มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 25 ถูกลดขั้น (1)
บทที่ 25 ถูกลดขั้น (1)
จวนสกุลฉู่
สามวันผ่านพ้นไปนับตั้งแต่ฉู่จิ้งหยวนถูกลากตัวเข้าสู่คุกหลวง จวนสกุลฉู่ในยามนี้ตกอยู่ในสภาพเงียบงันและมืดมนเป็นอย่างยิ่ง บรรดาบ่าวไพร่ต่างเดินก้มหน้าก้มตา พูดจาซุบซิบด้วยความหวาดผวาว่าตนจะถูกหางเลขไปด้วยหรือไม่ ความเงียบงันที่แสนอึดอัดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
ทว่าบรรยากาศเหล่านั้นกลับไม่ได้แผ่ปกคลุมไปถึงเรือนเหมยฮวาแม้แต่น้อย
ภายในห้องโถงรับรอง กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารเลิศรสกำจายไปทั่วบริเวณ มื้อเช้าวันนี้หลิวอันเซียงจัดเตรียมอย่างประณีตและเน้นไปที่เมนูเนื้อหลากชนิดตามความชอบของฉู่หลันและตัวนางเอง ทั้งหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่เปื่อยจนแทบละลายในปาก ไก่แช่เหล้าเนื้อนุ่ม และซี่โครงแกะย่างน้ำผึ้ง วางเรียงรายจนเต็มโต๊ะ แตกต่างจากเรือนอื่นที่แทบจะกลืนข้าวไม่ลง
“หลันเอ๋อร์ วันนี้หมูตุ๋นรสชาติถูกปากเจ้าหรือไม่?”
หลิวอันเซียงเอ่ยถามพลางคีบเนื้อชิ้นโตวางลงในชามของฉู่หลันด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
“อร่อยมากเจ้าค่ะท่านแม่” ฉู่หลันตอบกลับด้วยรอยยิ้มร่าเริงสดใส ใบหน้าของเด็กสามอิ่มเอิบไม่มีร่องรอยความกังวลในเรื่องของบิดาแม้แต่น้อย
“ช่วงนี้อาจารย์ชมข้าว่าหัวไวขึ้นมาก บทกวีที่เคยว่ายาก ยามนี้ข้ากลับท่องจำและตีความได้แตกฉานยิ่งกว่าเดิมเสียอีกเจ้าค่ะ”
หลิวอันเซียงหัวเราะเบา ๆ ฟังเด็กสาวเล่าเรื่องราวการเรียนอย่างเพลิดเพลิน บทสนทนาระหว่างแม่ลูกเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวใจที่เบิกบาน ประหนึ่งว่าพายุร้ายที่กำลังซัดกระหน่ำสกุลฉู่อยู่นั้นเป็นเพียงเรื่องราวของคนนอกที่นางหาได้ใส่ใจไม่
ทว่าในจังหวะที่ความสุขกำลังดำเนินไป เถียนจื่อก็ก้าวเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ นางโน้มกายลงกระซิบที่ข้างหูของนายสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ฮูหยินเจ้าคะ คุณชายใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่เจ้าค่ะ”
หลิวอันเซียงชะงักไปเล็กน้อยแล้วพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่พลันวูบไหวด้วยประกายบางอย่างที่ลุ่มลึก ก่อนจะหันไปยิ้มให้ฉู่หลันที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย
“หลันเอ๋อร์ เจ้ากินต่อไปเถิด แม่มีธุระด่วนต้องไปจัดการเสียหน่อย กินให้เยอะ ๆ เล่า วันนี้แม่ให้คนเตรียมขนมหวานที่เจ้าชอบไว้ให้ด้วย”
“เจ้าค่ะท่านแม่” ฉู่หลันรับคำอย่างว่าง่ายโดยไม่สงสัยสิ่งใด
หลิวอันเซียงลุกขึ้นยืนแล้วเยื้องกรายออกจากห้องโถง มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของตนที่ตั้งอยู่ทางอีกฝั่งของเรือนเหมยฮวา
เพียงไม่นาน ฉู่หยางก็เดินทางมาถึงยังห้องทำงานของมารดาที่เรือนเหมยฮวา ซึ่งเขาไม่ได้มาเยือนนานสักพักแล้ว โดยชายหนุ่มในตอนนี้ดูเปลี่ยนไปจนผิดหูผิดตา นับตั้งแต่เกิดเรื่องอื้อฉาวและอาการบาดเจ็บที่แขน เขาก็เอาแต่เก็บตัวเงียบเชียบอยู่แต่ในเรือนมืดมิด ทว่าในวันนี้เงาของความอ่อนแอและเกรี้ยวกราดกลับถูกฉาบทับด้วยความสุขุมที่ดูเยือกเย็นและเงียบขรึมขึ้นอย่างชัดเจน
เขาหยุดยืนเบื้องหน้าหลิวอันเซียง ก่อนจะค้อมกายทำความเคารพมารดาอย่างนอบน้อมตามมารยาท
“ท่านแม่ ลูกมาวันนี้เพราะเรื่องของท่านพ่อ ยามนี้สถานการณ์ในคุกหลวงคงลำบากนัก ท่านแม่คิดจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรต่อไปหรือขอรับ?” ฉู่หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่น
หลิวอันเซียงลอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงของบุตรชายคนโตอย่างเงียบเชียบ นางวางพู่กันในมือลงพลางแสร้งถอนหายใจยาว แววตาฉายแววลำบากใจและทอดอาลัยออกมาอย่างแนบเนียน
“หยางเอ๋อร์…แม่เองก็กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายคืน หากเป็นเมื่อก่อน เราอาจจะพอมีหนทางช่วยพ่อเจ้าได้บ้าง เงินทองที่มีคงมากพอจะนำไปติดสินบนเปิดทางให้เรื่องหนักกลายเป็นเบาได้ แต่ตอนนี้เจ้าก็เห็น…สกุลฉู่ของเราแทบไม่เหลืออะไรแล้ว แม้แม่จะอยากช่วยพ่อเจ้าใจแทบขาด แต่ยามนี้กลับไร้กำลังสิ้นดี ทำได้เพียงส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากสหายเก่าของพ่อเจ้า หวังเพียงว่าพวกเขาจะยังเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตบ้างก็เท่านั้น” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ฉู่หยางนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมกริบฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก ในใจของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล แม้เขารู้ดีว่าความฝันในการสอบเข้ารับราชการของตนได้มลายหายไปพร้อมกับความพิการที่แขนแล้ว ทว่าหากบิดาต้องโทษอาญาสถานหนักจนถึงขั้นริบทรัพย์หรือเนรเทศ นั่นย่อมหมายถึงจุดจบที่แท้จริงของสกุลฉู่ และเขาเองก็จะกลายเป็นเพียงบุตรขุนนางต้องอาญาที่ไร้ที่ซุกหัวนอน
เขาเงยหน้าขึ้นมองมารดา แววตาแน่วแน่ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้
“เช่นนั้น หากเราลองนำข้าวของล้ำค่าทั้งหมดที่มีอยู่ในจวนไปขายดีหรือไม่ขอรับท่านแม่?” เขาเสนอขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน แจกันหยก หรือแม้แต่อาภรณ์หรูหราที่ยังเหลืออยู่ หากนำไปเปลี่ยนเป็นเงินคงได้มากพอจะลองไปติดสินบนเจ้าหน้าที่กรมอาญาดูอีกครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อให้ท่านพ่อได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้นหรือช่วยผ่อนหนักเป็นเบา”
หลิวอันเซียงชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งสงบ หากทำตามที่ฉู่หยางว่ามาจริง ๆ จวนสกุลฉู่ที่เคยวิจิตรตระการตา ยามนี้คงจะว่างเปล่าเหลือเพียงเปลือกไม้และอิฐปูนที่ผุพังเข้าจริง ๆ เสียที
หญิงสาวแสร้งทอดถอนหายใจยาว แววตาหม่นแสงลงราวกับคนที่มองไม่เห็นหนทางรอด “หยางเอ๋อร์ แม้จะนำข้าวของเหล่านั้นไปขาย แต่เงินที่ได้มาเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับคดีใหญ่โตถึงเพียงนี้ เกรงว่าจะไม่เพียงพอต่อการง้างปากเจ้าหน้าที่กรมอาญาเหล่านั้นหรอกกระมัง”
ฉู่หยางไม่ได้มีท่าทีท้อแท้ตามคำของมารดา เขากลับยืดกายขึ้นตรง แววตาฉายประกายลึกล้ำที่หลิวอันเซียงไม่เคยเห็นมาก่อน
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นขอรับ ส่วนที่เหลือ ลูกจะจัดการด้วยวิธีการของลูกเอง ท่านแม่เพียงแค่เตรียมจัดการเรื่องการขายทรัพย์สินในจวนตามที่ลูกบอกก็พอ ลูกขอตัว”
เขากล่าวเพียงเท่านั้นก่อนจะค้อมกายลาและหมุนตัวจากไป ทิ้งให้หลิวอันเซียงมองตามเงาหลังของบุตรชายที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจเป็นล้นพ้น นางหรี่ตาลงพลางครุ่นคิดบางอย่างในใจด้วยความสงสัย
ขณะเดียวกัน ทางด้านฉู่หยาง หลังจากก้าวพ้นเรือนเหมยฮวา เขาก็ตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของบิดาที่ถูกปิดตายไว้นับแต่เกิดเรื่อง เขาผลักบานประตูเข้าไปท่ามกลางฝุ่นละอองที่เริ่มเกาะตัวหนา
แม้คนภายนอกหรือแม้แต่หลิวอันเซียงจะคิดว่าฉู่จิ้งหยวนหมดสิ้นหนทาง ทว่าฉู่หยางรู้ดีว่าบิดาของเขาหาใช่สุนัขจนตรอกที่ไร้เขี้ยวเล็บ ฉู่จิ้งหยวนเคยบอกความลับแก่เขาว่าในห้องนี้มีไพ่ลับที่จะช่วยให้สกุลฉู่อยู่รอดได้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงเพียงใด
ฉู่หยางเดินตรงไปยังมุมกำแพงลึกสุดของห้อง เขาควานหาสลักลับที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสืออย่างระมัดระวัง เมื่อออกแรงกดเบา ๆ ผนังส่วนหนึ่งก็เคลื่อนตัวออกเผยให้เห็นช่องว่างขนาดเล็กภายใน
ภายในนั้นคือหีบไม้ใบย่อมที่บรรจุเอกสารลับจำนวนมาก ฉู่หยางหยิบมันออกมาเปิดดูด้วยมือที่สั่นระริกเพียงเล็กน้อย ก่อนจะพบว่ามันคือบันทึกความผิดของเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนัก ทั้งเรื่องสินบน ความสัมพันธ์อื้อฉาว และการทุจริตที่ฉู่จิ้งหยวนแอบรวบรวมไว้ตลอดหลายปี เพื่อใช้บีบบังคับให้คนเหล่านั้นยอมช่วยเหลือในยามคับขัน
ฉู่หยางจึงเริ่มทำการคัดแยกเอกสารอย่างใจเย็น แววตาของเขาบัดนี้ดูอำมหิตและเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากบิดาในวันวาน เขาเรียบเรียงรายชื่อขุนนางที่มีอิทธิพลพอจะช่วยเหลือคดีนี้ได้ พร้อมกับจัดเตรียมเงินจำนวนน้อยนิดที่ได้จากการขายทรัพย์สินพ่วงติดไปด้วย เพื่อเป็นการตบหัวแล้วลูบหลัง ให้คนเหล่านั้นรู้ว่า หากไม่ช่วยฉู่จิ้งหยวน ความลับเหล่านี้จะถูกส่งถึงมือกรมยุติธรรมทันที!
ตำหนักทรงพระอักษร
ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องทรงพระอักษร กลิ่นกำยานหอมจาง ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ มีเงาร่างของอัครเสนาบดีจ้าวผู้ทรงอิทธิพลนั่งเผชิญหน้ากับฮ่องเต้เพียงลำพัง บรรยากาศกดดันจนสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นใต้น้ำที่กำลังบีบคั้นอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มอันเคร่งขรึม
“ฝ่าบาท เรื่องของฉู่จิ้งหยวนนั้น แม้ความผิดจะชัดแจ้ง ทว่าหากทรงลงทัณฑ์รุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตหรือเนรเทศในยามนี้ เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของขุนนางในกรมยุติธรรมไม่น้อยพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวจางหย่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ฮ่องเต้ทรงขมวดพระขนอง แววตาฉายประกายไม่พอพระทัย “อัครเสนาบดีหมายความว่าอย่างไร? เขาโกงกินงบประมาณแผ่นดิน หลักฐานมัดตัวแน่นหนาเช่นนั้น จะให้ข้าละเว้นเพียงเพราะเห็นแก่หน้าขุนนางในกรมอย่างนั้นหรือ?”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวจางหย่งประสานมือโน้มตัวลงเล็กน้อย ท่าทางดูนอบน้อมทว่าคำพูดกลับแฝงด้วยการข่มขู่
“แต่ฝ่าบาททรงทราบดีว่า ฉู่จิ้งหยวนนั้นพอมีฝีมืออยู่บ้าง และที่ผ่านมาเขาก็จัดการงานของตนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งตอนนี้การแย่งชิงระหว่างรัชทายาทและองค์ชายรองก็หนักหน่วงขึ้นทุกวัน ทำให้ราชสำนักเริ่มกระสับกระส่าย กระหม่อมเห็นว่าเวลานี้ยังไม่ควรกำจัดฉู่จิ้งหยวน เพื่อเป็นการรักษาสมดุลในราชสำนักก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
===========