มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 26 ช่วยสนับสนุน (2)
บทที่ 26 ช่วยสนับสนุน (2)
ฉู่ซือเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าเนียนขาวพลันขึ้นสีระเรื่อด้วยความเขินอาย นางรีบหลบสายตามารดาพลางเอ่ยเสียงแผ่ว
“ท่านแม่กล่าวอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ ข้ากับซื่อจื่อยังไม่ได้แต่งงานกันเลย จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะฝากฝังชีวิตไว้กับเขาได้จริง…”
เมื่อเห็นท่าทีเหนียมอายของบุตรสาว หลิวอันเซียงก็คลี่ยิ้มกว้างขึ้นด้วยความเอ็นดู
“โธ่…เยว่เอ๋อร์ คราวก่อนที่ซื่อจื่อมาเยือนจวนเรา สายตาที่เขามองเจ้านั้นมีหรือแม่จะมองไม่ออกว่าเขารู้สึกลึกซึ้งเพียงใด หากเจ้าได้ตบแต่งเข้าจวนสกุลลู่ เจ้าย่อมมีวาสนาสูงส่ง ไม่ต้องมาพลอยถูกสกุลฉู่ฉุดให้ตกต่ำลงไปด้วยแน่”
ฉู่ซือเยว่นิ่งฟังพลางครุ่นคิดตามคำของมารดา ในใจของนางเริ่มวาดฝันถึงชีวิตที่หรูหราในฐานะฮูหยินซื่อจื่อที่ใครต่างก็ต้องยอมสยบ
ยิ่งคิด นางก็ยิ่งเห็นด้วยว่าลู่เทียนสิงคือทางรอดเดียวที่จะฉุดนางจากสถานการณ์ของสกุลที่กำลังตกอับในตอนนี้ได้
ขณะเดียวกัน ทางด้านหลิวอันเซียงที่เห็นประกายความทะเยอทะยานในดวงตาบุตรสาวก็ลอบยกยิ้มที่มุมปากแวบหนึ่ง นางค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนพลางตบหลังมือบุตรสาวเบา ๆ เป็นเชิงปลอบประโลม
“เอาเถิด แม่เห็นเจ้ามีทางออกเช่นนี้แม่ก็เบาใจ แม่ต้องกลับไปจัดการงานที่เรือนต่อก่อน เจ้าเองก็พักผ่อนให้มากเถิดนะเยว่เอ๋อร์”
สิ้นคำกล่าว หลิวอันเซียงก็หมุนกายเดินออกจากเรือนกุ้ยฮวาไป ทิ้งให้ฉู่ซือเยว่นั่งจมอยู่ในห้วงฝันหวานที่นางจงใจปั้นแต่งขึ้น
เมื่อเงาร่างของหลิวอันเซียงลับหายไปจากสายตา สาวใช้คนสนิทอย่างชุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็ก้าวเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย พลางหยิบกาน้ำชาขึ้นมาเติมลงในถ้วยของฉู่ซือเยว่ตามความเคยชิน ทว่านัยน์ตากลับพราวระยับขณะลอบสังเกตสีหน้าของผู้เป็นนาย
“คุณหนูเจ้าคะ ที่ฮูหยินกล่าวมาเมื่อครู่ บ่าวว่าถูกต้องที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
ฉู่ซือเยว่ที่กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์ความฝันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ก็หมายความว่า ยามนี้สกุลฉู่กำลังเผชิญกับคราวเคราะห์อย่างไรเล่าเจ้าคะ นายท่านก็ถูกลดขั้น ข้าวของในจวนก็ถูกขายจนว่างเปล่า หากปล่อยไว้เช่นนี้ อีกไม่นานคนทั่วเมืองหลวงคงได้พากันหัวเราะเยาะพวกเราแน่” ชุ่ยเอ๋อร์โน้มตัวลงมาใกล้พลางเอ่ยเสี้ยมด้วยวาจาอาบยาพิษ
“ทว่าหากคุณหนูได้ตบแต่งเข้าจวนลู่ซื่อจื่อในเร็ววัน สถานการณ์ย่อมพลิกจากหลังมือเป็นฝ่ามือทันทีนะเจ้าคะ! ด้วยอำนาจและบารมีของสกุลลู่ ใครเล่าจะกล้าดูหมิ่นสกุลฉู่อีก เมื่อถึงยามนั้น ไม่เพียงแต่ฮูหยินที่จะซาบซึ้งในตัวท่าน แม้แต่นายท่านและคุณชายใหญ่ก็ต้องพากันมาขอบคุณที่คุณหนูเป็นผู้ฉุดรั้งตระกูลขึ้นมาจากกองโคลนเจ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินคำว่าทุกคนจะต้องมาขอบคุณนาง ดวงตาของฉู่ซือเยว่ก็พลันวาวโรจน์ขึ้นด้วยความทะเยอทะยาน ภาพที่บิดาผู้ลำพองและพี่ชายที่ขี้โมโหต้องก้มหัวให้นางในฐานะฮูหยินซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์ ช่างเป็นภาพที่เย้ายวนใจจนเกินจะห้ามปราม
“จริงของเจ้า หากข้าแต่งเข้าจวนสกุลลู่ได้สำเร็จ ข้าก็ไม่ต้องมานั่งทนดูใบหน้าอมทุกข์ของคนในจวนนี้อีก ข้าจะเป็นคนเดียวที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกคน!”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะคุณหนู! ความงามและวาสนาเช่นท่าน หากไม่ใช่จวนซื่อจื่อแล้วจะคู่ควรกับที่ใดอีกเจ้าคะ ยามนี้ท่านต้องเร่งรัดความสัมพันธ์ให้มั่นคง หากช้าไปเพียงก้าวเดียว ผู้อื่นอาจจะชิงวาสนานี้ไปเสียก่อนนะเจ้าคะ”
ฉู่ซือเยว่ขบเม้มริมฝีปากพลางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น ความลังเลใจที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ถูกสุมด้วยไฟแห่งความโลภและการยุยง
“เจ้าพูดถูก ข้าจะมัวรอช้าอยู่ไม่ได้ ข้าต้องทำให้ซื่อจื่อตกลงปลงใจแต่งข้าเข้าจวนให้เร็วที่สุด ไม่ว่าต้องใช้แผนการใด ในเมื่อท่านพ่อไม่เหลืออำนาจจะผลักดันข้า และท่านแม่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจทิ้งไปวัน ๆ เห็นทีข้าคงต้องลงมือจัดการวาสนาของตนเองเสียที” นางเอ่ยเสียงเย็น นัยน์ตาฉายแววเด็ดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง
“ชุ่ยเอ๋อร์ เจ้าจงไปตามสืบความเคลื่อนไหวของลู่ซื่อจื่อมาให้ละเอียดที่สุด ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด พบปะกับใคร หรือมีกำหนดการจะทำสิ่งใดในเร็ววันนี้ ข้าต้องรู้ทุกอย่าง ห้ามให้ตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียว!”
“เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะจัดการให้เรียบร้อยที่สุดเจ้าค่ะ”
ชุ่ยเอ๋อร์รับคำพลางเร้นกายออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉู่ซือเยว่จมอยู่กับแผนการที่จะรวบหัวรวบหางบุรุษผู้สูงศักดิ์เพื่อเป็นบันไดพาตนเองหนีจากความตกต่ำของสกุลฉู่
เรือนมู่ตาน
ตกดึกของคืนเดียวกัน บรรยากาศภายในเรือนมู่ตานกลับดูเคร่งขรึมและเย็นเยียบกว่าเรือนอื่น ๆ ในจวนอย่างสิ้นเชิง ร่างสูงโปร่งของฉู่หยางกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูเงาไม้ที่พาดผ่านลานจวนอย่างใช้ความคิด ก่อนที่เหยียนเจินจะก้าวเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหลัง
“เรียนคุณชาย คนของเราที่แฝงตัวอยู่รายงานมาว่า คุณหนูใหญ่สั่งให้ชุ่ยเอ๋อร์ไปตามสืบความเคลื่อนไหวของลู่ซื่อจื่ออย่างละเอียดขอรับ ดูท่าว่านางกำลังเตรียมการจะทำบางอย่างเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้น”
ฉู่หยางยกยิ้มหยันที่มุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นชาชั่ววูบ “สืบเรื่องความเคลื่อนไหวอย่างนั้นหรือ? น้องสาวข้าคนนี้ช่างร้อนใจเสียจริง นางคงคิดว่าลู่เทียนสิงคือสรวงสวรรค์ที่จะโอบอุ้มชีวิตนางไว้อย่างนั้นสินะ”
ฉู่หยางไม่ใช่บุรุษที่โง่เขลา เขาผ่านโลกสีเทาในแวดวงคุณชายเสเพลมามาก มีหรือจะไม่รู้กิตติศัพท์ที่แท้จริงของลู่เทียนสิง ซื่อจื่อผู้สง่างามผู้นั้นหาได้เป็นบุรุษรักมั่นอย่างที่ใครเข้าใจ แต่กลับเป็นเสือซ่อนเล็บที่นิยมชมชอบการเลี้ยงนางบำเรอและสาวใช้อุ่นเตียงไว้เต็มจวนลับ ๆ
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อก่อนฉู่หยางจึงไม่เคยสนับสนุนน้องสาวคนนี้อย่างออกนอกหน้า เพราะลึก ๆ เขายังมีความเป็นพี่ชายที่ไม่อยากให้นางต้องไปเจ็บช้ำน้ำใจในรังอสรพิษเช่นนั้น
ทว่าในเมื่อวันนี้ ฉู่ซือเยว่ไม่เห็นเขาเป็นพี่ชายอีกต่อไป เช่นนั้นเรื่องอะไรที่เขาต้องเห็นนางเป็นน้องสาวด้วยกันอีก
ในเมื่อนางต้องการแต่งเข้าจวนซื่อจื่อใจจะขาด เขาก็จะช่วยสนับสนุนให้นางได้เข้าไปอยู่ในที่แห่งนั้นสมใจอยาก
เพียงแต่จะแต่งเข้าไปในฐานะอันใด ก็สุดแต่จะรู้ได้เช่นกัน…
ฉู่หยางเดินหมุนตัวเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะหยิบถุงเงินก้อนหนึ่งออกมา มันคือเงินที่เขาได้รับส่วนแบ่งมาจากการข่มขู่ขุนนางบางส่วนที่เคยลอบทำความผิดร่วมกับบิดา เขาโยนถุงเงินนั้นให้เหยียนเจิ้นอย่างไม่ไยดี
“นำเงินนี้ไปจัดการซื้อตัวคนในจวนสกุลลู่เสีย เอาคนที่สามารถเข้าถึงเรือนพักของซื่อจื่อได้ยิ่งดี ข้ามีงานสำคัญจะให้พวกเขาทำ”
“คุณชายใหญ่จะ…” เหยียนเจินเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ
“ไปจัดการตามที่ข้าสั่ง อย่าให้ร่องรอยสาวมาถึงตัวข้าได้”
“ขอรับ!” เหยียนเจินรับถุงเงินก่อนจะถอยกลับออกไปทันที
ฉู่หยางมองตามเงาของบ่าวรับใช้คนสนิทจากไปพลางแค่นยิ้มเย็น แววตาของเขาที่สะท้อนแสงเทียนดูดำมืดราวกับก้นทะเลที่ไร้ที่สิ้นสุดก็ไม่ปาน ยากที่จะคาดเดาความคิดที่แท้จริงของเขาได้