอารามชีชิงซิน จะขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่สงบใจและรับรองดูแลช่วยเหลือสตรีผู้ไร้ที่พึ่งพิง ทว่าแท้จริงแล้ว อารามชีแห่งนี้กลับเป็นสถานที่ค้ามนุษย์แสนโสมมอันดำมืดนั่นเอง
สตรีที่ถูกส่งไปที่นั่น หากไม่ถูกขายทอดต่อไปยังซ่องนางโลมชั้นต่ำในหัวเมืองไกล ก็จะถูกขายไปเป็นทาสหรือแรงงานหนักจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ
หากมู่เถาถูกส่งไปที่นั่น ชีวิตของนางย่อมพินาศย่อยยับยิ่งกว่าความตาย และไม่มีวันที่จะได้กลับมามีหน้ามีตาได้อีกตลอดกาล
“รับทราบขอรับ” องครักษ์เงารีบรับคำสั่งก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
เมื่อภายในห้องเหลือนางเพียงคนเดียวแล้ว หลิวอันเซียงจึงรินชาใส่จอกแล้วยกขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น ในใจหวนนึกถึงภาพจำในชาติก่อนไปด้วย
มู่เถาผู้นี้คือสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของฉู่ซือเยว่ คอยวางแผนสกปรก ทำร้ายผู้คน และเป็นมือเป็นเท้าให้ฉู่ซือเยว่อย่างไม่เกรงกลัวกหมาย มือของสาวใช้นางนี้เปื้อนเลือดและคราบน้ำตาของผู้บริสุทธิ์มามากเกินจะนับ
การที่นางไม่กำจัดอีกฝ่ายทิ้งเสียตั้งแต่ยามนี้ นับว่านางเมตตามู่เถามากพอแล้ว ที่เหลือต่อจากนี้ก็สุดแท้แต่วาสนาและเวรกรรมของอีกฝ่ายเองก็แล้วกัน…
หลิวอันเซียงเหยียดเย็นเยียบออกมาแวบหนึ่ง แววตาสะท้อนประกายวาวโรจน์ของความสะใจ ยามนี้ฉู่ซือเยว่สูญเสียแขนขวาที่ดีที่สุดไปแล้ว นางอยากจะรู้นักว่าบุตรีผู้โอหังของนางจะยังมีปัญญาดิ้นรนไปได้ไกลสักเพียงไหนกัน
เพียงไม่นาน หลิวอันเซียงก็ละสายตาจากความมืดมิดภายนอกหน้าต่าง แล้วกลับมาจดจ้องที่เปลวเทียนซึ่งไหวระริกอยู่ในห้อง พลางคิดทบทวนถึงเหตุการณ์สำคัญที่จะมาถึงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
ในชาติภพก่อน ช่วงเวลานี้คือจุดเริ่มต้นแห่งความรุ่งโรจน์ของฉู่หยาง เขาสามารถสอบคว้าตำแหน่งยอดปัญญาชนมาครองได้อย่างสง่างาม จนกลายเป็นที่โปรดปรานและได้รับความไว้วางใจให้เป็นคนสนิทของรัชทายาท ส่งผลให้อำนาจในมือเพิ่มพูนขึ้นราวกับติดปีก
ด้วยเหตุนี้เอง ฉู่หยางจึงมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับองค์หญิงสาม จนก่อเกิดเป็นความทะเยอทะยานอันบ้าคลั่งที่อยากจะก้าวขึ้นเป็นราชบุตรเขย เพื่อเพิ่มบารมีให้กับสกุลฉู่จนกลายเป็นสกุลใหญ่ที่ทรงอำนาจในหมู่ขุนนาง
ทว่าในเมื่อชาตินี้นางกลับมาแล้ว เขาก็อย่าได้ฝันว่าจะได้เสวยสุขบนกองเงินกองทองและเกียรติยศเหล่านั้นอีกเลย!
ทันใดนั้นเอง รอยยิ้มมาดร้ายก็พลันปรากฏขึ้นบนดวงหน้างามสะคราญ หลิวอันเซียงเริ่มขยับปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ พร้อมกับแผนการที่จะจัดการบุตรชายของตนที่ปรากฏขึ้นในใจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
“เจ้าอยากเป็นจอหงวนนักใช่หรือไม่…”
“เช่นนั้นแม่ก็จะส่งเจ้าไปให้ถึงฝั่งฝันเอง แต่เป็นฝั่งฝันที่เมื่อเจ้าลืมตาขึ้นมา เจ้าจะพบว่าตนเองได้ตกลงสู่หุบเหวที่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นมาได้อีกตลอดกาล…”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมเรือนเหมยฮวาอีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอของหลิวอันเซียงที่ดังเล็ดลอดออกมาอย่างน่าขนลุก
หลังงานวันเกิดของฉู่หลันผ่านพ้นไป เรื่องราวอื้อฉาวริมสระน้ำก็ไม่ได้เงียบหายไปพร้อมกับแขกเหรื่อแต่อย่างใด ทว่ากลับแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงดุจไฟลามทุ่ง
ภายในศาลาชมบุปผาและวงน้ำชาของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ หัวข้อสนทนายอดนิยมหาใช่เรื่องความหรูหราของงานเลี้ยงไม่ หากแต่เป็นเรื่องของคุณหนูใหญ่สกุลฉู่นั่นเอง
ฉู่ซือเยว่ที่เคยเป็นดาวเด่นและเป็นที่ใฝ่ฝันของขุนนางหนุ่ม บัดนี้กลับกลายเป็นที่ขบขันและถูกนำมาล้อเลียนในวงสังคมอย่างลับ ๆ
คำกล่าวอ้างที่ว่ามู่เถาเป็นคนผลักนั้นไม่มีใครเชื่ออย่างสนิทใจ เหล่าฮูหยินผู้จัดเจนโลกต่างมองออกว่านั่นคือแผนการใส่ร้ายที่ล้มเหลว พลอยทำให้ข่าวลือก่อนหน้านี้ที่ว่านางโหดเหี้ยม ทุบตีบ่าวไพร่ และรังแกน้องสาวต่างมารดายิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเป็นเท่าตัว
ในสายตาของคนนอก ภาพลักษณ์ของฉู่หลันถูกพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่จากเด็กสาวชั้นต่ำที่ไม่มีใครเห็นหัว กลายเป็นคุณหนูรองผู้น่าสงสาร นางถูกมองว่าเป็นสตรีบอบบางที่ไร้ทางสู้ ต้องทนทุกข์อยู่ภายใต้เงาของพี่สาวที่จิตใจคับแคบมานานหลายสิบปี ทำให้ความเห็นอกเห็นใจจากเหล่าสตรีขุนนางต่างพากันหลั่งไหลไปหาฉู่หลันอย่างท่วมท้น
ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ฐานะบุตรีในนามของภรรยาเอกที่หลิวอันเซียงมอบให้ มั่นคงแข็งแรงดุจขุนเขาที่ไม่มีใครกล้าสั่นคลอนได้อีกต่อไป