มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 3 สวรรค์เมตตา (2)
บทที่ 3 สวรรค์เมตตา (2)
ภายในห้องนอนกว้างขวางของเรือนเหมยฮวา กลิ่นกำยานหอมละมุนอบอวลไปทั่วทั้งห้องที่เงียบสงบ หลิวอันเซียงกำลังนอนทอดกายอยู่บนเตียงไม้แกะสลักหลังงาม ร่างของนางถูกห่มคลุมด้วยผ้าแพรไหมเนื้อดีที่บ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่งและอำนาจวาสนาที่ใครต่างก็อิจฉา
ทว่าท่ามกลางความสงบเงียบนั้น คิ้วเรียวงามของนางกลับขมวดเข้าหากันแน่น ดวงหน้าผุดผ่องเริ่มปรากฏเม็ดเหงื่อผุดซึมตามไรผม ร่างกายภายใต้ผ้าแพรเริ่มสั่นเทาและกระสับกระส่ายไปมา ราวกับกำลังเผชิญกับฝันร้ายอันแสนยาวนาน
ภาพความอัปยศที่ถูกสามีและลูกในไส้ร่วมมือกันสังหารยังคงฉายชัดอยู่ในหัว บ่วงผ้าที่รัดรึงลำคอจนลมหายใจขาดห้วงกระตุ้นให้จิตวิญญาณของนางดิ้นรนทุรนทุราย
เฮือกกก!
เสียงสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างรุนแรงดังขึ้น พร้อมกับร่างของหลิวอันเซียงที่สะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างหวาดผวา นัยน์ตาหงส์เบิกกว้างฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด มือบางยกขึ้นลูบคลำลำคอของตนเองตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกเย็นเยียบและแรงรัดจากผ้าขาวในวินาทีสุดท้ายของชีวิตยังคงติดตรึงอย่างแจ่มชัด
ทว่าเมื่อนางกวาดสายตามองไปรอบกาย กลับพบเพียงห้องนอนที่คุ้นตา และแสงแดดรำไรยามเช้าที่ทอส่องทอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาอย่างอบอุ่น ประกอบกับเสียงนกร้องจากภายนอกที่ชวนให้จิตใจสงบ ช่างขัดกับภาพความตายในคืนมืดมิดที่นางเพิ่งพ้นผ่านมาสิ้นดี
นี่นาง…ยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ?
หลิวอันเซียงลุกจากเตียงเดินตรงไปยังคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะจ้องมองภาพเงาสะท้อนของตนด้วยความตกตะลึง
ซึ่งภาพที่ปรากฏคือตัวนางในวัยสามสิบสามปี ผู้มีใบหน้างดงามอิ่มเอิบเปี่ยมด้วยอำนาจและวาสนาของฮูหยินเอกที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด หาใช่สตรีผู้มีใบหน้าซีดเซียวที่รอความตายผู้นั้นไม่
หลิวอันเซียวใช้เวลาเพียงชั่วครู่ในการทบทวนความทรงจำ ก่อนจะตระหนักได้ว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับมาเมื่อสองปีก่อน!
นัยน์ตาหงส์สั่นระริกด้วยความตกใจ แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีอย่างล้นพ้นที่ได้รับโอกาสอีกครั้งจากสวรรค์ หัวใจของนางพลันเต้นระรัวจนแทบไม่เป็นจังหวะ
หญิงสาวไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง เพราะทุกอย่างมันช่างสมจริงเกินไปจนน่าใจหาย
ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และความอัปยศที่นางได้ประสบพบเจอมานั้น นางยังคงจดจำพวกมันได้เป็นอย่างดี ทำให้หลิวอันเซียงเชื่อสนิทใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ฝันร้าย แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชาติก่อนต่างหาก
เป็นสวรรค์ที่มีตา…ให้โอกาสนางกลับมาลากคอพวกมันลงนรกด้วยตนเอง!
แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความเมตตาและอ่อนโยนของหลิวอันเซียง บัดนี้กลับนิ่งสงบจนน่าหวาดกลัว ร่างบางทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งพลางหยิบหวีไม้ขึ้นมาสางผม พร้อมกับใช้ความคิดไตร่ตรองทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น
ชีวิตที่แล้วนางยอมแตกหักกับตระกูลหลิวอันมั่งคั่ง ขนเอาทรัพย์สินมหาศาลมาทุ่มเทสนับสนุนสามีและบุตรจนได้ดี แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับเป็นผ้าขาวแขวนคอหนึ่งผืนที่มอบให้โดยคนที่นางรักสุดหัวใจ
ทันใดนั้นเอง ภาพของใครบางคนที่คลานเข้ามาเกาะเท้าคนชั่ว พยายามร้องขอชีวิตให้นางในวาระสุดท้ายก็ผุดขึ้นมาในหัว
ภาพของฉู่หลัน บุตรีของอนุภรรยาที่นางเคยชิงชังและปั้นปึ่งใส่เสมอมา กลับเป็นเพียงคนเดียวในจวนอสรพิษแห่งนี้ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อนาง และเป็นคนเดียวที่หลั่งน้ำตาให้จากใจจริงในวันที่คนทั้งโลกหันหลังให้นาง
หลิวอันเซียงเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกละอายใจแล่นพล่านไปทั่วอก ในชาติที่แล้วนางละเลยเด็กดีเช่นนี้ แต่กลับไปทุ่มเทรักใคร่ลูกในไส้ที่รอเวลาแทงข้างหลังนาง เพียงเพื่อตำแหน่งราชบุตรเขยและฮูหยินซื่อจื่อเสียได้
ทว่าในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาแก้ไข นางจะเปลี่ยนชะตากรรมของฉู่หลันเสียใหม่ ไม่ยอมให้อีกฝ่ายถูกส่งไปเป็นเครื่องสังเวยให้ตาเฒ่าตัณหากลับอย่างอันโหวเป็นอันขาด และนางจะทำทุกทางให้เด็กสาวผู้นี้ได้อยู่อย่างสุขสบายที่สุด
ส่วนเดรัจฉานสามพ่อลูกนั่น…นางจะไม่ฆ่าพวกมันให้ตายในทันที แต่นางจะค่อย ๆ ตัดเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกมันทิ้งทีละเส้น ลิดรอนอำนาจและเงินทองที่พวกมันหวงแหน ให้พวกมันค่อย ๆ แห้งเหี่ยวและตายอย่างอนาถยิ่งกว่าที่นางเคยประสบมาเป็นพันเท่า!
หลิวอันเซียงหลับตาเพื่อข่มกลั้นเพลิงแค้นในใจที่กำลังคุกรุ่น หลังจากที่นางสงบสติอารมณ์ของตนได้แล้ว จึงตัดสินใจที่จะไปดูฉู่หลันก่อน นับตั้งแต่ช่วยฉู่หลันไว้ในอดีต นางก็ไม่เคยไปพบเด็กสาวอีกเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง
“เถียนจื่อ…”
สิ้นเสียงของนาง สาวใช้คนสนิทข้างกายที่คอยรอรับใช้อยู่นอกห้องก็ได้ก้าวเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว นางเป็นสาวใช้ที่ติดตามหลิวอันเซียงมาตั้งแต่เด็กจากสกุลเดิม ทำให้นางเป็นเพียงคนเดียวที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้ที่สุดในจวนสกุลฉู่แห่งนี้
“ช่วยข้าแต่งตัวที”
“เจ้าค่ะ”
เถียนจื่อรับคำทันที ก่อนจะหมุนกายไปหยิบเสื้อผ้าอาภรณ์ในตู้มาชุดหนึ่ง แล้วช่วยผู้เป็นนายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าตามปกติ จากนั้นหลิวอันเซียงจึงก้าวเท้าออกจากเรือนเหมยฮวาของตน มุ่งหน้าไปยังเรือนทิศใต้ของจวน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเรือนพักของเหล่าอนุและบุตรีอนุในอดีต
ทว่ายิ่งเดินเข้าใกล้เรือนพักของฉู่หลันมากเท่าใด คิ้วเรียวของหลิวอันเซียงก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากัน เนื่องจากบรรยากาศรอบเรือนเงียบเชียบผิดปกติ ไร้ซึ่งร่องรอยของบ่าวไพร่ที่ควรจะคอยรับใช้ดูแลคุณหนูรองของจวนแต่อย่างใด ตัวเรือนทรุดโทรมซอมซ่อไม่ต่างจากเรือนร้างที่ถูกทอดทิ้งเลยสักนิด
หลิวอันเซียงหยุดยืนสำรวจสภาพตัวเรือนด้านนอกครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในอย่างเงียบงัน
ภายในห้องพักที่ดูคับแคบ มีเงาร่างของเด็กสาววัยสิบสี่ปีผู้มีใบหน้าซูบผอม เนื้อตัวเปื้อนคราบสกปรกดูมอมแมมเล็กน้อย นางกำลังขะมักเขม้นเย็บปักถุงหอมกองใหญ่ที่วางเรียงรายอยู่ข้างกาย ทำให้ไม่รับรู้ถึงการมาเยือนของหลิวอันเซียงแม้แต่น้อย
“เจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่กัน?”
น้ำเสียงที่ดังขึ้นนั้นพลันทำให้ฉู่หลันสะดุ้งสุดตัว นางรีบเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว
ครั้นเห็นว่าเป็นฮูหยินที่นางแทบไม่เคยมีโอกาสได้เข้าใกล้ เด็กสาวก็ลนลานรีบกวาดถุงหอมเหล่านั้นซ่อนไว้ข้างหลังราวกับกลัวความผิด ขณะที่สาวใช้คนสนิทที่อยู่ข้างกายก็รีบคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างลนลานจนร่างกายสั่นเทา
“หะ…ฮูหยิน! ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรกันเจ้าคะ!” ฉู่หลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมก้มหน้าต่ำจนแทบชิดอก ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับอีกฝ่าย
หลิวอันเซียงไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที แต่กลับก้าวเข้าไปหยิบถุงหอมที่ยังเย็บไม่เสร็จขึ้นมาพินิจดู งานปักนั้นประณีตบรรจงยิ่งนัก ทว่าปริมาณที่มากมายเช่นนี้ทำให้นางต้องนิ่วหน้าอย่างอดไม่ได้
“เจ้าทำเองทั้งหมดเลยหรือ? ทำมากมายถึงเพียงนี้ไปเพื่ออันใดกัน?”
เด็กสาวนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความขลาดกลัว หลิวอันเซียงที่เห็นเช่นนั้นก็นึกสงสารอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้างกัน จึงได้มีท่าทีขลาดกลัวถึงเพียงนี้
ทว่าทันใดนั้นเอง หลิวอันเซียงก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติบนมือนวลของเด็กสาว นางจึงเอื้อมมือไปคว้าฝ่ามือของฉู่หลันขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว
“นี่มัน…”
หลิวอันเซียงอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นรอยแผลเล็ก ๆ จากปลายเข็มที่ทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนปลายนิ้วหยาบกร้านและบวมช้ำ นางตวัดสายตาเย็นเยียบจ้องมองไปยังร่างของสาวใช้เบื้องหลังเด็กสาวทันที
“เจ้าดูแลคุณหนูของเจ้าเช่นนี้หรือ?”
น้ำเสียงนิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลนั้นทำเอาสาวใช้รีบก้มหมอบลงกับพื้นทันที ก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว
“บะ…บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน! เป็นความผิดของบ่าวเองที่ดูแลคุณหนูไม่ดี บ่าวสมควรตายเจ้าค่ะ!”