มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 25 ถูกลดขั้น (2)
บทที่ 25 ถูกลดขั้น (2)
ฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบอยู่นาน พระหัตถ์ที่วางบนโต๊ะทรงพระอักษรกำแน่นขึ้น ทรงตระหนักดีว่าคำแนะนำของจ้าวจางหย่งนั้นคือการกดดัน โดยใช้ขุมกำลังขุนนางในมือมาเป็นข้อต่อรอง ยามนี้อำนาจของตระกูลจ้าวแผ่ขยายกว้างขวางเกินกว่าที่พระองค์จะหักหาญได้โดยตรง
“แล้วเจ้าเห็นควรว่าอย่างไร?” ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยสุรเสียงเย็นชา
“ลดขั้นตำแหน่งขุนนางลงสองขั้นพ่ะย่ะค่ะ พร้อมทั้งสั่งให้คืนเงินที่ยักยอกไปทั้งหมดและโบยสั่งสอนเสียหน่อย เพียงเท่านี้ราษรก็เห็นว่าทรงมีความยุติธรรม และขุนนางในราชสำนักก็ยังคงอยู่ในความสงบพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวจางหย่งเสนอทันที
ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยยาว แววตาฉายแววขมขื่นที่ต้องยอมอ่อนข้อให้อำนาจมืดในราชสำนัก
“ในเมื่ออัครเสนาบดีกล่าวเช่นนี้ ข้าก็จะยอมทำตาม ถือเสียว่าเห็นแก่ความดีความชอบที่เขาเคยทำมาในอดีต”
“ทรงพระปรีชายิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
จ้าวจางหย่งก้มหัวลงขอบพระทัย แววตาฉายแววพึงพอใจไม่น้อยที่ฮ่องเต้ยอมทำตามที่เขาบอก ทำให้จุดประสงค์ของเขาลุล่วงไปได้ด้วยดี
คุกหลวง
ภายในคุกหลวงที่อับชื้นและมืดสลัว กลิ่นสาบดินและไอเย็นจากกำแพงหินเสียดแทงลึกถึงกระดูก ปรากฏเงาร่างของฉู่จิ้งหยวนกำลังนั่งพิงผนังห้องขังด้วยสภาพที่น่าเวทนา ใบหน้าที่เคยเอิบอิ่มและดูภูมิฐานบัดนี้กลับซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ใต้ขอบตาหมองคล้ำดำสนิทจากการไม่ได้หลับลงเลยแม้แต่ตื่นเดียวตลอดหลายวันที่ผ่านมา ความกังวลเรื่องชะตากรรมของตนเองและตระกูลกัดกินใจเขาจนแทบเสียสติ
ทันใดนั้นเอง เสียงลูกกรงเหล็กที่ครูดกับพื้นหินก็ปลุกเขาให้สะดุ้งสุดตัว ทหารราชองครักษ์กลุ่มหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับขันทีผู้ถือม้วนราชโองการสีเหลืองทอง
“ฉู่จิ้งหยวน รับราชโองการ!”
เขารีบถลาลงไปคุกเข่ากับพื้นสกปรก ร่างกายที่สั่นเทาแทบจะไม่มีแรงพยุงตนเอง ขันทีผู้นั้นคลี่ม้วนราชโองการออกก่อนจะอ่านด้วยน้ำเสียงแหลมสูง
“ด้วยเห็นแก่ความชอบในอดีต ฝ่าบาทจึงทรงมีพระเมตตาละเว้นโทษประหาร ทว่าความผิดนั้นไม่อาจละเลย จึงมีพระบรมราชโองการให้ปลดฉู่จิ้งหยวนจากตำแหน่งรองเสนาบดีกรมยุติธรรม และลดขั้นลงดำรงตำแหน่งขุนนางกรมอาญาระดับล่างขั้นห้า พร้อมทั้งต้องคืนเงินที่ยักยอกไปทั้งหมดแก่คลังหลวง มิเช่นนั้นจะถูกเนรเทศ!”
ฉู่จิ้งหยวนตัวแข็งทื่อ หัวใจบีบรัดด้วยความเจ็บปวด ตำแหน่งขุนนางกรมอาญาระดับล่างนั้นเทียบไม่ได้เลยกับอำนาจล้นฟ้าที่เขาเคยมีในกรมยุติธรรม มันคือความอัปยศที่ต้องลดตัวลงไปทำงานเอกสารและภาษีที่ต่ำต้อยกว่าเดิมหลายขุม
ทว่าในความขมขื่นนั้น เขากลับลอบสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความโล่งอก อย่างน้อยหัวของเขาก็ยังตั้งอยู่บนบ่า และสกุลฉู่ยังคงมีโอกาสกลับมารุ่งเรืองในอนาคตได้
“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”
เขายื่นมือที่สั่นเทารับม้วนราชโองการมาประคองไว้เหนือศีรษะ ก่อนจะถูกทหารเข้าพยุงร่างที่อ่อนแอให้ลุกขึ้นและกึ่งลากกึ่งจูงเขาออกจากห้องขังมืดมิด มุ่งหน้าสู่แสงสว่างภายนอกคุกหลวง
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูหนาหนักของคุกหลวง แสงตะวันที่สาดกระทบดวงตาทำให้ฉู่จิ้งหยวนต้องยกมือขึ้นป้องอย่างอ่อนแรง
ขณะเดียกวัน บ่าวรับใช้คนหนึ่งที่รออยู่ก่อนแล้ว เขาก็รีบปรี่เข้ามาประคองฉู่จิ้งหยวนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นายท่าน รถม้าเตรียมพร้อมไว้แล้วขอรับ เชิญทางนี้เถิดขอรับ”
ฉู่จิ้งหยวนเดินตามไปอย่างเงียบงันประหนึ่งร่างที่ไร้วิญญาณ ทว่าเมื่อก้าวขึ้นไปบนรถม้าที่ปิดม่านมิดชิด เขากลับต้องชะงักเมื่อพบว่ามีสตรีผู้หนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เป็นจ้าวซือฉีนั่นเอง นางได้พุ่งเข้ามารวบมือที่สั่นเทาของเขาไว้ทันที
“ท่านพี่ฉู่! ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาที่มองดูสภาพซูบตอบและหมองคล้ำของชายคนรักเต็มไปด้วยความสงสารจับใจ
“ข้าเห็นสภาพท่านเช่นนี้แล้ว ใจข้าเจ็บปวดนัก”
ฉู่จิ้งหยวนมองสตรีตรงหน้า แววตาของนางที่เต็มไปด้วยความรักและกังวลทำให้เขาคาดเดาถึงที่มาของความโชคดีในคราวนี้ได้ทันที
“ซือฉี ที่ข้าหลุดพ้นจากโทษสถานหนักมาได้ เป็นเพราะเจ้าไปขอร้องอัครเสนาบดีจ้าวใช่หรือไม่? ขอบใจเจ้ามาก…ขอบใจเจ้าจริง ๆ”
“ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ เพื่อท่านแล้ว ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟข้าก็ยอมทำได้” จ้าวซือฉีเอ่ยพลางซับน้ำตาให้เขาอย่างเบามือ
ทว่าในระหว่างที่รถม้าเคลื่อนตัวไปตามท้องถนน จ้าวซือฉีสังเกตเห็นว่าคิ้วของฉู่จิ้งหยวนยังคงขมวดมุ่น แววตาของเขาดูเลื่อนลอยและเต็มไปด้วยความวิตก
“ท่านพี่ ท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ? ในเมื่อพ้นโทษหนักมาแล้ว เหตุใดสีหน้าจึงยังไม่สู้ดีนัก ยังมีเรื่องใดให้ท่านต้องกังวลอีกหรือ?”
“ไม่มีอะไรหรอก ข้าเพียงแต่เพลียสะสมน่ะ” เขาปัดความกังวลทิ้งไปด้วยรอยยิ้มที่ปั้นแต่งขึ้น
แท้จริงแล้วในใจของฉู่จิ้งหยวนกลับหนักอึ้งดุจมีขุนเขามาทับอยู่ เขาจะบอกนางได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขากำลังกังวลอยู่คือเงินคลังหลวงที่ต้องหามาคืนตามราชโองการ
โดยเงินห้าหมื่นตำลึงที่ยืมจากนางไปก่อนหน้านี้ เขาเองก็ยังไม่มีปัญญาจะหามาคืน หากจะให้เอ่ยปากขอยืมเพิ่มอีกครั้งในยามที่เขาถูกลดขั้นและหมดสิ้นอำนาจเช่นนี้ เขาก็ไม่กล้าพอจะทำเช่นนั้นได้
เพียงไม่นาน รถม้าก็เคลื่อนตัวมาหยุดลงที่หน้าจวนสกุลฉู่อย่างช้า ๆ ทั้งสองสบตากันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะล่ำลาด้วยความอาลัย ฉู่จิ้งหยวนจึงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทางพยายามสง่าผ่าเผยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขณะเดียวกัน บริเวณหน้าประตูจวน บ่าวไพร่นับสิบคนนำโดยหลี่ชิงเฟิงยืนตั้งแถวรอรับประมุขของบ้านอย่างพร้อมเพรียง แม้บรรยากาศจะดูหม่นหมองไปบ้าง ทว่าเสียงประสานการต้อนรับก็ดังขึ้น
“ยินดีต้อนรับนายท่านกลับจวนเจ้าค่ะ/ขอรับ!”
ฉู่จิ้งหยวนพยักหน้าเบา ๆ รับการต้อนรับนั้น ท่ามกลางสายตาของบ่าวไพร่ที่มองดูนายท่านผู้ทรุดโทรมลงไปถนัดตา เขาก้าวเดินเข้าไปในจวนด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
ทันทีที่ฉู่จิ้งหยวนก้าวพ้นธรณีประตูจวนเข้ามา หลิวอันเซียงที่รอจังหวะอยู่แล้วก็รีบเยื้องกรายเข้ามาหาด้วยสีหน้าท่าทางที่ปั้นแต่งขึ้นอย่างแนบเนียน นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับที่หางตาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือประหนึ่งโล่งอกเสียเต็มประดา
“ท่านพี่…ท่านกลับมาแล้ว ข้าเป็นห่วงท่านจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ ในคุกนั่นท่านคงลำบากมากใช่หรือไม่เจ้าคะ อาการป่วยของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
ทว่าฉู่จิ้งหยวนกลับไม่ได้ชายตาแลนางแม้แต่น้อย แววตาของเขาที่เคยมองนางด้วยความเมินเฉย บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นความรังเกียจแกมระอา ยามที่เขาตกต่ำถึงขีดสุดในคุกมืด เขาได้ไตร่ตรองแล้วว่าสตรีผู้นี้ไร้ประโยชน์เพียงใด เงินทองในคลังของนางก็หมดสิ้น ไร้อำนาจวาสนาที่จะหยิบยื่นมือมาช่วยดึงเขาออกจากเงื้อมมือมัจจุราชได้แม้แต่น้อย
สำหรับเขาในยามนี้ หลิวอันเซียงก็ไม่ต่างจากกาฝากที่ไร้ค่าตัวหนึ่ง
“ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าต้องการกลับไปพัก”
เขาเอ่ยเสียงเย็นชาจนน่าขนลุก ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินผ่านร่างของนางไปราวกับธาตุอากาศ ก่อนที่เขาจะหยุดเดินเล็กน้อยแล้วหันไปหาบุตรชายคนโตที่ยืนอยู่วงนอกด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นคาดหวัง
“หยางเอ๋อร์ ตามข้าไปที่ห้องทำงาน ข้ามีเรื่องสำคัญจะหารือกับเจ้า!”
“ขอรับท่านพ่อ” ฉู่หยางรับคำอย่างเคร่งขรึมและเดินตามบิดาไปในทันที
บ่าวไพร่ที่ยืนอยู่รอบข้างต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา บรรยากาศในจวนที่ควรจะชื่นมื่นยามประมุขกลับมา กลับกลายเป็นความอึดอัดขัดข้องใจในชั่วพริบตาเสียอย่างนั้น ก่อนที่ทุกคนค่อย ๆ แยกย้ายกันไปตามหน้าที่ ทิ้งให้หลิวอันเซียงยืนอยู่เพียงลำพัง
หากเป็นสตรีอื่นคงต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจที่ถูกสามีหมางเมิน ทว่าหลิวอันเซียงกลับทำเพียงแค่ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แววตาของนางนิ่งสงบและเยือกเย็นเกินกว่าจะหาความรู้สึกใด ๆ ได้
เพียงไม่นาน นางหมุนกายเดินแยกกลับไปยังเรือนเหมยฮวาด้วยท่วงท่าที่สง่างามและมั่นคง หาได้สนใจท่าทีหรือความคิดของฉู่จิ้งหยวนที่มีต่อนางไม่
ดีเสียอีก นางจะได้ไม่ต้องเสียเวลาปั้นหน้ายิ้มเสแสร้งใส่เขา…