มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 4 ใครดีมา นางดีตอบ (2)
บทที่ 4 ใครดีมา นางดีตอบ (2)
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตเรือนใหญ่ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ใบหน้าของฉู่ซือเยว่ยิ่งเขียวคล้ำมากกว่าเดิม เป็นภาพของหลิวอันเซียงผู้เป็นมารดาที่ปกติจะเคร่งครัดและไว้ตัว บัดนี้กลับมีสีหน้าอ่อนโยนอย่างที่นางไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก มือเรียวงามของมารดาคอยคีบอาหารเลิศรสใส่ถ้วยให้ฉู่หลันอย่างเอาใจใส่
ขณะที่ฉู่หลันเองก็ประคองถ้วยข้าวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แววตาเป็นประกายวาววับพลางเรียกขานมารดาของนางว่าท่านแม่อย่างสนิทสนมคำแล้วคำเล่า
“ท่านแม่เจ้าคะ อาหารจานนี้อร่อยยิ่งนักเจ้าค่ะ”
“หากอร่อย เช่นนั้นหลันเอ๋อร์ก็กินให้มากหน่อย เจ้าซูบผอมเกินไปแล้ว”
บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นนั้นพลันทำให้ฉู่ซือเยว่ที่ยืนมองอยู่ตรงธรณีประตูถึงกับกำหมัดแน่น โทสะภายในใจได้ปะทุออกมาจนครอบงำสตินึกคิดไปจนหมดสิ้น นางก้าวพรวดเข้าไปกลางห้องโถงพร้อมกับแผดเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
“ท่านแม่! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! เหตุใดนังลูกอนุชั้นต่ำผู้นี้ถึงได้มานั่งเสนอหน้าอยู่ที่นี่ได้!”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเกรี้ยวกราดของพี่สาวต่างมารดา ฉู่หลันที่เดิมมีความหวาดกลัวฝังรากลึกอยู่ในจิตใจมาตั้งแต่เยาว์วัยพลันสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้มหน้าลงจนชิดอก ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกก็ไม่ปาน ความทรงจำที่เคยถูกกลั่นแกล้งและดูหมิ่นถากถางในอดีตได้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง จนนางแทบไม่กล้าหายใจ
หลิวอันเซียงค่อย ๆ ละสายตาจากฉู่หลัน แล้วปรายตามองบุตรสาวในไส้ของตนด้วยแววตาเย็นเยียบ
เพียงแค่ได้เห็นใบหน้าของบุตรสาวอกตัญญูผู้นี้อีกครั้ง เพลิงแค้นในใจที่เพิ่งสงบลงไปพลันปะทุขึ้นมาอีกครา
ภาพในชาติก่อนที่ฉู่ซือเยว่ใช้เท้าเหยียบลงบนอกของฉู่หลันอย่างเหี้ยมเกรียม และท่าทีเช็ดน้ำตาจอมปลอมขณะมองนางถูกแขวนคอยังคงติดตา บัดนี้หัวใจของนางไม่หลงเหลือเศษเสี้ยวของความรักฉันท์แม่ลูกให้แก่เด็กสาวตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว
ทางด้านฉู่ซือเยว่ที่ถูกสายตาอันน่าขนลุกของมารดาจับจ้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงกับผงะก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว นางรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกอย่างน่าประหลาด
นี่ท่านแม่เป็นอะไรไปกัน…
ขณะเดียวกัน ทางด้านหลิวอันเซียงก็พยายามข่มความไม่พอใจเอาไว้ แล้วดึงสายตาของตนกลับ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“มารยาทที่สั่งสมมาโยนทิ้งไปไว้ที่ใดแล้วเล่า ที่ข้าเสียเงินทองจ้างอาจารย์มาสั่งสอนเจ้า ร่ำเรียนไปคงเสียเปล่าหมดแล้วสินะ”
ฉู่ซือเยว่เผยสีหน้าสับสนระคนตื่นตระหนกออกมาทันที วันนี้เหตุใดมารดาจึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนกัน ปกติท่านแม่มักจะรักและตามใจนางทุกอย่าง คอยเอาอกเอาใจและเข้าข้างนางเสมอ ไหนเลยจะมีท่าทีที่ดูเย็นชาเช่นนี้ได้
นี่ต้องเป็นเพราะนังลูกอนุไปพูดเป่าหูอะไรบางอย่างกับท่านแม่เป็นแน่!
ฉู่ซือเยว่ตวัดสายตาดุดันไปมองน้องสาวต่างมารดาทันทีด้วยความโกรธแค้น นางก้าวเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายฉู่หลันแล้วตวาดใส่เสียงดัง
“เจ้าพูดอะไรกับท่านแม่! เจ้าใส่ร้ายอะไรข้ากัน!”
“ข้า…ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยเจ้าค่ะพี่หญิง” ฉู่หลันตอบเสียงสั่นเครือ ร่างเล็กหดเกร็งด้วยความหวาดกลัว
แม้จะได้ยินเช่นนั้น ทว่าฉู่ซือเยว่กลับไม่เชื่อแม้แต่น้อย ยิ่งเมื่อกวาดสายตามองเห็นว่ายามนี้ฉู่หลันสวมใส่อาภรณ์ไหมเนื้อดีงดงาม และมีเครื่องประดับล้ำค่าประดับกายซึ่งแม้แต่นางเองก็ยังไม่มีครอบครอง เพลิงริษยาก็ยิ่งโหมกระหน่ำในใจจนคุมสติไม่อยู่
“นังแพศยา!”
ฉู่ซือเยว่ปัดถ้วยน้ำแกงร้อน ๆ บนโต๊ะใส่ฉู่หลันทันทีอย่างเกรี้ยวกราด ฉู่หลันจึงรีบหลับตาแน่นด้วยความหวาดกลัว คิดว่าน้ำแกงร้อนจัดนั้นจะต้องราดรดใส่ตัวนางเป็นแน่ ทว่ารออยู่นานกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ
เมื่อเด็กสาวลืมตาขึ้น ก็พบกับแผ่นหลังเหยียดตรงของหลิวอันเซียงที่กำลังยืนปกป้องนางเอาไว้ หญิงสาวใช้แขนเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นเลิศรับถ้วยน้ำแกงนั้นแทน ทำให้น้ำแกงสาดกระจายเปียกปอนไปทั่วแขนเสื้อจนเลอะเทอะและทิ้งคราบแดงเป็นวงกว้าง
“ท่านแม่! ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ!” ฉู่หลันร้องออกมาด้วยความตกใจและเป็นห่วง
ฉู่ซือเยว่เองก็ตกใจไม่แพ้กัน มือที่เพิ่งปัดถ้วยน้ำแกงไปพลันสั่นระริก นางไม่เคยคิดว่าท่านแม่จะเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องนังลูกอนุชั้นต่ำถึงเพียงนี้ ความหวั่นเกรงต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปของมารดาทำให้นางเอ่ยเสียงสั่น
“ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจนะเจ้าคะท่านแม่”
หลิวอันเซียงไม่ได้สนใจรอยเปื้อนบนกายแม้แต่น้อย ดวงตาของนางพลันฉายแววอันตรายอย่างน่าหวาดหวั่น ก่อนจะตวาดใส่เสียงเข้มจนทำให้คนทั้งห้องพากันสะดุ้งด้วยความตกใจ
“ฉู่ซือเยว่! คุณธรรมที่พึงมีหายไปไหนหมด! มารยาทเจ้าโยนทิ้งไปแล้วหรืออย่างไร!”
ฉู่ซือเยว่หน้าซีดเผือดลงทันที นางไม่เคยเห็นท่านแม่โกรธถึงเพียงนี้มาก่อน เห็นทีคราวนี้นางคงทำเรื่องเกินเลยไปแล้วเป็นแน่
“ท่านแม่ ข้า…”
“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง! พาตัวคุณหนูใหญ่ไปคุกเข่าที่หน้าเรือนสามชั่วยาม!”
หลิวอันเซียงสั่งการเสียงเย็น ไม่คิดสนใจสีหน้าตื่นตระหนกของเด็กสาวเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะหมุนกายกลับมาสำรวจดูเนื้อตัวของฉู่หลันอย่างนึกเป็นห่วง
“หลันเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่?”
“ข้า ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะท่านแม่” ฉู่หลันเอ่ยตอบอย่างอ้ำอึ้ง เนื่องจากนางยังคงตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ไม่เพียงแต่ฉู่หลันเท่านั้น ทั้งฉู่ซือเยว่หรือแม้แต่บ่าวรับใช้ในเรือน ทุกคนต่างก็ตกใจกับคำสั่งของฮูหยินทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่าฮูหยินรักและทะนุถนอมคุณหนูใหญ่มากเพียงใด ยุงไม่เคยให้ไต่ไรไม่เคยให้ตอม ไหนเลยจะเคยสั่งลงโทษเช่นนี้
ครั้นฉู่ซือเยว่ตั้งสติได้ นางก็ร้องเถียงออกมาทันทีอย่างไม่ยอมรับ
“ไม่นะ! ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด! ท่านแม่จะปกป้องนังฉู่หลันด้วยเหตุใดกัน ท่านแม่เป็นอะไรไปเจ้าคะ!”
หลิวอันเซียงไม่แม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่าย นางปรายตามองสาวใช้ในเรือนด้วยแววตาเย็นชาปราดหนึ่ง
“พวกเจ้าไม่ได้ยินคำสั่งข้าหรืออย่างไรกัน?”
สิ้นเสียงของนาง เหล่าสาวใช้ต่างพากันลนลานด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบก้าวเข้ามาลากตัวคุณหนูใหญ่ที่กำลังดิ้นรนออกไปทันที ท่ามกลางเสียงร้องโวยวายด้วยความไม่ยินยอมของฉู่ซือเยว่ที่ดังก้องไปทั่วเรือน
เพียงชั่วพริบตา บรรยากาศในเรือนเหมยฮวาพลันตกอยู่ในความเงียบงันปนความหวาดผวา บรรดาสาวใช้ต่างก้มหน้าตัวสั่น ไม่กล้าปริปากแม้แต่ครึ่งคำ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ฮูหยินไม่เคยลงโทษคุณหนูหรือคุณชายอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อน และยิ่งไม่เคยเห็นท่าทีที่น่ากลัวราวกับปีศาจที่พร้อมจะสั่งลงโทษทุกคนที่ขัดคำสั่งเช่นนี้
หลิวอันเซียงกุมมือที่สั่นน้อย ๆ ของฉู่หลันไว้แน่น พลางมองออกไปนอกประตูเรือนด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต่อจากนี้ยังอีกยาวไกลนัก…