มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 26 ช่วยสนับสนุน (1)
บทที่ 26 ช่วยสนับสนุน (1)
หลังจากที่ฉู่จิ้งหยวนเดินทางมาถึงห้องทำงานของตนในเรือนหลัก เขาก็ต้องชะงักงันไปชั่วครู่ ดวงตากวาดมองไปรอบห้องด้วยความตกใจ ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยหรูหราทรงคุณค่า แจกันโบราณ หรือแม้แต่ภาพวาดล้ำค่าที่เคยประดับอยู่บนผนัง ล้วนหายวับไปจนเหลือเพียงห้องที่ดูโล่งผิดตาไปกว่าแปดในสิบส่วน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน…”
ฉู่จิ้งหยวนพึมพำเสียงสั่นพลางหันมาทางบุตรชาย “เหตุใดห้องของข้าถึงได้ว่างเปล่าเช่นนี้!”
ฉู่หยางก้าวเข้ามาใกล้ แววตาของเขายังคงความนิ่งสงบผิดกับบิดาที่กำลังร้อนรน
“เรียนท่านพ่อ ยามที่ท่านติดอยู่ในคุกมืด สถานการณ์คับขันยิ่งนัก ข้าจึงตัดสินใจให้คนนำข้าวของมีค่าในจวนออกไปขายทั้งหมด เพื่อนำเงินที่ได้ไปจัดการติดสินบนขุนนางคนอื่น ๆ และเปิดทางให้ข้าได้เข้าถึงตัวสหายของท่าน เพื่อให้พวกเขาช่วยสับเปลี่ยนหลักฐานให้โทษหนักกลายเป็นเบา ตามที่ท่านพ่อเคยสั่งสอนลูกไว้”
ฉู่จิ้งหยวนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความเสียดายในทรัพย์สมบัติถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจในความจำเป็น
“เจ้าทำถูกแล้วหยางเอ๋อร์ ในยามนั้นไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของข้า”
ทว่าความโล่งอกนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว เมื่อเขานึกถึงภาระหนักอึ้งที่เพิ่งได้รับมาจากท้องพระโรง
“แต่ยามนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ราชโองการระบุชัดว่าข้าต้องคืนเงินคลังหลวงทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะถูกเนรเทศ เงินที่ได้จากการขายของคงไม่พอเป็นแน่ เห็นทีเราคงต้องเรียกค่าปิดปากจากคนเหล่านั้นเพิ่มขึ้นเสียแล้ว!”
ฉู่หยางพยักหน้าอย่างเห็นดีด้วย เขาล้วงหยิบกระดาษรายชื่อที่ถูกพับไว้อย่างมิดชิดออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้บิดา
“นี่คือรายชื่อขุนนางที่ข้าคัดแยกไว้ขอรับท่านพ่อ คนเหล่านี้คือกลุ่มที่ข้ายังไม่ได้ส่งเงินติดสินบนไปให้ และในมือเรายังมีหลักฐานความผิดของพวกเขาอยู่อย่างครบถ้วน น่าจะเพียงพอที่จะเรียกค่าปิดปากก้อนโตเพื่อมาใช้ชดใช้ตามราชโองการได้”
ฉู่จิ้งหยวนรับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่าน แววตาของเขาฉายประกายอำมหิตและละโมบขึ้นมาอีกครั้ง มือที่สั่นเทากำรายชื่อนั้นแน่น
“ทำดีมากหยางเอ๋อร์! เจ้าจงส่งคนไปหาพวกเขาทีละคน บอกพวกเขาว่าหากไม่อยากให้ความลับเหล่านี้ไปวางอยู่บนโต๊ะกรมอาญา ก็จงส่งเงินมาให้เรา เรียกเงินจากพวกเขามาให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่แดงเดียว!”
“ขอรับท่านพ่อ ลูกจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยที่สุด”
ฉู่หยางตอบรับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไร้อารมณ์ ดวงตาทอประกายเย็นเยียบออกมาอย่างน่าหวาดหวั่น
เพียงไม่กี่วันต่อมา ขบวนหีบเงินจำนวนมหาศาลก็ถูกลำเลียงเข้าสู่คลังหลวงภายใต้การจับตามองของเจ้าหน้าที่กรมอาญา ฉู่จิ้งหยวนจัดการชดใช้หนี้สินตามราชโองการได้สำเร็จครบถ้วนทุกตำลึง ทำให้ข้อกล่าวหาทั้งหมดถูกปัดเป่าทิ้งไปและเขาสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งใหม่ได้อย่างเป็นทางการ ทว่าชัยชนะในครั้งนี้กลับแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง
เมื่อฉู่จิ้งหยวนเดินกลับเข้ามาในจวน เขากวาดสายตามองไปรอบบริเวณด้วยความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก จวนสกุลฉู่ที่เคยวิจิตรบรรจง บัดนี้กลับว่างเปล่าอย่างแท้จริง
ผนังห้องเย็นเยียบไร้ภาพเขียนล้ำค่า พื้นห้องที่เคยปูด้วยพรมทอมือหนานุ่มเหลือเพียงไม้กระดานเปลือยเปล่า แม้แต่ข้ารับใช้บางส่วนก็ถูกขายออกไปเพื่อลดค่าใช้จ่าย
ความรุ่งโรจน์ที่เคยสั่งสมมาทั้งชีวิตพังทลายลงเหลือเพียงเปลือกที่กลวง ทำให้เขารู้สึกราวกับร่างกายแก่ชราลงไปกว่าสิบปีในชั่วพริบตา แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงบัดนี้ค่อมลงอย่างคนสิ้นแรง
ขณะเดียวกัน ภายในเรือนเหมยฮวาที่ยังคงเงียบสงบเช่นเดิม หลิวอันเซียงกำลังนั่งฟังรายงานจากองครักษ์เงา เรื่องที่สองพ่อลูกร่วมมือกันข่มขู่เรียกค่าปิดปากจากขุนนางนับสิบเพื่อเอาตัวรอด
นางนิ่งฟังจนจบก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงเย็น แววตาของนางไม่มีความประหลาดใจแม้แต่น้อย มีเพียงความสมเพชที่ฉายชัดอยู่บนดวงตาคู่นั้น
ในเมื่อเขาชอบใช้จุดอ่อนผู้อื่นมาข่มขู่เช่นนี้ หากโดนย้อนรอยเข้ากับตัวบ้าง คงจะน่าสนุกไม่น้อยทีเดียว…
หลิวอันเซียงคิดแค่นเสียงหึในลำคออย่างเย็นชาคราหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเอกสารลับอีกฉบับที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชักลับขึ้นมา เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เพียงบัญชีการเงินธรรมดา แต่มันคือหลักฐานความผิดร้ายแรงที่ฉู่จิ้งหยวนพยายามปกปิดเอาไว้ หากสิ่งนี้ถูกเปิดเผยออกไป ลำพังแค่การลดขั้นคงไม่อาจชดใช้ได้อีกต่อไป
“จัดการตามแผนขั้นต่อไป”
“ขอรับ”
องครักษ์เงารับเอกสารฉบับนั้นมา พร้อมรับคำสั่งแล้วเร้นกายหายไปในเงาของราตรีอย่างรวดเร็ว
เมื่อเงาร่างขององครักษ์คนแรกเร้นหายไปในความมืด องครักษ์เงาอีกผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นแทนที่อย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนจะคุกเข่าลงรายงานข่าวสำคัญที่เพิ่งไปสืบพบมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เรียนฮูหยิน ข้าน้อยสืบพบว่าภายในจวนสกุลลู่นั้น ลู่ซื่อจื่อได้ลักลอบซุกซ่อนสาวใช้อุ่นเตียงและนางบำเรอไว้เป็นจำนวนมากขอรับ ทว่าคนสกุลลู่ต่างร่วมมือกันปกปิดเรื่องนี้ไว้อย่างมิดชิด ทำให้ภายนอกไม่มีใครระแคะระคายถึงพฤติกรรมนี้เลยแม้แต่น้อย”
เมื่อได้รับฟังคำรายงานนั้น หลิวอันเซียงก็นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง นางไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกออกมาให้เห็น มีเพียงปลายนิ้วเรียวสวยที่เคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า แววตาคมปลาบฉายแววครุ่นคิดบางอย่างอยู่อึดใจใหญ่ ก่อนจะโบกมือเป็นเชิงอนุญาตให้อีกฝ่ายถอยกลับไปได้
ยามที่ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง หลิวอันเซียงจึงเอนกายพิงพนักเก้าอี้พลางหลับตาลง เพื่อทบทวนหมากในใจ เมื่อเปลือกตาขยับเปิดขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาหงส์กลับเผยประกายเจ้าเล่ห์วาบผ่านชั่วครู่ พร้อมรอยยิ้มเย็นชาที่ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างมีเลศนัย
ในเมื่อบุตรสาวของนางอยากแต่งเข้าจวนซื่อจื่อใจจะขาดถึงเพียงนั้น แล้วมารดาเช่นนางจะไม่ร่วมสนับสนุนความปรารถนาอันแรงกล้าของบุตรสาวได้อย่างไรกัน…
เช้าวันต่อมา แสงแดดรำไรทอแสงผ่านแมกไม้เข้าสู่เรือนกุ้ยฮวา หลิวอันเซียงเยื้องกรายมาหาบุตรสาวคนโตด้วยตนเองอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำนัก นับตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่นวายคราวก่อน ฉู่ซือเยว่ก็มักหาเรื่องลอบออกไปพบปะกับลู่ซื่อจื่อที่นอกจวนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหลิวอันเซียงก็แสร้งทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งมาโดยตลอด
เพราะรอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างฉู่จิ้งหยวนกับบุตรทั้งสอง ทำให้ฉู่ซือเยว่รู้สึกว้าเหว่และหันมาวางใจในตัวมารดามากกว่าปกติ เมื่อเห็นหลิวอันเซียงมาเยี่ยมเยียนถึงเรือน นางจึงรีบออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ
“ท่านแม่มาหาข้าถึงที่นี่ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?” ฉู่ซือเยว่เอ่ยถามพลางรินชาให้มารดาอย่างเอาใจ
ทั้งสองนั่งจิบชาพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หลิวอันเซียงจะค่อย ๆ วางถ้วยชาลงแล้วลอบถอนหายใจออกมาด้วยท่าทีอ่อนล้า ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้กลับแฝงไปด้วยความกังวลจนคนมองใจหาย
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าก็เห็นว่าตอนนี้สกุลฉู่ของเราไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว จะพูดว่าตกต่ำลงก็คงไม่ผิดนัก เงินทองชื่อเสียงที่เคยมีก็มลายหายไปจนเกือบสิ้น แม้แต่พ่อเจ้าเองยามนี้ก็หมางเมินแม่เหลือเกิน แม่เองก็จนปัญญาจะประคับประคองทุกอย่างให้กลับมาเป็นดังเดิมได้แล้ว”
หลิวอันเซียงเอื้อมมือไปกุมมือบุตรสาวไว้แผ่วเบา ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย “แต่ยังโชคดีที่แม่ไม่ต้องกังวลเรื่องของเจ้ามากนัก เพราะอย่างน้อยเจ้าก็ยังมีลู่ซื่อจื่อให้พอฝากฝังชีวิตไว้ได้”