มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 4 ใครดีมา นางดีตอบ (1)
บทที่ 4 ใครดีมา นางดีตอบ (1)
“ไม่ใช่นะเจ้าคะ!”
ฉู่หลันรีบเงยหน้าขึ้นเอ่ยแย้งทันควัน พร้อมทั้งพยายามจะดึงมือของตนเองกลับ แต่ถูกอีกฝ่ายจับไว้แน่นไม่ปล่อย
หลิวอันเซียงพยายามระงับอารมณ์กรุ่นโกรธในอกเอาไว้ ก่อนจะตบหลังมือของเด็กสาวเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบโยน แล้วจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“หลันเอ๋อร์ บอกข้ามาตามตรงเถิดว่าเจ้าปักถุงหอมพวกนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน”
ฉู่หลันเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด นางเหลือบมองกองถุงหอมด้วยสายตาละห้อย ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบเสียงเบา “หลันเอ๋อร์เพียงปักไว้ เพื่อให้สาวใช้นำออกไปฝากขายแลกเงินเจ้าค่ะ…”
คำตอบนั้นทำให้หลิวอันเซียงขมวดคิ้วแน่นในทันที นัยน์ตาหงส์ฉายแววไม่เข้าใจ
“เงินที่ได้รับไปในแต่ละเดือนไม่เพียงพอหรือ เหตุใดคุณหนูเช่นเจ้าต้องลำบากปักของพวกนี้ขายเพื่อแลกเงินเพียงเล็กน้อยด้วยกัน”
เด็กสาวก้มหน้าต่ำจนชิดอก ร่างกายสั่นเทาคล้ายคนมีความผิดและไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
เมื่อเห็นเจ้านายตัวน้อยอ้ำอึ้ง สาวใช้คนสนิทที่หมอบอยู่บนพื้นจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าเอ่ยตอบแทนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เรียนฮูหยิน พวกบ่าวและคุณหนูรองไม่ได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนมาสามเดือนเต็มแล้วเจ้าค่ะ เสบียงอาหารในครัวก็น้อยลงทุกที จนต้องช่วยกันปักถุงหอมออกไปขายเพื่อแลกเงินมาต่อลมหายใจไปวัน ๆ เจ้าค่ะ”
อันหลิวเซียงที่ได้ยินเช่นนั้นพลันเผยสีหน้าเย็นชาออกมาทันที เนื่องจากนางจำได้ว่าตนไม่เคยสั่งงดเบี้ยหวัดของเรือนใดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งเป็นเรือนของฉู่หลันที่รับเงินเพียงน้อยนิดอยู่แล้ว นางยิ่งไม่เคยตัดทอน
เกรงว่าคงมีใครบางคนเห็นว่านางไม่สนใจฉู่หลัน จึงอาศัยช่องโหว่นี้มารังแกอีกฝ่ายเป็นแน่…
หากจะโทษว่าเป็นความผิดใคร ก็คงไม่พ้นเป็นความผิดของนางเองที่ปล่อยปละละเลยฉู่หลันตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำให้บ่าวไพร่ในเรือนไม่เห็นหัวอีกฝ่ายในฐานะเจ้านายอีกต่อไป
หลิวอันเซียงหันไปสบตากับเถียนจื่อที่ติดตามมาแวบหนึ่ง ส่งสัญญาณชัดเจนให้อีกฝ่ายไปจัดการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ก่อนจะหันกลับมามองเด็กสาวตรงหน้าที่ยังคงยืนตัวสั่นด้วยความขลาดกลัว
“ไม่ต้องปักแล้ว จากนี้ไปเจ้าไม่ต้องลำบากเช่นนี้อีก ตามข้าไปกินข้าวที่เรือนเถิด เดี๋ยวข้าจะให้คนเตรียมอาหารดี ๆ ไว้ให้”
กล่าวจบ หลิวอันเซียงก็จูงมือของเด็กสาวเดินออกไปจากเรือนทันที
ฉู่หลันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสับสนมึนงง นัยน์ตากลมโตสั่นระริกราวกับไม่เชื่อหูตนเอง
ฮูหยินผู้สูงส่งและเย็นชาท่านนั้น บัดนี้กลับเป็นฝ่ายจูงมือนางให้เดินตามออกไปแต่โดยดีเสียได้…
ตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปสู่เรือนใหญ่ ฉู่หลันก้มมองมือของตนที่ถูกฝ่ามืออันอบอุ่นของหลิวอันเซียงกุมไว้ไม่ปล่อยด้วยความรู้สึกหลากหลาย สัมผัสที่ได้รับนี้ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง เป็นสัมผัสที่นางโหยหามาตลอดทั้งชีวิต พลอยทำให้นางนึกถึงท่านแม่ที่ล่วงลับไปอย่างอดไม่ได้
ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งก็ได้แทรกซึมลึกเข้าไปในหัวใจที่เคยอ้างว้างโดดเดี่ยวของเด็กสาวโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางบรรยากาศรอบกายที่เริ่มเปลี่ยนไป
หลิวอันเซียงจูงมือบางของฉู่หลันเดินลัดเลาะผ่านสวนอุทยานมุ่งหน้าสู่เรือนเหมยฮวา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าบ่าวไพ่ที่พากันหยุดมือจากงาน เพื่อมองภาพฮูหยินเอกผู้สูงศักดิ์เดินเคียงคู่มากับบุตรีอนุที่ถูกทอดทิ้ง
เมื่อถึงเรือนใหญ่ หลิวอันเซียงก็สั่งการให้เถียนจื่อพาเด็กสาวไปอาบน้ำชำระล้างคราบสกปรก และนำเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีของฉู่ซือเยว่ที่เพิ่งส่งมาไม่นานนี้ให้ผลัดเปลี่ยนทันที
เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว ฉู่หลันก็ก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นในสภาพที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ ผิวกายที่เคยหมองคล้ำดูผุดผ่องขึ้นหลังจากได้รับการขัดเกลา เส้นผมที่เคยแห้งกร้านถูกหวีจนเรียบลื่นเงางามประดับด้วยปิ่นหยกเรียบหรู เสื้อผ้าชุดใหม่ส่งให้นางดูงดงามละมุนตาจนสมฐานะคุณหนูรองสกุลฉู่
ฉู่หลันในยามนี้ก้มมองสำรวจตนเองด้วยความตื่นเต้น แม้ในใจจะยังมีความขลาดกลัวหลงเหลืออยู่ ทว่าลึก ๆ กลับเต็มไปด้วยความยินดี จะมีเด็กสาวคนใดบ้างเล่าที่ไม่ชมชอบอาภรณ์ที่งดงามและเครื่องประดับล้ำค่าเช่นนี้
“ชอบหรือไม่” หลิวอันเซียงเอ่ยถามพลางจ้องมองเด็กสาวด้วยสายตาอ่อนโยน
“ชะ…ชอบเจ้าค่ะ ขอบคุณฮูหยินที่เมตตาหลันเอ๋อร์ถึงเพียงนี้” เด็กสาวตอบเสียงแผ่วพลางลูบคลำเนื้อผ้าไหมอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่ามันจะบุบสลายหายไป
หลิวอันเซียงขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะเอ่ยคำถามที่ทำให้ฉู่หลันต้องชะงัก
“หลันเอ๋อร์ เจ้าอยากย้ายมาอยู่ที่เรือนเหมยฮวาแห่งนี้กับข้าหรือไม่”
นัยน์ตากลมโตของเด็กสาวเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อหู “ขะ…ข้าสามารถมาอยู่ที่นี่ได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ แต่ข้าเป็นเพียงแค่…”
“ได้สิ ในเมื่อข้าบอกว่าได้ ย่อมไม่มีใครกล้าคัดค้าน”
หลิวอันเซียงเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและมั่นคง ในเมื่อเด็กดีคนนี้กตัญญูต่อนางด้วยใจจริง นางย่อมต้องตอบแทนอีกฝ่ายให้ดีที่สุด
“ว่าอย่างไร อยากมาอยู่กับข้าหรือไม่?”
“ยะ…อยากเจ้าค่ะ หลันเอ๋อร์อยากมาอยู่กับท่านเจ้าค่ะ!” ฉู่หลันตอบรับทันควันพร้อมกับหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันที่เริ่มคลอเบ้า
หลิวอันเซียงคลี่ยิ้มบางออกมาอย่างนึกเอ็นดู มือเรียวเอื้อมไปลูบแก้มเด็กสาวอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยประโยคที่สลักลึกลงไปในใจของคนทั้งคู่
“เช่นนั้น ต่อจากนี้ไป เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าฮูหยินอีกแล้ว ให้เรียกข้าว่าท่านแม่เถิด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือบุตรีของข้า ลูกสาวของหลิวอันเซียงแต่เพียงผู้เดียว”
คำว่า ‘ลูกสาว’ ที่เปล่งออกมานั้น ทำเอาหัวใจของเด็กสาวพองโตจนแทบจะคับอก นางโผเข้ากอดเอวของผู้เป็นแม่คนใหม่ไว้อย่างโหยหา พร้อมกับเค้นเสียงเรียกออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ท่านแม่…ท่านแม่ของหลันเอ๋อร์”
น้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นนั้นทำให้หลิวอันเซียงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ในใจของนางที่เคยเต็มไปด้วยความแค้น บัดนี้กลับปรากฏความอบอุ่นสายหนึ่งขึ้นฉับพลัน
ในยามที่นางหวนกลับมานั้น นางรับรู้แต่เพียงความสิ้นหวัง ความโกรธแค้น และหัวใจที่หนาวเหน็บจากการถูกคนใกล้ชิดทรยศหักหลัง นางรู้สึกราวกับว่าโลกนี้ไม่เหลือใครให้นางเชื่อใจอีกต่อไป
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว
ต่อให้คนทั้งโลกจะหันหลังให้นาง แต่ยังมีฉู่หลันที่พร้อมเคียงข้างนางไม่ห่าง
ในชาติที่แล้วฉู่หลันปกป้องนางจนวาระสุดท้าย ชาตินี้นางจะปกป้องเด็กสาวจากภยันตรายทั้งปวงเอง
ใครที่เคยทำร้ายหลันเอ๋อร์ หรือใครที่คิดจะพรากเด็กสาวไปส่งให้ตาเฒ่ากามวิปริตนั่น พวกมันจะต้องข้ามศพนางไปก่อน!
ขณะเดียวกัน ณ เรือนรับรองอีกฟากหนึ่ง ฉู่ซือเยว่ในวัยสิบสี่ปีเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการฝึกดีดพิณอันแสนยาวนาน นางกำลังนั่งพักผ่อนพลางจิบน้ำชาอย่างสำราญใจ ทว่าความรื่นรมย์นั้นก็ได้ถูกขัดจังหวะฉับพลัน เมื่อสาวใช้คนสนิทรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาพร้อมกับรายงานข่าวที่ทำให้นางแทบจะสำลักน้ำชา
“เจ้าว่าอย่างไรนะ! ท่านแม่พานังฉู่หลันกลับไปกินข้าวที่เรือนเหมยฮวา และยังสั่งให้คนย้ายข้าวของของนางมาอยู่ที่นั่นด้วยรึ!”
ฉู่ซือเยว่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ดวงหน้างามพลันบิดเบี้ยวไปด้วยโทสะ นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนยับยู่ยี่
“ไม่มีทาง! ท่านแม่เกลียดพวกอนุและนังลูกอนุเข้าไส้ เหตุใดจู่ ๆ ถึงไปสนใจไยดีนังลูกอนุชั้นต่ำผู้นั้นได้ ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!”
แม้นางจะเอ่ยปากว่าไม่เชื่อ ทว่าความร้อนรุ่มในอกกลับทำให้ฉู่ซือเยว่ไม่อาจนั่งนิ่งอยู่ได้อีกต่อไป ด้วยความริษยาที่พลุ่งพล่านและนิสัยเอาแต่ใจที่ถูกตามใจมาโดยตลอด เด็กสาวจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปถามความด้วยตนเองที่เรือนเหมยฮวาของมารดาในทันที